โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ค่ายยุโรปฝ่าวิกฤตเปิดบ้านรับ "ทุนจีน" ชุบชีวิตโรงงานร้าง

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ผู้ผลิตรถยนต์ในยุโรปเผชิญกับปัญหายอดขายลดลง ทำให้กำลังการผลิตล้นแก้วิกฤตนี้ด้วยการเปิดให้ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน มาใช้โรงงาน

ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของยุโรป เริ่มเห็นโอกาสในการปล่อยขาย หรือเปิดให้ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน เข้าไปใช้โรงงานในยุโรปที่มีกำลังการผลิตส่วนเกินเหลืออยู่ หลังเผชิญแรงกดดันด้านยอดขายและต้นทุนมาหลายปี ถือเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก ก็ว่าได้

ล่าสุด รอยเตอร์ส รายงานว่า Stellantis (สเตลแลนทิส) เตรียมจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับ Dongfeng Motor Corporation (ตงเฟิง มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น) รัฐวิสาหกิจด้านยานยนต์ของจีน พร้อมบรรลุข้อตกลงในการผลิตรถ อีวี อย่างน้อย 1 รุ่น ภายใต้แบรนด์ Voyah (โวยา) โดยใช้โรงงานของ สเตลแลนทิส ที่เมือง Rennes ประเทศฝรั่งเศส เป็นฐานการผลิต

โรงงานแห่งนี้ ก่อสร้างขึ้นในปี 1960 เพื่อสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมของฝรั่งเศส และในช่วงต้นทศวรรษ 2000 เคยมีกำลังการผลิตรถมากกว่า 400,000 คันต่อปี จาก 3 สายการผลิต ก่อนจะทยอยปรับโครงสร้างในช่วงทศวรรษ 2010 จนปัจจุบัน เหลือการผลิตรถยนต์เพียงรุ่นเดียว บน 1 สายการผลิตเท่านั้น คือ รถเอสยูวี Citroën C5 Aircross

ขณะที่ แบรนด์ Voyah (โวยา) ถือเป็นแบรนด์ระดับพรีเมียมของ ตงเฟิง และการผลิตรถในโรงงานดังกล่าว จะช่วยให้สามารถหลีกเลี่ยงมาตรการภาษีนำเข้าของสหภาพยุโรปที่เรียกเก็บจากรถยนต์ซึ่งผลิตในจีนได้

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ ยังต่อยอดจากข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายประกาศเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้านี้ ว่า ตงเฟิง จะเป็นผู้ผลิตรถแบรนด์รถยนต์ในกลุ่มของ สเตลแลนทิส อย่าง Jeep และ Peugeot ในประเทศจีน ด้วย

อย่างไรก็ดี ข้อตกลงดังกล่าว ทำให้ สเตลแลนทิส กลายเป็นหนึ่งในค่ายรถดั้งเดิม ที่เปิดทางให้ผู้ผลิตจีนเข้าไปใช้ประโยชน์จากโรงงานที่มีกำลังการผลิตส่วนเกินในยุโรปมากที่สุด ก่อนหน้านี้ บริษัทฯ เพิ่งประกาศข้อตกลงกับ Leapmotor เพื่อผลิตรถยนต์ร่วมกันในประเทศสเปน หลังทั้งคู่ได้จัดตั้งบริษัทร่วมทุน ตั้งแต่ปี 2023

ขณะเดียวกัน คู่แข่งอย่าง โฟล์กสวาเกน ก็กำลังพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการเปิดให้ผู้ผลิตรถยนต์จีนเข้ามาใช้กำลังการผลิตของโรงงานในยุโรป

ก่อนหน้านี้ Oliver Blume ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โฟล์กสวาเกน ระบุว่า บริษัทฯ กำลังพิจารณาว่าจะมีโอกาสเปิดโรงงานในยุโรปให้พันธมิตรจีนเข้าไปใช้กำลังการผลิตที่เหลืออยู่หรือไม่ โดยเฉพาะกับพันธมิตรจีนที่มีความร่วมมือกันอยู่แล้ว

