สรุปดราม่า ‘คลีโอพัตราผิวดำ’ จาก ‘Queen Cleopatra’ สารคดีกึ่งดราม่าเรื่องใหม่จาก Netflix
GroundControl
อัพเดต 08 พ.ค. 2566 เวลา 08.19 น. • เผยแพร่ 25 เม.ย. 2566 เวลา 03.05 น. • บงกชกร คำปุ๊กเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ได้เกิดดราม่าระอุไปทั่วโลกอินเทอร์เน็ตอีกครั้ง หลังจากทาง Netflix ได้ปล่อยตัวอย่าง ‘Queen Cleopatra’ สารคดีกึ่งดราม่า จำนวน 4 ตอน ที่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตของคลีโอพัตรา โดยที่ชนวนดราม่ามาจากการที่ทีมผู้สร้างเลือกแคสต์นักแสดงผิวดำมารับบทคลีโอพัตรา ที่ขัดกับภาพจำของคนทั้งโลกที่เข้าใจว่าคลีโอพัตราต้อง ‘ผิวขาว’ จนเกิดข้อถกเถียงมากมายว่าเป็นการบิดเบือนประวัติศาสตร์หรือไม่? หรือความจริงแล้วคลีโอพัตราเป็นคนผิวดำจริง ๆ? จนลามไปถึงปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองภายในอียิปต์เกี่ยวกับประวัติศาสตร์แบบดั้งเดิมกับความเชื่อแบบ ‘Afrocentric’ ที่กำลังครุกกรุ่นกันอยู่อย่างต่อเนื่อง
สำหรับใครที่กำลังสนใจดราม่าเรื่องนี้อยู่ ล้อมวงเข้ามากันใกล้ ๆ เลย เพราะ GroundControl จะมาสรุปให้ฟัง
ชนวนดราม่าที่ทำให้คนวิจารณ์ว่า 'Queen Cleopatra' บิดเบือนประวัติศาสตร์
เชื่อว่าหลาย ๆ คนน่าจะทราบกันดีว่า ‘คลีโอพัตราที่ 7’ คือฟาโรห์องค์สุดท้ายจากราชวงศ์ปโตเลมีของอียิปต์ โดยราชวงศ์นี้สืบเชื้อสายมาจากกรีก-มาซิโดเนีย ทำให้นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์วิเคราะห์ว่าราชินีผู้นี้เป็นคนขาว รวมไปถึงหลักฐานทางประวัติศาสตร์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับตัวตนของพระนางอย่างเหรียญเงินโบราณ ก็มีหน้าตาและรูปลักษณ์ค่อนไปทางคนขาวอย่างเด่นชัด ดังนั้นภาพจำเกี่ยวกับคลีโอพัตราที่เราได้เรียนรู้มาจึงเป็นราชินีผิวขาว จนกระทั่งสารคดีกึ่งดราม่าอย่าง ‘'Queen Cleopatra'’ กำลังจะพลิกโฉมประวัติศาสตร์บทใหม่ที่ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่วโลก
แล้วทำไมถึงดราม่า? ในเมื่อก่อนหน้านี้เราก็เคยเห็นแอเรียลผิวดำกันมาแล้ว สโนว์ไวท์แบบแม็กซิกันก็กำลังจะมี กระทั่งแอนน์ โบลีน ผู้มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ ก็ยังถูกแสดงโดยนักแสดงผิวดำมาแล้วเหมือนกัน? แล้วทำไมการสร้างสื่อที่เปลี่ยนคลีโอพัตราให้เป็นคนผิวดำถึงกลายเป็นเรื่องใหญ่ไปได้?
