โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

พิษไฟแพงลามทุ่ง เขย่าโครงสร้างเก่า

MATICHON ONLINE

อัพเดต 21 เม.ย. 2566 เวลา 16.22 น. • เผยแพร่ 21 เม.ย. 2566 เวลา 23.00 น.

พิษไฟแพงลามทุ่ง เขย่าโครงสร้างเก่า

หน้าร้อนทีไรประเด็น “ค่าไฟแพง” ก็ระอุขึ้นมาทันที เพราะหลายคนต่างผงะกับค่าไฟที่พุ่งพรวด แม้จะใช้ไฟเท่าเดิม!!

โลกโซเชียลแห่กระหน่ำคลิปทั้งเสียงบ่น โอดครวญ และอื่นๆ อาทิ ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง โพสต์ลงในกรุ๊ป งานบ้านที่รัก เผยภาพบิลค่าไฟที่พุ่งสูง 24,315 บาท จนเจ้าหน้าที่เขียนบนกระดาษแทนว่า “ค่าไฟสูงไม่พิมพ์บิล”

ด้านคนในวงการบันเทิงก็ออกมาบ่นกันตึม อาทิ ดีเจ เอกกี้-เอกชัย เอื้อสังคมเศรษฐ์ โพสต์คลิปวิดีโอโชว์บิลค่าไฟ 13,538.76 บาท จากปกติ 6,000-8,000 บาท จำนวนนี้โดนภาษีมูลค่าเพิ่ม 885 บาท จึงตั้งคำถามเจอทั้งค่าไฟและภาษี

นี่คือตัวอย่างเล็กๆ ที่ดุดัน ไม่เกรงใจใคร!!

ขณะที่หลายคนยังข้องใจว่าเหตุไฉน ค่าไฟถึงแพงหูฉี่

การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ชี้แจงว่า ใช้หลักเกณฑ์วิธีการคิดค่าไฟฟ้าจากหน่วยการใช้ไฟฟ้าในอัตราตามที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กำหนด

สาเหตุที่หน่วยการใช้ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากช่วงนี้อากาศร้อนจัด บางพื้นที่อุณหภูมิสูงถึง 40 องศาเซลเซียส ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ทำความเย็นต้องทำงานมากขึ้น และใช้พลังงานไฟฟ้ามากขึ้น เห็นได้จากค่าพลังความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดในพื้นที่กรุงเทพฯ นนทบุรี และสมุทรปราการ ถึง 8,904.66 เมกะวัตต์ ในวันที่ 18 เมษายน

เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้พลังงานมากขึ้น คือเครื่องปรับอากาศ ตัวอย่าง อากาศปกติอุณหภูมิภายนอก 30 องศาเซลเซียส หากปรับอุณหภูมิแอร์ในห้อง 26 องศาเซลเซียส แอร์จะทำงานเพื่อลดอุณหภูมิให้ได้ 4 องศาเซลเซียส แต่ช่วงอากาศร้อนจัด อุณหภูมิภายนอก 40 องศาเซลเซียส ตั้งอุณหภูมิแอร์ในห้องเท่าเดิม 26 องศาเซลเซียส แอร์จะต้องทำงานเพื่อลดอุณหภูมิให้ได้ถึง 14 องศาเซลเซียล แอร์จึงทำงานหนักมากขึ้น และกินไฟมากกว่าเดิม

กุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน ยังยืนยันว่า ค่าไฟฟ้าที่แพงขึ้นในเดือนเมษายน เนื่องจากเป็นเดือนที่ร้อนที่สุด ทำให้เครื่องปรับอากาศใช้กำลังไฟมากขึ้นในการที่จะรักษาอุณหภูมิให้ปกติ

“ยืนยันว่าอัตราค่าไฟฟ้าไม่ได้ปรับเพิ่มสูงขึ้น ยังอยู่อัตราเดิมคือ 4.72 บาทต่อหน่วย สำหรับกลุ่มครัวเรือน (1 มกราคม-30 เมษายน 2566) ไม่มีการปรับอัตราค่าไฟฟ้า” ปลัดพลังงานย้ำ

พร้อมอธิบายสูตรการคิดค่าไฟว่า ปัจจุบันอัตราค่าไฟฟ้าเป็นขั้นบันได อาทิ ผู้ใช้ครัวเรือน อัตราที่ยังไม่รวมค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) และภาษีมูลค่าเพิ่ม การคิดค่าไฟเริ่มต้นตั้งแต่ 1-150 หน่วย อยู่ที่ 3.2484 บาทต่อหน่วย, 151-400 หน่วย อยู่ที่ 4.2218 บาทต่อหน่วย, เกิน 400 หน่วยอยู่ที่ 4.4217 บาทต่อหน่วย ดังนั้น แม้ประชาชนจะใช้ไฟเท่าเดิมแต่เครื่องใช้ไฟฟ้าโดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศทำงานหนัก จะกินไฟฟ้าหลายหน่วยมากขึ้น ค่าไฟจึงแพงขึ้น