ซึ่งปัจจุบัน โฟล์กสวาเกน มีพันธมิตรร่วมทุนในจีนอยู่ 3 ราย ได้แก่ SAIC Motor, FAW Group และ JAC Motors อีกทั้งยังถือหุ้นในบริษัทสตาร์ตอัปรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติจีนอย่าง XPeng ซึ่งมีรายงานว่า กำลังมองหาโรงงานในยุโรปเช่นกัน

ด้าน เดอะ การ์เดี้ยน มองว่า สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงดุลอำนาจในอุตสาหกรรมยานยนต์โลกกำลังเปลี่ยนไป โดยผู้ผลิตรถยนต์จำนวนมากในยุโรปกำลังอยู่ในภาวะอ่อนแรง

ขณะที่รถยนต์จีนกำลังรุกขยายอิทธิพลต่อเนื่อง ปัจจุบันรถยนต์จากจีนมีสัดส่วนอยู่ราวร้อยละ 8.6 ของตลาดยุโรปตะวันตก ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากปีก่อน ส่งผลให้ผู้ผลิตจีนหลายราย เช่น BYD (บีวายดี), Changan Automobile (ฉางอาน ออโตโมบิล), Chery Automobile (เชอรี่ ออโตโมบิล), Dongfeng Motor Corporation (ตงเฟิง มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น) และ Geely (จีลี่) เร่งหาฐานผลิตในยุโรป และบางบริษัทก็กำลังสร้างโรงงานของตนเองแล้ว

นอกจาก โฟล์กสวาเกน และ สเตลแลนทิส ที่เปิดให้พันธมิตรเข้าไปใช้กำลังการผลิตส่วนเกินในโรงงานของตนเองแล้ว Nissan Motor ก็อยู่ระหว่างการเจรจากับ เชอรี่ ออโตโมบิล เพื่อเปิดใช้พื้นที่บางส่วนของโรงงานในอังกฤษ หลังจากก่อนหน้านี้ ได้ขายโรงงานสเปน ให้กับ เชอรี่ ไปแล้ว

ส่วน Ford Motor ก็มีรายงานว่า ขายพื้นที่โรงงานในสเปนบางส่วนให้กับทาง จีลี่ ไป

ด้านผู้ผลิตรถยุโรป ระบุว่า เงินลงทุนจากจีนจะช่วยลดแรงกดดันจากยอดขายที่ชะลอตัว และช่วยหลีกเลี่ยงการปิดโรงงานหรือเลิกจ้างจำนวนมากได้ แม้อีกด้านหนึ่ง จะเป็นการเปิดทางให้คู่แข่งจีนเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดมากขึ้นก็ตาม

ยอดขายรถอีวี ในตลาดยุโรปยังคงเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง เกือบทุกตลาด เดือนเมษายนที่ผ่านมา มียอดจดทะเบียนรถ อีวี เพิ่มขึ้นร้อยละ 34.1 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน อยู่ที่จำนวนกว่า 201,000 คัน เติบโตต่อเนื่องจากเดือนมีนาคม ที่พุ่งขึ้นถึงร้อยละ 51.3

ตัวเลขดังกลาาว สะท้อนว่าการเปลี่ยนผ่านสู่รถอีวี ในยุโรปกำลังเร่งตัวขึ้น แม้ว่าผู้ผลิตรถยนต์จะเผชิญกับความต้องการของผู้บริโภคที่อ่อนแอในบางตลาด และแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากคู่แข่งชาวจีนก็ตาม

แรงหนุนสำคัญมาจากมาตรการสนับสนุนของรัฐบาล และราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ผู้บริโภคหันมาสนใจใช้รถ อีวี มากขึ้น

โดย อิตาลี เป็นประเทศที่มียอดขาย อีวี เติบโตเร็วสุดในกลุ่มประเทศยุโรป ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ส่วน สเปน และโปแลนด์ ก็เติบโตแรงเช่นกัน แต่สัดส่วนของตลาดยังต่ำกว่าร้อยละ 10 ขณะที่ เยอรมนี ยังคงเป็นตลาดอีวีที่ใหญ่ที่สุดของยุโรป

สำหรับยอดรวม 4 เดือนแรกของปีนี้ ยอดจดทะเบียนรถ อีวี ในยุโรปเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 31 และช่วยลดการใช้น้ำมันได้เกือบ 3 ล้านบาร์เรล

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...