โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

ยาบ้า ยาบ้า ทำไมยังทำลายไม่หมด? สำรวจตลาดยาเสพติดของไทย แล้วนโยบายแบบไหนที่เราต้องการ?

TODAY

อัพเดต 20 ก.พ. 2566 เวลา 07.21 น. • เผยแพร่ 20 ก.พ. 2566 เวลา 07.21 น. • workpointTODAY

“ยาบ้า ยาบ้า ยานรก”

“ยาบ้า ยาบ้า ยาสกปรก”

“ยาบ้า ยาบ้า ยาของใคร”

“ยาบ้า ยาบ้า ทำไมยังทำลายไม่หมด”

เนื้อเพลงข้างต้นนั้นเป็นส่วนหนึ่งของเพลง “ยาบ้า” จากแร็ปเอก ที่มีทำนองติดหูมากเสียจนใครหลายคนไม่อาจอ่านเนื้อเพลงโดยไม่ใส่ทำนองลงไปได้ ซึ่งแน่นอนว่าเพลง “ยาบ้า” อาจจะไม่ได้เป็นบทเพลงที่ได้ถูกมองว่ามีคุณค่าทางดนตรีเทียบเท่ากับเพลงทั่วๆ ไป แต่ถ้าหากเรามองไปที่เนื้อเพลงข้างในแล้วนั้น เพลงยาบ้านี้ก็เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงสภาพสังคมไทยปัจจุบันที่ยังไม่สามารถจัดการกับปัญหายาเสพติดได้เสียที ถึงแม้เพลงนี้จะถูกเผยแพร่ออกมาเกือบ 10 ปีแล้วก็ตาม

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับยาเสพติดนั้นก็เปรียบเสมือนกับ Toxic Relationship ที่ต่างฝ่ายต่างพยายามทำลายกันและกันอยู่เรื่อยมา แต่ก็ไม่สามารถพรากทั้ง 2 ให้แยกขาดจากกันได้เสียที โดยในข่าวสังคมปัจจุบัน เรามักเห็นคดีอาชญากรรมอันน่าเศร้าต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น ฆ่า ปล้น ทำร้ายร่างกาย ชิงทรัพย์ หรือลักพาตัวเมื่อไหร่แล้วละก็ ผู้คนส่วนมากก็คงจะชี้ “ยาเสพติด” ว่าเป็นหนึ่งในสาเหตุอย่างไม่ลังเล แต่เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าผู้ร้ายตัวจริงนั้นคือยาเสพติด?

นับตั้งแต่ในยุคที่รัฐบาลของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร เริ่มประกาศทำ ‘สงครามยาเสพติด’ ในช่วงปี 2546 นั้น ประเทศไทยเองก็ยังพยายามเร่งมือกวาดล้างและปราบปรามยาเสพติด เรามักได้ยินหรือเห็นข่าวเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้ารวบ เข้าจับ และเข้าปรามปราบกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดกันอย่างไม่ขาดสาย แต่ทำไมกันปัญหายาเสพติดในประเทศไทยนั้นยังคงมีตัวตนอยู่ในสังคมเรื่อยมา แถมดูเหมือนว่าจะแย่ลงไปเรื่อยๆ เสียอีก

แล้วทำไมประเทศไทยถึงไม่สามารถยุติสงครามกับยาเสพติดได้เสียที?

REUTERS

“ยาบ้า” ทำไมราคาถูกและหาได้ง่าย จนใครๆ ก็เข้าถึงได้

จากผลการวิจัยเรื่อง “การตลาดและการกระทำผิดที่เกี่ยวกับยาเสพติดบนโลกอินเทอร์เน็ตระยะที่ 3 ปี พ.ศ. 2564” จากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบว่าระหว่างช่วงที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 นั้น ได้มีส่วนที่ทำให้การซื้อขายยาเสพติดบนโลกออนไลน์พุ่งสูงขึ้นเป็นอย่างมาก แถมยังมีการโยกย้ายสับเปลี่ยนแพลตฟอร์มซื้อขายกันไปมาอยู่ตลอดอีกด้วย ซึ่งล่าสุดนั้นแพลตฟอร์มที่สามารถพบเห็นการซื้อขายยาเสพติดมากที่สุดก็คือ ทวิตเตอร์

