โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

สินเชื่ออเนกประสงค์ที่ใช้ที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกันอย่างไหนจะเหมาะกับเรา

TERRABKK

อัพเดต 27 มี.ค. 2564 เวลา 02.48 น. • เผยแพร่ 23 มี.ค. 2564 เวลา 02.39 น. • TERRABKK
สินเชื่ออเนกประสงค์ที่ใช้ที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกันอย่างไหนจะเหมาะกับเรา

ในยุคที่เศรษฐกิจไม่ค่อยดีประกอบกับการแพร่กระจายของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ทำให้รายได้ที่เคยได้รับเริ่มมีความไม่แน่นอน ส่วนรายที่หนักหน่อยและรับมือไม่ทันก็ส่งผลถึงการเลิกกิจการ พนักงานต้องออกจากงาน ทำให้หลายๆ คนมีรายได้ที่ไม่พอกับรายจ่ายจนถึงขั้นต้องกู้หนี้ยืมสิน แต่บางคนที่ยังโชคดีหน่อยตรงที่มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง เพราะอย่างน้อยก็ยังมีที่ซุกหัวนอนจนถึงการไปกู้ยืมเงินโดยใช้ที่อยู่อาศัยที่ตนเองมีเป็นหลักประกันการกู้ยืม

ในปัจจุบันแทบทุกธนาคารจะมีสินเชื่ออีกประเภทหนึ่งสำหรับคนที่มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองอยู่แล้วและต้องการเงินกู้ (ไม่ใช่เงินกู้เพื่อนำไปซื้อบ้าน) สำหรับชื่อเรียกสินเชื่อนี้ก็แล้วแต่ละธนาคารจะตั้งชื่อสินเชื่อนี้ออกมา แต่ที่ได้ยินเป็นประจำก็เช่น สินเชื่ออเนกประสงค์ สินเชื่อบ้านแลกเงิน เป็นต้น ในบทความนี้ขอเรียกว่าสินเชื่อที่ใช้ที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกัน

สินเชื่อที่ใช้ที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกันนั้นจะมีอยู่ 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ 1.รับเงินกู้ไปเป็นก้อนแล้วผ่อนกับธนาคารเป็นรายเดือนไปเรื่อยๆ ตามระยะเวลาที่กำหนด (ขึ้นอยู่กับราคาประเมินที่อยู่อาศัย ความสามารถในการชำระหนี้ และธนาคารจะให้วงเงินเป็นเท่าไหร่) ซึ่งก็คือสินเชื่อประเภทเงินกู้ที่มีระยะเวลา (Fixed Loan หรือ Loan) นั่นเอง และ 2.ธนาคารจะกำหนดวงเงินให้ผู้กู้ ซึ่งเมื่อผู้กู้มีความต้องการใช้เงินก็มาเบิกเอาไปใช้ (อาจจะใช้เช็คหรือบัตรสำหรับกดเงินที่ธนาคารออกให้) และเมื่อผู้กู้มีเงินก็นำเงินมาลดยอดหนี้ลง และเมื่อลดยอดหนี้แล้วผู้กู้ก็ยังสามารถนำวงเงินกลับมาใช้ได้อีก ซึ่งก็คือสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชี (Overdraft หรือ O/D) นั่นเอง สินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีจะไม่มีการกำหนดให้ชำระเงินเมื่อไหร่ ไม่มีการกำหนดชำระขั้นต่ำ

ในบทความนี้จะขออธิบายความแตกต่างของสินเชื่อที่ใช้ที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกันอย่างละเอียด โดยเฉพาะการคิดดอกเบี้ยของธนาคารที่หลายคนอาจจะทราบว่าธนาคารคิดดอกเบี้ยกับตนเองเท่าไหร่ แต่ไม่ทราบวิธีการคิดอย่างถ่องแท้ และที่สำคัญผู้กู้มักจะรู้และจำแต่ว่าธนาคารคิดดอกเบี้ย 6% บ้าง 7% บ้าง ซึ่งเป็นการจำดอกเบี้ยที่ไม่ถูกต้อง