คำตอบก็คือ เพราะ ‘Queen Cleopatra’ นั้นถูกนำเสนอในฐานะสารคดีกึ่งดราม่า ที่เป็นการเล่าเรื่องราวตามประวัติศาสตร์จริง มีนักวิชาการมาให้ความรู้ โดยมีการแสดงเรื่องราวสมมติเป็นฉากประกอบ ด้วยเหตุนี้ การทำสารคดีที่พลิกทุกหน้าประวัติศาสตร์ จึงโดนหลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ว่าทีมงานกำลังบิดเบือนประวัติศาสตร์อยู่หรือไม่ ประกอบกับสารคดีกึ่งดราม่าเรื่องนี้เป็นหนึ่งในซีรีสเรื่องสำคัญจากชุด ‘African Queens’ ที่ผลิตโดย เจดา พิงเกท สมิธ ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อเล่าเรื่องราวชีวิตและการปกครองของผู้นำสตรีจากแอฟริกาด้วย จึงเป็นการเน้นย้ำให้หลาย ๆ คนเชื่อว่าแท้จริงแล้วคลีโอพัตราคือราชินีชาวแอฟริกันจริง ๆ และประวัติศาสตร์ทุกอย่างที่เราทราบกันมาเป็นเรื่องโกหก
ทางฝั่งผู้ผลิตสารคดีกึ่งดราม่าเรื่องนี้อย่างนักแสดงหญิงคนดังอย่างสมิธ ก็ได้ออกความเห็นถึงการสร้างเรื่องนี้ขึ้นมาว่า “พวกเราไม่ค่อยได้เห็นหรือได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับราชินีผิวดำมากนัก และนี่ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก ๆ สำหรับฉัน สำหรับลูกสาวของฉัน และสำหรับสังคมของฉัน ที่ควรได้รู้ว่าความจริงแล้วมีราชินีผิวดำหลายคนมากทีเดียว”
เธอกล่าวต่อว่า “คลีโอพัตราคือราชินีชื่อดังที่ใคร ๆ ก็รู้จัก แต่สิ่งที่ทุกคนรู้จักไม่ใช่ความจริง เธอถูกนำเสนอในเชิงทางเพศมากเกินไป และยังมีภาพลักษณ์ที่ดูเสื่อมทราม ทั้ง ๆ ที่เธอเป็นนักยุทธศาสตร์ เป็นคนฉลาดหลักแหลม และเป็นผู้บังคับบัญชาผู้ปกป้องอาณาจักรของเธอ…และเรื่องราวเกี่ยวกับบรรพบุรุษและความเป็นมาของเธอยังถูกถกเถียงเป็นวงกว้าง ดังนั้นในซีซั่นนี้พวกเราเลยจะเจาะลึกลงไปในประวัติศาสตร์ของเธอ และพิจารณาเรื่องราวบางส่วนที่น่าหลงใหลของเธอใหม่”
แต่เหตุผลที่ทำให้เกิดเสียงคัดค้านดังสุด ๆ น่าจะมาจากคำพูดของผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์คนหนึ่งที่ปรากฏตัวออกมาในตัวอย่างของสารคดีกึ่งดราม่าเรื่องนี้ โดยเธอออกมายืนยันอย่างมั่นใจเลยว่า “ฉันไม่สนว่าพวกเขาจะสอนคุณในโรงเรียนว่ายังไง แต่คลีโอพัตราเป็นคนผิวดำ” ด้วยการพูดฟีลชาวทวิตเตี้ยนที่ชอบทิ้งท้ายติดตลกว่า ฉันเชื่อแบบนี้ไม่รับความเห็นต่าง ก็เลยทำให้เรื่องราวลุกเป็นไฟอย่างฉุดไม่อยู่
นอกจากชาวเน็ตฝั่งอียิปต์ ฝั่งกรีก และคนทั่วโลกจะออกมาบอกว่าสารคดีกึ่งดราม่าเรื่องนี้กำลังบิดเบือนประวัติศาสตร์อียิปต์และกำลังดูหมิ่นคนกรีกแล้ว ก็ยังมีอดีตรัฐมนตรีกระทรวงวัตถุโบราณของอียิปต์อย่าง ซาฮี ฮาวาสส์ ออกมาแย้งว่า “นี่มันเป็นข้อมูลที่ผิด” เขายังบอกต่ออีกว่า “คลีโอพัตราเป็นคนกรีก ดังนั้นจึงเป็นสาวผิวขาวผมบลอนด์ ไม่ใช่คนผิวดำแน่ ๆ”
เขายังเสริมอีกว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ชาวแอฟริกันอเมริกันและคนผิวดำในอเมริกาใต้ต่างพากันปลุกกระแสอันเป็นเท็จ เพื่ออ้างว่าอารยธรรมอียิปต์มีต้นกำเนิดจากคนผิวดำมากขึ้น ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วคนผิวดำไม่เคยเกี่ยวข้องกับคนอียิปต์เลย ยกเว้นในราชวงศ์ที่ 25 ช่วงนั้นอาณาจักรกูซ (The Kingdom of Kush) ของนูเบีย เป็นฝ่ายยึดครองอียิปต์ ในเวลานั้นอียิปต์จึงถูกปกครองโดยกษัตริย์ผิวดำ (แต่ไม่ได้หมายความว่าวัฒนธรรมอียิปต์ทั้งหมดมีรากฐานมาจากคนแอฟริกัน)
เขายังชี้หลักฐานให้ทุกคนสังเกตว่า ตามวิหารอียิปต์ต่าง ๆ จะมีการวาดภาพกษัตริย์อียิปต์ต่อสู้และโจมตีศัตรูอยู่ ซึ่งศัตรูที่ว่านั้น มีลักษณะเป็นชาวแอฟริกัน ชาวนูเบีย ชาวลิเบีย และคนเอเชีย ชัดเจนว่าคนเหล่านี้เป็นคนละชาติพันธุ์กับชาวอียิปต์แน่นอน และอยู่ขั้วตรงข้ามกัน ดังนั้นสารคดีกึ่งดราม่าเรื่องนี้จึงกำลังเผยแพร่ข้อมูลเท็จ และบิดเบือนประวัติศาสตร์ว่ามีต้นกำเนิดมาจากชาวแอฟริกันด้วย
ด้วยเหตุนี้จึงนำไปสู่การถกเถียงในหัวข้อต่อไปว่านี่เป็นโฆษณาชวนเชื่อจากฝั่งคนที่ศึกษาประวัติศาสตร์และเรื่องราวต่าง ๆ แบบ ‘Afrocentric’ หรือไม่?
