“อินโดนีเซีย” ยอมกลืนยาขม ขึ้นดอกเบี้ย-ราคาน้ำมัน กู้ศรัทธานักลงทุน
"อินโดนีเซีย" ยอมกลืนยาขม ส่งสัญญาณเปลี่ยนทิศทางนโยบายเศรษฐกิจครั้งสำคัญ ปรับขึ้นดอกเบี้ย-ราคาน้ำมัน ฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุนและรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ
วันที่ 10 มิถุนายน 2569 เวลา 16.26 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า อินโดนีเซียกำลังส่งสัญญาณครั้งสำคัญว่ารัฐบาลพร้อมตัดสินใจในเรื่องที่ยาก เพื่อหยุดวิกฤตความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่กำลังกดดันเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา นักลงทุนกังวลต่อนโยบายประชานิยมของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต โดยเฉพาะแรงกดดันที่ถูกมองว่ามีต่อธนาคารกลางให้ดำเนินนโยบายการเงินเพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ รวมถึงการใช้งบประมาณจำนวนมากกับโครงการสวัสดิการและการอุดหนุนพลังงาน
ความกังวลดังกล่าวส่งผลให้ค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าต่อเนื่อง และตลาดหุ้นอินโดนีเซียเผชิญแรงขายอย่างหนัก อย่างไรก็ตาม สัญญาณเปลี่ยนทิศทางเริ่มปรากฏขึ้นเมื่อธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) สร้างความประหลาดใจให้ตลาดด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% นอกกำหนดการประชุมปกติเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา
แหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจเปิดเผยกับ Reuters ว่า การขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างเต็มที่ และไม่มีเสียงคัดค้านในการประชุม โดยมองว่าเป็นยาขมที่จำเป็นต้องกลืน เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของตลาด ขณะที่นักวิเคราะห์จำนวนมากคาดว่าอาจมีการขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในการประชุมตามกำหนดสัปดาห์หน้า
ท่าทีดังกล่าวแตกต่างจากแนวทางเดิมของปราโบโวที่เน้นกระตุ้นการเติบโตเพื่อผลักดันเศรษฐกิจให้ขยายตัว 8% ตามคำมั่นสัญญาช่วงหาเสียง โดยนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งในเดือนตุลาคม 2567 ธนาคารกลางได้ลดดอกเบี้ยมาแล้วถึง 5 ครั้ง
นอกจากการขึ้นดอกเบี้ยแล้ว ธนาคารกลางและกระทรวงการคลังยังตกลงชะลอมาตรการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบการเงิน ซึ่งถูกมองว่าเป็นอีกปัจจัยที่กดดันค่าเงินรูเปียห์
เพอร์รี วาร์จิโย ผู้ว่าการธนาคารกลาง ยังเร่งสื่อสารกับนักลงทุนในยุโรป สหรัฐ และเอเชีย เพื่ออธิบายเหตุผลของการตัดสินใจและสร้างความเชื่อมั่นต่อนโยบายเศรษฐกิจ
ผลตอบรับเกิดขึ้นทันที โดยค่าเงินรูเปียห์แข็งค่ากลับมากกว่า 1% สู่ระดับ 17,940 รูเปียห์ต่อดอลลาร์ หลังจากทำสถิติอ่อนค่าต่ำสุดหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นอินโดนีเซียพุ่งขึ้นเกือบ 10% ในช่วงสองวันทำการล่าสุด
ขึ้นราคาน้ำมันครั้งแรกหลังสงครามอิหร่าน
หลังการขึ้นดอกเบี้ยเพียงไม่กี่ชั่วโมง รัฐบาลอินโดนีเซียยังประกาศขึ้นราคาน้ำมันเบนซินยอดนิยม 2 ชนิดถึง 32% ซึ่งถือเป็นการปรับขึ้นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามอิหร่านผลักดันราคาน้ำมันโลกให้พุ่งสูงขึ้น
ที่ผ่านมา รัฐบาลใช้งบประมาณจำนวนมากตรึงราคาพลังงานเพื่อรักษาความนิยมทางการเมือง ส่งผลให้เงินอุดหนุนเชื้อเพลิง ไฟฟ้า และปุ๋ย พุ่งขึ้นถึง 208% เมื่อเทียบกับปีก่อน สู่ระดับ 203 ล้านล้านรูเปียห์ หรือประมาณ 11,300 ล้านดอลลาร์ ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม
ภาระดังกล่าวเริ่มสร้างแรงกดดันต่อฐานะการคลังของประเทศ แม้รัฐบาลจะยืนยันว่าการเงินภาครัฐยังอยู่ภายใต้การควบคุม
นอกจากนี้รัฐบาลยังส่งสัญญาณชะลอการขยายโครงการอาหารฟรีมูลค่า 20,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นนโยบายเรือธงของปราโบโว โดยงบประมาณถูกปรับลดเหลือ 15,000 ล้านดอลลาร์ และมีการระงับการเปิดครัวใหม่ชั่วคราว
โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายช่วยเหลือประชาชนกว่า 83 ล้านคน แต่เป็นหนึ่งในประเด็นที่นักลงทุนกังวลมาโดยตลอดเกี่ยวกับประสิทธิภาพการใช้จ่ายและวินัยทางการคลัง
จากเน้นโต สู่เน้นเสถียรภาพ
นักวิเคราะห์มองว่าการขึ้นดอกเบี้ยและการขึ้นราคาพลังงานเป็นสัญญาณว่ารัฐบาลกำลังเปลี่ยนจุดยืนจากการเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ ไปสู่การให้ความสำคัญกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเงินมากขึ้น
Krystal Tan นักเศรษฐศาสตร์ของ ANZ ระบุว่า มาตรการทั้งสองถือเป็นการตอบสนองเชิงนโยบายที่มีการคำนวณอย่างรอบคอบ และสะท้อนว่าผู้กำหนดนโยบายเริ่มยอมให้กลไกตลาดทำงานมากขึ้น แทนที่จะพยายามฝืนแรงกดดันทางเศรษฐกิจ
ด้าน Muhammad Rizal Taufikurahman จากสถาบัน INDEF กล่าวว่า การขึ้นดอกเบี้ยพร้อมกับการขึ้นราคาน้ำมันเป็นสัญญาณชัดเจนว่ารัฐบาลและธนาคารกลางกำลังเปลี่ยนจากแนวทาง Pro-Growth ไปสู่ Pro-Stability
“ความเป็นจริงทางเศรษฐกิจกำลังบังคับให้รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับเสถียรภาพมากกว่าเป้าหมายการเติบโตที่ทะเยอทะยาน” เขากล่าว
อย่างไรก็ตามนักเศรษฐศาสตร์เตือนว่า แม้มาตรการเหล่านี้จะช่วยบรรเทาความกังวลในระยะสั้น แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการฟื้นฟูความน่าเชื่อถือของนโยบายเศรษฐกิจในระยะยาว
“การผสมผสานระหว่างนโยบายการเงินและการคลังในครั้งนี้เปรียบเสมือนการเอาเกลือไปเทลงทะเล อาจช่วยบรรเทาปัญหาได้ชั่วคราว แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาพื้นฐานที่แท้จริงได้ นั่นคือความผิดพลาดเชิงนโยบายและความเชื่อมั่นที่กำลังถดถอยต่อผู้กำหนดนโยบาย” นักวิเคราะห์จากมหาวิทยาลัยอินโดนีเซียกล่าว
อ้างอิง : www.reuters.com