แห่ร้องสายไหม! แฉกลโกงนายหน้าแสบ ต้มตุ๋นขายที่ดินทิพย์ ลวงเหยื่อสูญเงินล้าน พบแอบเอาไปขายฝากนายทุนจนหลุดมือ คดีไม่คืบทำคนแก่ป่วยมะเร็งเครียดจัด
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ที่ศูนย์ประสานงานเพจสายไหมต้องรอด ถนนวัดเกาะ เขตสายไหม กรุงเทพมหานคร กลุ่มผู้เสียหายจำนวนมากกว่า 20 ราย ได้รวมตัวกันเดินทางเข้าร้องขอความเป็นธรรมและขอความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน หลังจากตกเป็นเหยื่อถูกนายหน้าขายที่ดินรายหนึ่งหลอกลวงให้ซื้อที่ดินในพื้นที่อำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก ซึ่งมีการทำสัญญาซื้อขายและชำระเงินมัดจำกันตั้งแต่หลักแสนไปจนถึงหลักล้านบาท แต่เมื่อถึงกำหนดโอนกรรมสิทธิ์กลับไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากพบในภายหลังว่าที่ดินแปลงดังกล่าวถูกแอบนำไปขายฝากไว้กับนายทุนจนหลุดจากกรรมสิทธิ์ของเจ้าของเดิมไปแล้ว ซ้ำร้ายเมื่อไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจนานกว่า 2-3 เดือน คดีกลับไม่มีความคืบหน้าใดๆ และตัวผู้ถูกกล่าวหายังคงลอยนวลนำที่ดินผืนนี้ไปประกาศขายหลอกลวงผู้อื่นอย่างต่อเนื่อง
นางสาวอร (นามสมมุติ) หนึ่งในผู้เสียหายที่ต้องสูญเงินไปจำนวนมากเปิดเผยด้วยความช้ำใจว่า ตนเองได้เห็นประกาศขายที่ดินแปลงนี้ผ่านทางเฟซบุ๊ก จึงเกิดความสนใจและติดต่อขอเข้าชมพื้นที่จริง เมื่อเดินทางไปดูทำเลแล้วเห็นว่าสวยงามน่าอยู่จึงตกลงใจทำสัญญาและทยอยวางเงินมัดจำรวมเป็นเงินหลายแสนบาท แต่พอถึงเวลานัดหมายโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน นายหน้ากลับบ่ายเบี่ยงและเลื่อนนัดออกไปหลายครั้งอย่างมีพิรุธ จนกระทั่งตนเองตัดสินใจเดินทางไปตรวจสอบข้อมูลกับทางกรมที่ดินด้วยตัวเอง จึงได้ช็อกเมื่อพบความจริงว่า ที่ดินผืนนี้ถูกนำไปขายฝากไว้กับบุคคลอื่นก่อนหน้านี้แล้ว ทำให้ไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ และเมื่อพยายามสืบหาข้อมูลก็พบว่ามีเหยื่ออีกหลายรายที่โดนหลอกในลักษณะเดียวกัน
ขณะที่ นายภพ (นามสมมุติ) ผู้เสียหายอีกราย ได้แฉถึงพฤติการณ์สุดแสบของนายหน้ารายนี้เพิ่มเติมว่า ผู้ขายได้นำสำเนาโฉนดที่ดินผืนใหญ่ผืนเดียว มาจัดฉากแบ่งเป็นแปลงย่อยๆ หลายแปลงเพื่อเร่ขายให้กับลูกค้าหลายคนพร้อมๆ กันโดยปิดบังไม่ยอมบอกว่าที่ดินมีภาระผูกพันอยู่ และเมื่อผู้ซื้อคนใดเริ่มทวงถามเรื่องการโอนกรรมสิทธิ์ นายหน้าก็จะอ้างเหตุผลสารพัดว่า ต้องรอให้มีผู้ซื้อรายอื่นเข้ามาซื้อให้ครบอีก 2-3 รายก่อน เพื่อจะได้เดินทางไปทำเรื่องโอนพร้อมกันทีเดียว ในระหว่างที่ยื้อเวลานั้น นายหน้ายังได้ใช้อุบายเร่งรัดให้ผู้เสียหายทยอยจ่ายเงินเพิ่มอีกครั้งละหลายหมื่นถึงหลักแสนบาท โดยอ้างว่าจะลดราคาพิเศษให้ หรือจะทำการถมที่ดินให้ฟรีๆ แต่สุดท้ายเมื่อถึงเวลานัดก็เบี้ยวซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าที่ดินถูกนำไปขายฝากกับนายทุนตั้งแต่ก่อนจะเอามาโพสต์ประกาศขายเสียด้วยซ้ำ ซึ่งตอนนี้ผู้เสียหายทุกคนเดือดร้อนมาก เพราะแจ้งความมานานกว่า 2-3 เดือนแล้วแต่คดีนิ่งสนิท ในขณะที่คนร้ายยังคงเดินหน้าหลอกขายที่ดินผืนนี้ให้คนอื่นอยู่ตลอดเวลา จึงต้องออกมาร้องเรียนเพื่อไม่ให้มีใครตกเป็นเหยื่อเพิ่มอีก เพราะจังหวัดนครนายกเป็นทำเลทองที่คนนิยมซื้อ แต่การกระทำแบบนี้สร้างความเสียหายให้กับคนที่เอาเงินเก็บทั้งชีวิตมาลงทุน และส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบอาชีพธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่สุจริตเป็นอย่างมาก