ส่วนประเด็นอัตราการสำรองไฟฟ้า (Reserve Margin : RM) ที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าเป็นอีกสาเหตุทำให้ค่าไฟแพงนั้น ปัจจุบันสำรองไฟฟ้าของไทยอยู่ที่ 36% ไม่ได้สูงถึง 50-60% ซึ่งเดิมสำรองไฟฟ้าน้อยกว่านี้ แต่เพิ่มขึ้นเพราะช่วงโควิด-19 ระบาด การใช้ไฟลด การสำรองไฟจึงเยอะขึ้น

ทั้งนี้ การคิดปริมาณสำรองไฟฟ้า ต้องคำนวณจากสำรองไฟฟ้าแท้จริง กรณีไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน อาทิ พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานชีวมวล กลุ่มนี้ไม่สามารถพึ่งพาได้ตลอด 24 ชั่วโมง เนื่องจากมีปัจจัยช่วงเวลา ฤดูกาล แต่บางฝ่ายนำมาคำนวณเป็นสำรองไฟฟ้าจึงสูงถึง 50-60% ทั้งที่ไม่ใช่สำรองไฟฟ้าแท้จริง ตัวเลขที่ถูกต้องจึงอยู่ที่ 36%

“กุลิศ” อธิบายเพิ่มว่า ความมั่นคงพลังงานเป็นเรื่องสำคัญ การผลิตไฟฟ้าต้องเพียงพอต่อความต้องการใช้ ดังนั้น ไฟฟ้าสำรองจึงจำเป็น เพื่อรองรับเหตุต่างๆ ที่ไม่สามารถผลิตไฟฟ้าตามปกติได้ รวมทั้งกรณีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนผันผวน

ทั้งนี้ หากสำรองมากเกิน บ่งบอกว่าโรงไฟฟ้ามากเกินกว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าในประเทศ ผลกระทบที่ตามมา คือ ค่าไฟจะสูงขึ้น แต่หากสำรองน้อย จะเสี่ยงขาดแคลนไฟฟ้าช่วงสถานการณ์ฉุกเฉิน ดังนั้น ต้องประเมินกำลังการผลิตไฟฟ้าสำรองที่เหมาะสมต่อไป

สำหรับค่าไฟงวดปัจจุบัน (มกราคม-เมษายน 2566) กลุ่มครัวเรือนจ่ายอยู่ที่ 4.72 บาทต่อหน่วย สูตรคำนวณมาจากค่าไฟฐาน 3.76 บาทต่อหน่วย บวกกับค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) คำนวณทุก 4 เดือน ประมาณ 93 สตางค์ต่อหน่วย

ปลัดพลังงานยังอธิบายว่า ค่าไฟอัตราดังกล่าวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากปี 2565 ซึ่งอยู่ระดับ 3-4 บาทต่อหน่วย เนื่องจากต้นทุนไฟสูงขึ้น มาจากการผลิตไฟฟ้าไทยที่พึ่งเชื้อเพลิงจากก๊าซธรรมชาติ ทั้งอ่าวไทย เมียนมา และก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) สูงถึง 56% โดยปี 2565 มีการเปลี่ยนผ่านผู้รับสัมปทานสำรวจและผลิตของแท่นขุดเจาะขนาดใหญ่ในอ่าวไทย ทำให้ปริมาณก๊าซธรรมชาติจากแหล่งผลิตก๊าซในประเทศลดลงจากเดิม

นอกจากนี้ ปีที่ผ่านมายังเกิดวิกฤตการณ์ราคาแอลเอ็นจีโลกผันผวน ราคาสูงขึ้นมาก จากสงครามรัสเซีย-ยูเครน จากราคาปกติ 8-10 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู ขึ้นไปถึง 50-80 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู ค่าไฟจึงสูงขึ้น