ในปัจจุบันนั้นเรากลับยังสามารถพบยาเสพติดหลากหลายประเภท รวมถึง “ยาบ้า” ราคาถูกหลากชนิดมากมายที่วางขายกันอยู่บนโลกออนไลน์ที่ไม่ว่าใครก็สามารถเข้าถึงได้โดยง่าย และจะยิ่งง่ายเข้าไปอีกถ้าหากเรารู้ถึงคีย์เวิร์ดของมัน

โดยเฉพาะในแพลตฟอร์มสาธารณะยอดฮิตอย่างทวิตเตอร์ที่หากมีการติดแฮชแท็กง่ายๆ อย่าง #งานดีด #ตัวเล็ก หรือ #หนม เราก็จะสามารถเข้าถึงภาพนิ่งและวิดีโอสำหรับซื้อขายยาเสพติดมาให้เราเลือกอย่างสะดวกสบาย สำหรับราคาก็เริ่มต้นตั้งแต่ยาเสพติดราคาถูกเพียง 60 บาทไปจนถึงหลักมากกว่า 1,000 บาท นอกจากนี้ยังมีวิดีโอสาธิตกรรมวิธีการใช้งานยาเสพติดบางประเภทอีกด้วย

นอกจากความแพร่หลายแล้ว อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ยาบ้ากลายมาเป็นสินค้าติดตลาดก็คือ “ราคา” ที่เรียกว่าเข้าถึงได้ง่ายเกินไปมาก โดยแหล่งข่าวภายในวงการยาเสพติดได้บอกกับรายการ Checks And Balances สำนักข่าว TODAY ว่าราคาต่อเม็ดของยาบ้าในสมัยที่มีการประกาศสงครามยาเสพติดอย่างจริงจังในยุครัฐบาลของนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร อยู่ที่ประมาณ 300-500 บาท แต่ตัดภาพมาในปัจจุบัน ราคาถูกที่สุดของยาบ้านั้นได้ลดลงเหลือเพียงแค่ประมาณ 50 บาทต่อเม็ดเท่านั้น

นอกจากนี้แหล่งข่าวผู้นี้ยังได้บอกกับเราอีกว่า ในปัจจุบันยาบ้านั้นกลายเป็นสินค้าเกลื่อนตลาดที่มีการยืนซื้อขายกันอย่างโจ่งแจ้งชนิดที่ว่าไม่กลัวตำรวจเลย แถมยังบอกว่าถ้าให้ตนเลือกระหว่าง “ยาบ้า” หรือ “มาม่า” ตนก็คงเลือกยาบ้าเพราะมีราคาถูกกว่า ซึ่งเป็นเรื่องน่าเศร้าเหลือเกินที่หลายคนเองก็ตัดสินใจเลือกแบบเดียวกัน

ด้วยความสะดวกสบายในการซื้อขายยาบ้า ทั้งหมดนี้ทำให้พวกเราต้องกลับมาตั้งคำถามว่าเพราะเหตุใดกัน ยาเสพติดภายในประเทศไทยถึงสามารถซื้อขายกันได้อย่างโจ่งแจ้งเพียงนี้ เหล่าเจ้าหน้าที่ตำรวจทำอะไรกันอยู่ หรือว่ามันมีข้อมูลเบื้องลึกอะไรบางอย่างที่ทำให้วิธีการปราบปรามยาเสพติดของประเทศไทยนั้นไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร

แนวทางการปราบปรามยาเสพติดของประเทศไทยในปัจจุบัน

ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์เองนั้นก็มีส่วนที่ทำให้ยาเสพติดได้ถูกพัฒนาเรื่อยมาในหลายแง่มุม โดยสมัยก่อนนั้นยาเสพติดถูกผลิตขึ้นจากพืชอย่าง หญ้ามาฮวงหรือดอกฝิ่น แต่ในปัจจุบันยาเสพติดถูกผลิตจากสารเคมี โดยสารเคมีราคาเพียงไม่กี่ร้อยบาทนี้ สามารถผลิตยาเสพติดออกมาได้รับล้านบาทเลยทีเดียว

โดยทางคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือ "ป.ป.ส." เองก็เคยออกมาเปิดเผยว่า ยาเสพติดทั้งหลาย โดยเฉพาะ "ยาบ้า" นั้นมีพัฒนาการที่สูงขึ้นจากสมัยก่อนเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะด้วยเทคโนโลยีการผลิต เทคโนโลยีการขนส่ง หรือสารที่ใช้ในการผลิต โดยในอดีต เครื่องผลิตยาบ้าผลิตได้ 2,700 เม็ดต่อชั่วโมง แต่ปัจจุบันพัฒนาขึ้นจนเป็นระบบไฮดรอลิกผลิตได้ 288,000 เม็ดต่อชั่วโมง หรือเพิ่มขึ้นเป็น 100 เท่า ซึ่งเป็นสาเหตุหลักว่าทำไมยาบ้าถึงมีราคาถูกและหาได้ง่ายดายเพียงนี้

อย่างไรก็ดี นโยบายการปราบปรามยาเสพติดของประเทศไทยก็มีการเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกัน โดยได้มีการเปลี่ยนแนวทางของการจัดการกับยาเสพติดและผู้ค้ายาเสพติด ที่ไม่ได้มีการวิสามัญฆาตกรรม จับกุม ฆ่าตัดตอน ตัดวงจรอะไรต่างๆ หากแต่เป็นการแกะรอยธุรกรรมทางการเงินแทน ซึ่งมาตรการนี้ถือเป็นจุดสำคัญของกฎหมายใหม่ ที่เรียกว่าประมวลกฎหมายยาเสพติด ซึ่งกฎหมายนี้มีผลใช้บังคับในเดือนธันวาคม 2564

โดยประมวลกฎหมายยาเสพติดนี้ ถือเป็นการอุดช่องว่างของกฎหมายฉบับเดิม ที่เน้นการจับกุมให้ได้จำนวนเยอะเข้าว่า แต่ดูเหมือนสาวไปถึงต้นตอรายใหญ่ของขบวนการได้น้อย กฎหมายฉบับใหม่นี้ก็เลยได้รับการออกแบบมาเพื่อโดยเฉพาะติดตามเส้นทางธุรกรรมการเงินและยึดทรัพย์ได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องรอคดีอาญาให้เสร็จเรียบร้อยก่อน

ซึ่งการ Tracking ธุรกรรมทางการเงินแบบนี้ เป็นวิธีการปราบปรามยาเสพติดเชิงโครงสร้าง ที่เป็นการตัด “ท่อน้ำเลี้ยง” ของขบวนการยาเสพติด ทำให้ผู้ค้ายาก็จะขาดเงินหมุนในการทำธุรกิจต่อ ก็จะสามารถโยงไปที่ต้นตอผู้ค้ายาที่แท้จริงได้ และยังทำให้ปัญหายาเสพติดลดลงได้ด้วย

โดย ป.ป.ส. เองก็เพิ่งแถลงผลงานไป ว่าแค่ไตรมาสแรกของปี 2566 นี้ ยึดทรัพย์ได้แล้ว 2 หมื่นกว่าล้านบาทแล้ว จากเดิมปีที่แล้วทั้งปียึดได้แค่ 11,000 ล้านบาท แต่อย่างไรก็ตาม ก็คงยังไม่สามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่านโยบายใหม่นี้จะเป็นวิธีที่ได้ผล เนื่องจากคดีอาชญากรรมจากยาเสพติดเองก็ยังมีให้เห็นกันอยู่เป็นประจำ