โดยทั่วไปอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารคิดจะมี 2 แบบ คือ 1.อัตราดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate) หมายความว่าผู้กู้จะได้รับอัตราดอกเบี้ยนี้ไปตลอดอายุสัญญากู้เงิน โดยส่วนใหญ่จะพบกับสินเชื่อเพื่อเช่าซื้อรถยนต์ ซึ่งมีระยะเวลาการกู้ที่ไม่นานมาก และ 2.อัตราดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate) หมายความว่าอัตราดอกเบี้ยที่ผู้กู้ได้รับสามารถเปลี่ยนแปลงขึ้นลงได้ตามอัตราดอกเบี้ยที่ใช้อ้างอิง อันได้แก่

2.1 MLR. (Minimum Loan Rate) เป็นอัตราดอกเบี้ยขั้นต่ำสำหรับลูกค้าเงินกู้ชั้นดี

2.2 MOR. (Minimum Overdraft Rate) เป็นอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อประเภทเบิกเงินเกินบัญชีสำหรับลูกค้าชั้นดี

2.3 MLR. (Minimum Loan Rate) เป็ยอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี

ดังนั้นเวลาที่ผู้กู้ได้รับสินเชื่อจากธนาคาร ผู้กู้จะต้องรู้ว่าธนาคารคิดดอกเบี้ยจากผู้กู้โดยอิงกับอัตราดอกเบี้ยใด ทั้งนี้โดยทั่วไปแล้วการกู้ยืมเงินเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยและการกู้ยืมเงินระยะยาวธนาคารมักจะคิดดอกเบี้ยแบบลอยตัวแล้วแต่ว่าธนาคารอิงกับอัตราดอกเบี้ยใดให้แก่ผู้กู้ เช่น MRR.+2% ก็หมายความว่าเมื่ออัตราดอกเบี้ยที่ใช้อ้างอิง (คือ MRR.) มีการเปลี่ยนแปลง ดอกเบี้ยที่ผู้กู้จะต้องจ่ายให้กับธนาคารก็จะเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย ทั้งนี้เพราะถ้าต้นทุนของธนาคารเพิ่มขึ้น ธนาคารก็จะปรับดอกเบี้ยอ้างอิงเพิ่มขึ้น ในทางตรงกันข้ามหากต้นทุนของธนาคารลดลง ธนาคารก็จะปรับดอกเบี้ยอ้างอิงลงด้วยเช่นกัน

ลำดับต่อไปจะขออธิบายสินเชื่อทีละตัว 1. สินเชื่อที่ใช้ที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกันแบบที่เป็นเงินกู้ (Loan) สินเชื่อแบบนี้ผู้กู้จะได้รับเงินก้อนไปทั้งหมดแล้วผู้กู้ก็จะผ่อนคืนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยเป็นรายเดือนตามที่ธนาคารกำหนด โดยธนาคารจะพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ของผุ้กู้ การใช้สินเชื่อประเภทนี้ผู้กู้จะต้องวัตถุประสงค์ในการใช้เงินที่ค่อนข้างแน่นอน และเหมาะกับผู้กู้ที่มีความต้องการใช้เงินเพื่อนำไปใช้ในการซื้อหรือลงทุนในสินทรัพย์ระยะยาว เช่น ต้องการนำเงินไปซ่อมแซมบ้าน เป็นต้น การคิดดอกเบี้ยเงินกู้จะคิดทุกวันตามเงินต้น (Principal) ที่เหลือ หมายความว่าเมื่อเงินต้นลดลงดอกเบี้ยก็จะลดลง หรือที่เรียกกันว่าลดต้นลดดอก ทำให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Effective Rate หรือ Effective Annual Rate: EAR)) ไม่ถึงตามที่ธนาคารกำหนดให้ เป็นเพราะจำนวนเงินต้นที่ลดลงนั่นเอง ดังนั้นหากผู้กู้นำเงินมาชำระหนี้มากขึ้น หรือโบนัสออกก็เอามาชำระหนี้ก็จะยิ่งทำให้หนี้หมดไวขึ้น แต่เงินกู้ที่ได้ชำระไปแล้วไม่สามารถนำมาใช้อีกได้ แต่ข้อดีของเงินกู้นี้คือดอกเบี้ยไม่ทบต้น ดังนั้นถึงแม้ว่าบางครั้งผู้กู้ผ่อนชำระช้าหน่อย ดอกเบี้ยก็จะไม่มีการทบต้น