ทางด้านของ นางสาวเมย์ (นามสมมุติ) เล่าว่า สาเหตุที่หลงเชื่อใจเป็นเพราะก่อนหน้านี้ตนเคยซื้อที่ดินจากนายหน้ารายนี้มาแล้วครั้งหนึ่งและสามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้จริง จึงเกิดความเชื่อมั่นร้อยเปอร์เซ็นต์ พอผู้ขายเสนอขายที่ดินแปลงใหม่พร้อมนำเอกสารมาแสดง ตนจึงยอมเซ็นสัญญาและโอนเงินชำระไปถึง 400,000 บาท โดยมีกำหนดโอนในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา แต่พอถึงเวลาก็ถูกเลื่อนนัดเรื่อยมาจนต้องขอเงินคืนและเข้าแจ้งความ ก่อนจะพบภายหลังว่าที่ดินติดสัญญาขายฝากอยู่ก่อนแล้ว
เช่นเดียวกับ นางสาวขวัญ (นามสมมุติ) ที่ได้รับการแนะนำให้ซื้อที่ดินตรงนี้เนื่องจากถูกอ้างว่าเป็นที่ดินของครอบครัวนายหน้าเอง ตนจึงวางเงินมัดจำไป 100,000 บาท และอ้อนวอนขอเข้าไปปลูกผักทำกินล่วงหน้า ซึ่งทางนายหน้าก็ยืนยันว่าทำได้ ตนจึงหลงเชื่อทยอยโอนเงินให้อีกรวมแล้วกว่า 900,000 บาท แต่สุดท้ายนายหน้ากลับเบี้ยวนัดที่กรมที่ดินและไม่สามารถโอนให้ได้ เนื่องจากนำที่ดินผืนเดียวกันไปซอยย่อยหลอกขายให้คนอื่นอีกเพียบ
นอกจากนี้ ยังมีเคสที่น่าเวทนาของ นางสุภา (นามสมมุติ) อดีตผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ต้องสูญเสียเงินเก็บก้อนสุดท้ายจากการค้าขายไปถึง 390,000 บาท โดยนางสุภาเปิดเผยทั้งน้ำตาว่า ตนได้รับการแนะนำมาจากเพื่อนของแฟนซึ่งเป็นข้าราชการทหาร จึงทำให้เกิดความน่าเชื่อถือ ประกอบกับตั้งใจจะมาซื้อที่ดินที่นครนายกเพื่อสร้างบ้านใช้ชีวิตบั้นปลายหลังเกษียณ เพราะครอบครัวมีภูมิลำเนาอยู่ที่นี่อยู่แล้ว และยังได้เจียดเงินซื้อเพิ่มอีก 200 ตารางวาเพื่อหวังจะให้เป็นของขวัญแต่งงานแก่ลูกจัดสร้างครอบครัวใหม่ แต่ทุกอย่างกลับพังทลายลงเมื่อที่ดินโอนไม่ได้และมีปัญหาซุกซ่อนมาตั้งแต่ต้น เหตุการณ์นี้ทำเอาตนเองเครียดจัดจนส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างรุนแรง ที่ผ่านมาพยายามเดินทางไปติดตามเรื่องที่ศูนย์ดำรงธรรมร่วมกับผู้เสียหายคนอื่นๆ หลายครั้ง แต่นายหน้าผู้ถูกกล่าวหากลับปิดเครื่องเงียบ ไม่ยอมออกมาชี้แจงหรือรับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น
ทางด้าน นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด ได้กล่าวถึงคดีนี้ว่า อยากจะฝากไปถึงผู้กำกับการ สภ.ปากพลี และผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครนายก ให้ช่วยลงมาเร่งรัดขับเคลื่อนคดีนี้ด้วยตัวเอง เนื่องจากมีประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมากและมูลค่าความเสียหายสูงมาก บางรายต้องสูญเสียเงินเก็บมาทั้งชีวิต บางรายถึงขั้นต้องนำรถยนต์ไปเข้าไฟแนนซ์กู้หนี้ยืมสินเพื่อเอาเงินมาจ่ายค่านายหน้าดินเพราะหวังจะมีที่อยู่อาศัย ซึ่งพฤติการณ์ดังกล่าวหากตรวจสอบแล้วเป็นจริง ถือว่าเข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนอย่างชัดเจน และทางเจ้าหน้าที่ตำรวจควรจะต้องรีบเร่งรัดติดตามยึดทรัพย์สินมาคืนให้แก่กลุ่มผู้เสียหายโดยเร็วที่สุด ก่อนที่ทรัพย์สินเหล่านั้นจะถูกโยกย้ายหรือผ่องถ่ายจำหน่ายต่อไปยังบุคคลที่สาม พร้อมกันนี้ทางเพจสายไหมต้องรอดขอยืนยันว่าจะเกาะติดและช่วยประสานงานในคดีนี้อย่างเต็มที่จนกว่าผู้เสียหายทุกคนจะได้รับความเป็นธรรมตามกฎหมาย
อ่านข่าวเพิ่มเติม