แนวคิดแบบ ‘Afrocentric’ กับกระแสต่อต้านในสังคมอียิปต์
แนวคิดแบบ ‘Afrocentric’ คือการศึกษาประวัติศาตร์ผ่านเลนส์ของคนแอฟริกันเป็นศูนย์กลาง เพราะพวกเขามองว่าประวัติศาสตร์โลกดั้งเดิมที่เราเรียนรู้มานั้น เป็นการบันทึกแบบ ‘Eurocentric’ ที่มีคนขาวเป็นผู้ควบคุม ดังนั้นจึงไม่อาจเชื่อมั่นในข้อมูลต่าง ๆ จากกลุ่มคนที่กดขี่คนผิวดำให้เป็นทาส รวมถึงรุกรานชนชาติอื่น ๆ มาโดยตลอดได้ โดยหนึ่งในพื้นที่สำคัญที่ทางฝั่ง ‘Afrocentric’ พยายามจะพิสูจน์ว่ามีรากของคนผิวดำรวมอยู่ด้วย ก็คือประวัติศาสตร์อียิปต์นั่นเอง
ดังนั้นเมื่อสารคดีกึ่งดราม่า ‘Queen Cleopatra’ เปิดตัวออกมาโดยมีคลีโอพัตราเป็นคนผิวดำ จึงมีคนชี้ว่านี่คือการพยายามบิดเบือนประวัติศาสตร์จากนักวิชาการฝั่ง ‘Afrocentric’ ที่ต้องการกลืนวัฒนธรรมอียิปต์ให้เป็นของคนผิวดำให้ได้
ต้องบอกก่อนว่าคนอียิปต์ค่อนข้างต่อต้านแนวคิดเรื่องนี้พอสมควร ยกตัวอย่างเช่น ก่อนหน้านี้ เควิน ฮาร์ต นักพูดและนักแสดงตลกชื่อดังชาวแอฟริกันอเมริกัน ก็เคยออกมาพูดประมาณว่ากษัตริย์อียิปต์นั้นเป็นคนผิวดำ วัฒนธรรมต่าง ๆ ในอียิปต์ก็เป็นของคนผิวดำด้วยเหมือนกัน ซึ่งก็ถูกสื่อในอียิปต์ออกมาวิพากษ์วิจารณ์เป็นเสียงเดียวกันว่า “นี่เป็นแนวความคิดแบบ ‘Afrocentric’ ที่โคตรอันตราย”
ส่วนฝั่งที่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ก็มองว่า ความจริงแล้วมีหลักฐานว่าประวัติศาตร์และวัฒนธรรมอียิปต์นั้นมีคนผิวดำร่วมอยู่ด้วยอย่างแน่นอน โดยนักวิชาการบางส่วนมองว่า คนผิวดำมีส่วนร่วมและผสมผสานเข้ากับวัฒนธรรมอื่น ๆ บางส่วนก็มองว่าไม่ใช่แค่ผสม แต่คนผิวดำเป็นถึงผู้ก่อตั้งวัฒนธรรมอียิปต์เลยต่างหาก เพียงแต่การที่คนอียิปต์ยุคใหม่ไม่เปิดใจให้กับการศึกษาแบบนี้ เป็นผลมาจากการเหยียดเชื้อชาติที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในอียิปต์ และเชื่อมั่นในประวัติศาสตร์แบบ ‘Eurocentric’ มากเกินไป
แน่นอนว่าจนถึงปัจจุบันแนวคิดทั้งสองฝั่งก็ยังคงถกเถียงกันโดยหาข้อสรุปไม่ได้ เพราะต่างฝ่ายต่างมีเหตุผลและหลักฐานสนับสนุนที่งัดออกมาคานกัน ซึ่ง 'Queen Cleopatra' ก็เป็นอีกหนึ่งตัวแปรที่ไหลเข้ามาในกระแสธารแห่งการถกเถียงนี้เท่านั้น และยังน่าสนใจด้วยว่าสิ่งที่ปรากฏออกมาจะเป็นอย่างไรต่อ เนื่องจากทางฝั่งที่เชื่อว่าคลีโอพัตราเป็นคนขาวก็ยังเชื่อมั่นในหลักฐานที่มี ส่วนฝั่งที่เชื่อว่าคลีโอพัตราเป็นคนผิวดำก็บอกว่าหลักฐานที่ฝั่งคนขาวมีนั้นยังไม่ใช่ข้อสรุปที่แน่ชัด เพราะญาติพี่น้องบางคนของคลีโอพัตราก็เป็นคนแอฟริกันเหมือนกัน
สรุปการสร้าง 'Queen Cleopatra' ผิดไหม? หรือก็เป็นสิ่งที่ทำได้เหมือนกัน?