กระทั่งงวดใหม่ที่จะถึงนี้ (พฤษภาคม-สิงหาคม 2566) คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานเคาะไว้ที่ 4.77 บาทต่อหน่วย เพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน 5 สตางค์ แต่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เสนอตัวยืดรับชำระหนี้ค่าไฟฟ้าที่ค้างอยู่ประมาณ 130,000 ล้านบาท เพิ่มจาก 5 งวดไฟฟ้า หรือ 20 เดือน เดือนละประมาณ 27,000 ล้านบาท เป็น 6 งวดไฟฟ้า หรือ 24 เดือน เดือนละประมาณ 22,000 ล้านบาท ทำให้ค่าไฟลดลง 7 สตางค์ต่อหน่วย เหลือ 4.70 บาทต่อหน่วย

ล่าสุด คณะอนุกรรมการเอฟทีของ กกพ.เห็นชอบแล้ว จะเสนอเข้าบอร์ด กกพ. 24 เมษายน จากนั้นจะรับฟังความเห็น และประกาศลดเป็นทางการต้นเดือนพฤษภาคม ทันรอบบิลพอดี!!

จะเห็นว่าค่าไฟร้อนแรง ปลุกหน่วยงานรัฐออกมาชี้แจงแบบละเอียดยิบ

ด้านภาคเอกชนอย่าง คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน (กกร.) เดินเกมฟาดไม่ยั้งเช่นกัน เรียกร้องค่าไฟต่ำกว่า 4.40 บาทต่อหน่วย ยื่นหนังสือต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ให้ทบทวน

ด้วยเหตุผลสำคัญคือ ราคาแอลเอ็นจี ตลาดจรร่วงหลุด 13 เหรียญสหรัฐต่อล้าน
บีทียู แต่ตัวเลขที่ กกพ.ใช้คำนวณคือ 20 เหรียญต่อล้านบีทียู

ไม่เพียงเท่านี้ ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง แต่ละพรรคต่างชิงจังหวะ ชูนโยบายลดค่าไฟเรียกคะแนนประชาชน

ฮือฮาสุดคือ พรรคพลังประชารัฐ ระบุจะลดค่าไฟครัวเรือนเหลือ 2.50 บาทต่อหน่วย และเอกชนเหลือ 2.70 บาทต่อหน่วย อีกพรรคที่น่าสนใจคือ ไทยสร้างไทย ระบุจะลดค่าไฟเหลือ 3.50 บาทต่อหน่วย ด้านพรรคก้าวไกล ไม่น้อยหน้าระบุว่าจะลดทันที 70 สตางค์หลังได้รับเลือกตั้ง รวมทั้งพรรคประชาธิปัตย์ ระบุจะเลิกเอฟทีไปเลย

ผู้บริหารจากสำนักงาน กกพ.ให้ความเห็นว่า ข้อเสนอเอกชนเรื่องแอลเอ็นจี จะคำนวณใหม่ก็ได้ แต่เอกชนต้องเสนอตัวรับความเสี่ยงส่วนต่างแอลเอ็นจี หากปรับขึ้น จะบวกเป็นค่าไฟเอกชนได้หรือไม่

นั่นเพราะ กกพ.มีหลักเกณฑ์คำนวณใช้ราคาล่วงหน้า 45 วัน หากช่วงใช้ไฟต้นทุนจริงต่ำกว่าต้นทุน กกพ.จะคืนเงินให้ประชาชนผ่านการคำนวณค่าไฟ และตามสมมุติฐานจะใช้ราคาสูงไว้ก่อนดีกว่าใช้ราคาถูก เพราะหากราคาโลกผันผวนต้นทุนจริงแพงกว่าคำนวณประชาชนต้องจ่ายเพิ่มตามหลัง จะเดือดร้อนกว่าเดิม

ส่วนข้อเสนอพรรคการเมือง ราคาที่กดลงได้คือ ระดับ 3.50 บาทต่อหน่วยขึ้นไป แต่ต้องทำเป็น 2 ราคาคล้ายกับค่าไฟงวดปัจจุบัน (มกราคม-เมษายน 2566) คือ ครัวเรือนจ่ายอยู่ที่ 4.77 บาทต่อหน่วย และเอกชนจ่าย 5.33 บาทต่อหน่วย

มาจากนโยบายรัฐบาลที่กำหนดให้ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) นำก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยมาผลิตไฟฟ้าให้ครัวเรือนก่อนใช้ปิโตรเคมี ดังนั้น เรื่องนี้รัฐบาลต้องให้ ปตท.ดำเนินการ

หากทำได้จะกำหนดค่าไฟที่ถูกลงให้ประชาชนได้!

อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดขึ้นอยู่กับการจัดสรรทรัพยากรของรัฐบาล

โครงสร้างค่าไฟจะถูกหรือแพง อยู่ที่รัฐจะวางกติกาที่เข้มแข็งและเป็นธรรมหรือไม่!?!

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...