แต่พวกเราต้องไม่ลืมว่ามาตรการทั้งหมดนี้ยังคงเป็นเพียงแค่มาตรการที่เอาไว้สำหรับจับกุมขบวนการยาเสพติดในประเทศไทยเพียงเท่านั้น โดยอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ยาเสพติดยังไม่หมดไปจากประเทศไทยเสียทีก็คือยาเสพติดที่ถูก “นำเข้า” มาจากต่างประเทศหรือทางชายแดนก็ตาม โดยยังมีเส้นทางหลักที่ควรระวังเป็นพิเศษก็คือพื้นที่ทางภาคเหนืออย่าง ชายแดนไทย–เมียนมา ที่มักจะถูกลักลอบเข้ามาพร้อมกองกำลังติดอาวุธคุ้มกัน เพื่อป้องกันการตรวจค้นและปราบปรามของเจ้าหน้าที่ของไทย

ซ้ำร้าย นับแต่เหตุรัฐประหารในเมียนมาในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2021 จนเกิดเป็นปัญหาการเมืองภายในประเทศและปัญหาการสู้รบในพื้นที่รอบนอก ทำให้เมียนมาก็ไม่สามารถให้ความสำคัญกับการปราบยาเสพติดได้เท่าที่ควร ซึ่งก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้มียาเสพติดจำนวนมากที่ไหลเข้ามาผ่านชายแดนของประเทศไทย

สถานการณ์ทางภาคใต้เองก็ไม่ต่างกัน จากข้อมูลศูนย์ประชาสัมพันธ์กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ระบุว่ายาเสพติดที่วัยรุ่นภาคใต้นิยมเป็นอันดับสองรองจากใบกระท่อมก็คือยาบ้า โดยแต่ละปีมีการจับกุมยาเสพติดเพิ่มสูงขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์การก่อเหตุรุนแรงนั้น ขบวนการค้ายาเสพติดมีส่วนในการสร้างสถานการณ์ เพื่อเบี่ยงเบนเจ้าหน้าที่รัฐ นอกจากนี้ผลจากการตรวจปัสสาวะผู้เข้ารับการตรวจ เลือกทหารกองเกินเข้าประจําการปี 2560 ของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้พบว่า ร้อยละ 30 มีสารเสพติดในร่างกายอีกด้วย

แล้วประเทศไทยควรมุ่งไปทางไหน ในการปราบปรามยาเสพติด?

ที่จริงแล้วทางรัฐบาลไทยเองดูเหมือนจะมีความพยายามที่จะปรับเปลี่ยนมาตรการและมุมมองของการปราบปรามยาเสพติดอยู่ตลอด แต่ดูเหมือนไม่ว่าจะพยายามสักเท่าไร โดยได้มีการนิยามผู้เสพ จาก “ผู้ต้องหา” ที่ต้องถูกคุมขังสู่ “ผู้ป่วย” ที่ต้องได้รับการรักษา ซึ่งล่าสุดทางอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีขวัญใจประชาชนแห่งพรรคภูมิใจไทยเองก็ได้มีการนำเสนอแนวคิดที่จะทำให้ “ผู้เสพกลายเป็นผู้ค้า” ด้วยนโยบายแบบสุดโต่งที่บอกว่าต่อจากนี้ไปใครครอบครองยาบ้าเกิน 1 เม็ดเท่ากับผู้เสพ 2 เม็ดเท่ากับผู้จำหน่ายทันที โดยแต่ก่อนนี้ต้องถือครองเกิน 15 เม็ด ถึงจะถูกนับว่าเป็นผู้ค้ายาเสพติด

“เราจะห่วงใคร ห่วงเจ้าหน้าที่ที่จะบอกว่าห้องขังไม่พอขังหรือห่วงสถานบำบัดที่จะไม่พอ ก็เลยปล่อยให้เด็กเยาวชน หรือคนครอบครองยาเสพติดเป็นจำนวนมากได้ ถ้าในส่วนที่ผมยังคงมีความรับผิดชอบอยู่ ผมเลือกที่จะเซฟเด็ก เซฟเยาวชน แล้วก็ป้องกันไม่ให้ผู้ค้ายาเสพติดมีโอกาสที่จะค้ายาเสพติดได้เป็นจำนวนมาก” อนุทิน บอกกับรายการ Checks And Balances สำนักข่าว TODAY