ดังที่กล่าวว่า ‘Afrocentric’ เป็นอีกแนวทางหนึ่งของการศึกษาประวัติศาสตร์ ก็ทำให้เกิดอีกกระแสหนึ่งที่ตั้งคำถามขึ้นมาว่า ถ้าอย่างนั้นการสร้าง 'Queen Cleopatra' ผิดหรือเปล่า? ในเมื่อการศึกษาฝั่ง ‘Eurocentric’ ก็เป็นฝ่ายสร้างสารคดีว่าคลีโอพัตราเป็นคนขาวมาหลายครั้งแล้ว พร้อมมีโอกาสเสนอแนวคิดตัวเองตั้งมากมาย ถ้าเราจะได้ดูหลักฐานและแนวความคิดที่ฝั่ง ‘Afrocentric’ ต้องการเสนอออกมาบ้างไม่ได้หรือ?
ซึ่งก็มีหลาย ๆ คนที่มองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่รับได้ เพราะก็เป็นความจริงที่โลกของเราเชื่อประวัติศาสตร์แบบ ‘Eurocentric’ มาโดยตลอด การมีคนลุกขึ้นมาท้าทายและค้นหาความจริงด้วยแนวคิดใหม่กับมุมมองใหม่ ๆ ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจ นอกจากนี้การสร้าง 'Queen Cleopatra' ยังทำออกมาในรูปแบบของสารคดีกึ่งดราม่า เพื่อเสนอแนวความคิดของผู้เชี่ยวชาญและหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่พวกเขาค้นคว้ามา ไม่ใช่การเขียนบทภาพยนตร์ขึ้นมาเพื่อชี้นำให้เชื่อเพียงอย่างเดียว ดังนั้นการดูสารคดีกึ่งดราม่าเรื่องนี้ก็จะช่วยให้เราได้ตัดสินใจตามตรรกะต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น ว่าควรเชื่อข้อมูลจากฝั่งไหนมากกว่ากัน
แต่กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยก็ยังคงเชื่อว่านี่คือการบิดเบือนประวัติศาสตร์และเป็นการสร้างความเข้าใจผิด ๆ จนมีคนบางส่วนตัดสินใจสร้างแคมเปญในเว็บไซต์ Change.org ขึ้นมา เพื่อให้ Netflix ยกเลิกการเผยแพร่สารคดีชุดนี้ เนื่องจากเป็นการ “ปลอมแปลงประวัติศาสตร์” หลังจากตั้งแคมเปญขึ้นมาได้เพียงสองวัน ก็สามารถรวบรวมรายชื่อได้เกือบ 85,000 ราย ก่อนที่ทางแพลตฟอร์มจะตัดสินใจลบแคมเปญนี้ออกไป
ดังนั้นในท้ายที่สุดแล้ว ก็ยังไม่อาจบอกได้ว่าฝั่งไหนผิดฝั่งไหนถูก จนกว่าเราจะได้ชมสารคดีกึ่งดราม่าตัวนี้เสียก่อน หลังจากนั้นก็เป็นหน้าที่ของผู้ชมที่ต้องใช้วิจารณญาณและความรู้ในการตัดสินต่อไป
อ้างอิง
- Egyptian Streets. "Netflix's 'Queen Cleopatra' Receives Backlash Over 'Blackwashing'." Egyptian Streets, 14 April 2023.
- Al-Masry Al-Youm. "Hawass criticizes depicting Cleopatra as black in Netflix film." Egypt Independent, 15 April 2023.
- Mack, Glennisha. "Was Cleopatra a Black African Queen?" Newlines Magazine, 14 April 2021.
- Boucher, Brian. "Internet Perplexed by Netflix’s Black Cleopatra." Hyperallergic, 14 April 2023.
- Adebayo, Yemisi. "Why is Egyptian Social Media Against Black Pharaohs?" Africa is a Country, 23 March 2023.
- Bolaji, Femi. "Egypt and the Afrocentrists: The Latest Round." Africa is a Country, 8 March 2022.