คนตักกากอุตสาหกรรม ผู้กู้วิกฤตสิ่งแวดล้อม แต่ต้องทำงานโดยไร้หลักประกันด้านสุขภาพ
“กลัวปอดหาย”
ชายวัยกลางคน ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม พูดประโยคดังกล่าวขณะก้มตักกากอุตสาหกรรมเพื่อขนย้ายไปยังโรงงานผู้รับกำจัด สะท้อนความรุนแรงของของเสียที่เกิดจากการประกอบกิจการอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพเพียงแค่สูดดมเข้าไปเท่านั้น
กากอุตสาหกรรมที่กลุ่มคนงานเหล่านี้ต้องจัดการ เป็นของเสียอันตรายที่เกิดจากการประกอบกิจการของบริษัทรับทำน้ำมันผสมสีทาบ้านจากน้ำมันใช้แล้วในจังหวัดสระบุรี ซึ่งแทนที่บริษัทจะส่งไปกำจัดยังโรงงานที่รับกำจัดของเสียตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมกำหนด กลับนำไปทิ้งเอาไว้ที่บ่อดินด้านหลังโรงงานของตัวเอง โดยไม่มีการป้องกันการรั่วซึมมาตั้งแต่ปี 2537
“เมื่อคืนนี้ฝนตก ถ้าไม่มีฝน กลิ่นกากอุตสาหกรรมจะแรงมากกว่านี้”
ตั้งแต่ 8 โมงเช้า คนงานชายราวๆ 3 คน จะเดินทางมายังโรงงานเพื่อเข้ามาหยิบจับอุปกรณ์คู่ใจ เช่น เสียมและถังน้ำ ก่อนจะลงไปยืนอยู่ริมปากบ่อที่เต็มไปด้วยของเสียอันตรายเนื้อเหนียวหนืดและมีกลิ่นเหม็น เพื่อตักมันใส่ไว้ในถังเล็กๆ เมื่อเต็มถังแล้ว พวกเขาจะต้องยกไปเติมในถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร ที่จะถูกใช้เป็นถังใส่ตะกอนของเสีย เพื่อเคลื่อนย้ายไปยังโรงงานที่รับกำจัดตามกฎหมาย
“พอตักกากอุตสาหกรรมใส่ถังน้ำมันจนเต็มแล้ว ต้องยกไปรวมกับถังอื่นๆ แล้วเอาผ้าคลุมไว้ ก่อนจะยกขึ้นรถไปส่งยังโรงงานรับกำจัด เพื่อกำจัดตามระบบกระทรวงอุตสาหกรรม ประมาณ 10 ตันกว่าๆ ต่อเดือน หรือประมาณ 42 ถังน้ำมัน”
“แต่ถามว่า ใน 1 วันมีกำหนดเอาไว้ไหม ว่าคนงานต้องตักกากพวกนี้ให้ได้ปริมาณเท่าไร เจ้าของโรงงานไม่ได้ตั้งปริมาณเอาไว้หรอก เขาแล้วแต่เรา เพราะไม่มีใครมาตักของเสียให้เขาแล้ว ยิ่งถ้านายจ้างเร่งๆ หน่อย เด็กแถวนี้ที่เขาไม่มีงานทำเขายังไม่เอา แค่ได้กลิ่นกากอุตสาหกรรมก็หนีกันไปหมดแล้ว”
ทั้งนี้ แม้คนงานบางส่วนจะบอกว่าไม่มีการกำหนดปริมาณในการตักกากอุตสาหกรรมในแต่ละวัน แต่ในแต่ละเดือนนั้น บริษัทผู้ก่อมลพิษต้องแจ้งปริมาณของเสียที่จะส่งกำจัดกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม ดังนั้นวันใดที่คนตักของเสียได้ในปริมาณน้อย พวกเขาอาจจะต้องเจียดเวลาพักผ่อนในช่วงเที่ยงมาเพื่อเพิ่มเวลาทำงาน
“บางทีก็พักไม่ถึงชั่วโมง ถ้าวันนั้นเราตักกากอุตสาหกรรมได้น้อย กินข้าวเสร็จก็ต้องรีบมาทำต่อ ต้องเร่งมือตัวเองหน่อย”
คนงานรายหนึ่งเล่าให้กับเราฟังว่า ตอนที่เข้ามารับงานนี้ในช่วงแรกๆ นั้น ทำให้เขามีอาการแสบตา และมีผื่นคันตามเนื้อตัว ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการอยู่ใกล้กับกากอุตสาหกรรม
“ปกติถ้าเข้าร้านสะดวกซื้อ ก็มีคนเขาบอกว่าเหม็นเหมือนแก๊สรั่วเลยแหละ ถ้าเราไม่ได้อาบน้ำไป อย่างตัวเรา เราไม่ได้กลิ่นหรอก ถ้าเราทำงานเสร็จแล้วต้องรีบอาบน้ำ มีห้องน้ำอยู่ที่นี่ คนที่แพ้ ถ้าไม่อาบ ถึงบ้านก็เป็นผื่น แต่ผมชินแล้ว ช่วงแรกๆ ผมก็เป็นผื่นนะ เพราะเราไม่อาบน้ำ เป็นผื่นแดง เรายังไม่รู้หลัก ถ้าอาบน้ำก็ดีขึ้น เอาเสื้อผ้ามาเปลี่ยน ถ้าไม่อาบนี่ไม่ได้เลย คันบ้างอะไรบ้าง แล้วยิ่งเราอยู่กับมันทั้งวันนะ”
ปัจจุบันคนตักกากอุตสาหกรรมกลุ่มนี้ต้องทำงานโดยรับค่าแรง 480 บาทต่อวัน พวกเขาไม่มีระบบป้องกันความเสี่ยงจากกากอุตสาหกรรมอันตราย บางส่วนทำงานในชุดกางเกงขายาวธรรมดา เสื้อผ้าบาง รองเท้าผ้าใบ สวมหมวกและหน้ากากอนามัยที่ไม่สามารถป้องกันกากอุตสาหกรรมที่เป็นสารอินทรีย์ระเหยง่ายและมีกลิ่นรุนแรงได้
ที่สำคัญคือ คนงานกลุ่มนี้เป็นเพียงลูกจ้างรายวัน พวกเขาจึงไม่มีสวัสดิการพยาบาล ไม่มีประกันสังคม และไม่มีหลักประกันด้านสุขภาพ หากต้องเจ็บป่วยจากการสัมผัสหรือสูดดมกลิ่นของเสียจากอุตสาหกรรม ดังนั้นสิ่งที่พวกเขาทำได้ คือพยายามปกป้องสุขภาพของตัวเองด้วยกลยุทธ์การทำงาน เช่น การรู้ทิศทางลม
“เราอยู่ตรงนี้มานาน เราจะรู้หลักการว่าอย่าไปตักกากอุตสาหกรรมใต้ลมที่พัดมาหาเราแค่นั้น”
ทั้งนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือ คนกลุ่มนี้ต้องทำงานแข่งกับเวลา เพราะหากการเคลื่อนย้ายของเสียภายในโรงงานแห่งนี้ทำได้ช้า นั่นเท่ากับว่าการกำจัดตะกอนน้ำมันที่ถูกเททิ้งไว้ในบ่อดินก็จะช้าตาม ซึ่งมีความเสี่ยงที่กากอุตสาหกรรมเหล่านี้จะปนเปื้อนสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น