แนวคิดนี้ก็ถือว่าเรียกเสียงฮือฮาได้ไม่น้อย เพียงแต่ดูเหมือนว่าแนวคิดดังกล่าวเหมือนจะมีช่องโหว่ที่คล้ายคลึงกับนโยบายปราบปรามยาเสพติดแบบเก่าที่เน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ แถมยังเป็นการเปิดช่องให้เกิดการจับกุม “แพะ” ได้ง่ายขึ้นเสียมากกว่า

ปัญหายาเสพติดเองก็ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ไม่ว่ารัฐบาลชุดไหนก็ “แก้ไม่ตก” โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อปัจจุบันผู้ต้องขังในเรือนจำกว่า 78% หรือมากกว่า 200,000 คน ก็ยังคงเป็นผู้ต้องขังจากคดีที่เกี่ยวกับยาเสพติด

ทั้งนี้ ดร.พิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ก็ได้ให้มุมมองว่า หนึ่งในสาเหตุที่ประเทศไทยพบเจอกับความยากลำบากในการปราบปรามยาเสพติดนั้นก็เพราะว่าผู้ค้ายาเสพติดในประเทศไทยนั้นไม่ใช่ผู้ค้ารายย่อย แต่เป็นขบวนการที่มีเครือข่ายโยงใย มีทรัพยากรสูง รวมถึงมีความสามารถที่จะหลบหนีให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของกฎหมายได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

และด้วยพัฒนาการของเทคโนโลยีต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ระบบและกลไกทางกฎหมายนั้นไม่สามารถตามเทคโนโลยีของขบวนการเหล่านี้ได้ทัน แต่สิ่งสำคัญคือการโฟกัสไปที่กลุ่มผู้ค้ารายใหญ่มากกว่าไล่ต้อนจับกุมผู้ค้ารายย่อยแบบเน้นจำนวน

การที่เราเลือกที่จะใช้ “ไม้แข็ง” แบบกระบวนการยุติธรรมทางอาญา แล้วบอกว่าการเกี่ยวข้องกับยาเสพติดเป็นความผิด ไม่ว่าจะเสพหรือค้าเองก็เป็นวิธีที่ดูแล้วเหมือนจะได้ผลแค่ในระดับหนึ่งเท่านั้น เพราะไทยเองก็ยังจับคนที่เกี่ยวข้องกับคดียาเสพติดได้อยู่มากในตลอดระยะเวลา 6-7 ปีที่ผ่านมา ซึ่งวิธีนี้อาจเป็นวิธีที่ได้ผลลัพธ์ที่จับต้องได้มาเป็นผลงาน แต่ไม่ได้ตอบโจทย์ในการปราบปรามเชิงโครงสร้าง

“หวังว่ากฎหมายใหม่ แล้วก็การไปโฟกัสที่ผู้ค้ารายใหญ่จะเป็นทางในการแก้ปัญหาให้เกิดอิมแพ็ค ผมคิดว่าก็หวังได้ระดับหนึ่งนะครับ แต่จริงๆ แล้วมันอาจจะซับซ้อนกว่านั้น มันอาจจะต้องไปดูที่ทำยังไงให้ความสัมพันธ์ในทาง Demand และ Supply มันเปลี่ยนไปกว่าที่เป็นอยู่ครับ” ดร.พิเศษ กล่าว

ทุกวันนี้กฎหมายยาเสพติดใหม่อาจจะทำให้แนวโน้มนี้ไม่ได้เลวร้ายไปมาก ไม่ได้แย่ลง แต่ก็ไม่ได้ดีขึ้นอย่างทันทีทันควัน อาจจะต้องติดตามแล้วก็ดูผลของการใช้กฎหมายนี้ไปอีกระยะหนึ่งแล้วจึงจะตอบได้ว่า ประมวลกฎหมายยาเสพติดใหม่ของปี 2564 นี้จะเป็นวิธีที่ได้ผลจริงหรือไม่

ถ้าหากเราลองไปดูตัวอย่างของประเทศที่ประกาศสงครามกับยาเสพติดมามากกว่า 50 ปีอย่างสหรัฐอเมริกานั้น จะพบว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ได้มีการผลาญเงินทุนไปมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ ในการบังคับใช้นโยบายปราบปรามยาเสพติด อย่างไรก็ตาม ประชาชนสหรัฐฯ จำนวนมากเองก็ไม่ว่าจะยืนอยู่ฝ่ายไหน ทั้งฝ่ายเสรีนิยมและฝ่ายอนุรักษนิยม ก็มีความเห็นตรงกันว่า ตั้งแต่ประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกซอน ได้เริ่มนโยบายปราบปรามยาเสพติดแบบจริงจังในปี 1971 พวกเขา “ได้ไม่คุ้มเสีย” เอาเสียเลย

อัตราการใช้ยาเสพติดภายในสหรัฐอเมริกาเองก็กำลังเพิ่มขึ้นสูงอีกครั้งและรวดเร็วกว่าที่เคย จากข้อมูลของ Substance Abuse and Mental Health Services Administration มีจำนวนผู้ใช้ยาเสพติดที่ผิดกฎหมายเพิ่มขึ้นเป็น 13% ของชาวอเมริกันอายุ 12 ปีขึ้นไปในปี 2019 ซึ่งเกือบจะถึงจุดสูงสุดจาก 40 ปีที่แล้วเลยทีเดียว

เห็นได้ชัดเลยว่าปัญหายาเสพติดนี้ ไม่ใช่ว่าจะเป็นปัญหาเรื้อรังที่คอยรังควานสังคมไทยแต่เพียงผู้เดียว แต่ยาเสพติดเองก็ยังคงเป็นปัญหาระดับนานาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ UNODC หรือ สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ คาดปี 2030 ทั่วโลกจะมีผู้ใช้ยาเสพติดประมาณ 299 ล้านคน ซึ่งกัญชายังคงเป็นยาเสพติดที่มีผู้ใช้มากที่สุด 200 ล้านคน

นี่ก็คงเป็นอีกหนึ่งในปัญหาที่ประชาชนจะเฝ้ามองอย่างใกล้ชิดและให้ความสนใจมากเป็นพิเศษแน่นอนว่า แคนดิเดตที่จะเข้ามาท้าชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลชุดใหม่ในการเลือกตั้งใหญ่ประจำปี 2566 นี้มีแผนที่จะรับมือกับปัญหายาเสพติดอย่างไร

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าใครก็ตามที่จะขึ้นมาเป็นรัฐบาลชุดใหม่ในปี 2566 นี้ ก็ควรที่จะย้อนกลับไปศึกษาบทเรียนในอดีตมากมายว่านโยบายปราบปรามยาเสพติดที่ผ่านมากว่า 20 ปีนั้น ได้สร้างผลกระทบดีหรือแย่ให้กับให้กับสังคมมากกว่ากัน รวมถึงคำนึงไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนถึงการออกแบบนโยบาย “ไม้แข็ง” ที่บริบทที่ไม่ให้ขวานผ่าซากจนเกินไปอีกด้วย

“ถ้าคนส่วนใหญ่ในสังคมมองว่าต้องลงโทษยาเสพติดให้หนักๆ หนักกว่าเดิมอีก ถ้าผมเป็นนักการเมืองผมก็ไม่น่าจะมีทางเลือกมาก นอกจากก็ต้องสนองความต้องการ แล้วก็เข้าไปในสภาก็ต้องออกกฎหมายที่รุนแรงมากกว่าเดิม”

“แต่ถ้าประชาชนได้ข้อมูลมากขึ้นว่า การจัดการปัญหามันมีเฉดเยอะแยะเลย ก็อาจจะพบว่ากว่าจะออกกฎหมายฉบับหนึ่งต้องคิดแล้วคิดอีกนะ กระบวนการมันต้องรอบคอบมากกว่าเดิม ต้องคำนึงถึงผลกระทบว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง จนมั่นใจแล้วก็ค่อยออก แล้วก็การติดตามประเมินผล แล้วผลที่ได้ก็ต้องบอกประชาชน ประชาชนก็จะมีข้อมูลมากขึ้น” ดร.พิเศษ สอาดเย็น แสดงความคิดเห็นส่งท้าย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...