ตัวอย่าง เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 25654 ผู้กู้ได้รับเงินกู้อเนกประสงค์โดยใช้ที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกันเป็นเงินกู้จำนวน 2,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ย MRR.+2% (ปัจจุบันอันาดอกเบี้ย MRR.เท่ากับ 10%) ทั้งนี้ให้ผ่อนชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยเดือนละ 45,000 บาท ต่อมาในวันที่ 3 เมษายน 2564 ผู้กู้ไดนำเงินไปชำระหนี้ 45,000 บาท วิธีการคิดชำระเงินต้น และดอกเบี้ยเงินกู้เป็นไปตามตารางต่อไปนี้

จากตารางข้างต้นจะพบว่าถึงแม้ว่าสิ้นเดือนมีนาคม 2564 ผู้กู้ไม่ได้นำเงินไปชำระหนี้ ดอกเบี้ยเงินกู้ก็ไม่มีการทบต้นแต่อย่างใด โดยดอกเบี้ยยังคงคิดไปตามปกติทุกวัน และในช่วงแรกๆ ของการผ่อนชำระผู้กู้จะรู้สึกว่าเงินต้นมันลดลงช้าทั้งที่มีการผ่อนชำระคืนแก่ธนาคารตามปกติ ซึ่งเป็นเพราะเงินต้นที่มีจำนวนมากจึงทำให้ดอกเบี้ยมีจำนวนมากตามไปด้วย ผู้กู้จะต้องเข้าใจเสียก่อนว่าทุกครั้งที่นำเงินมาชำระหนี้แก่ธนาคาร ธนาคารจะนำไปชำระดอกเบี้ยจนถึงปัจจุบันก่อนทุกครั้ง และส่วนที่เหลือจึงค่อยมาชำระเงินต้น และจำนวนเงินที่ธนาคารกำหนดให้ผ่อนนั้นจะคำนึงถึงความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้ ทั้งนี้เพราะธนาคารต้องการเพียงแค่เงินต้นที่ได้คืนมาพร้อมกับผลตอบแทนเท่านั้น ธนาคารไม่ได้มีความต้องการจะยึดหลักทรัพย์ค้ำประกันแต่อย่างใด

ข้อดีของสินเชื่อประเภทนี้คือดอกเบี้ยจะไม่มีการทบต้น ดังนั้นยอดหนี้จะไม่เพิ่มขึ้นถึงแม้ว่าจะชำระล่าช้าไปบ้าง แต่จะมีผลต่อประวัติข้อมูลเครดิต หรือเครดิตบูโร นอกจากนั้นหากขาดการชำระหนี้เกิน 90 วัน จะถูกเป็น หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Non-Performing Loan หรือ NPL)

2.สินเชื่อที่ใช้ที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกันแบบที่เป็นวงเงิน หรือวงเงินเบิกเงินเกินบัญชี สินเชื่อแบบนี้เหมาะสำหรับการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน หรือใช้ในการดำเนินธุรกิจตามปกติ (ไม่ใช่การลงทุนระยะยาว) โดยธนาคารจะเงินทุนหมุนเวียนสุทธิ (Net Working Capital) เนื่องจากสินเชื่อแบบนี้เป็นสินเชื่อหมุนเวียน (Revolving Credit) สินเชื่อแบบนี้ธนาคารจะกำหนดวงเงินให้ผู้กู้ ซึ่งหมายความว่าหากผู้กู้ไม่มีการใช้วงเงิน ผู้กู้ก็ไม่ต้องเสียดอกเบี้ย แต่เมื่อไหร่ที่ผู้กู้มีการใช้วงเงินดอกเบี้ยเงินกู้ก็จะคิดตามจำนวนเงินที่ผู้กู้ได้เบิกใช้ไป และเมื่อผู้กู้นำเงินมาลดยอดหนี้แล้ววงเงินสินเชื่อก็นำกลับมาใช้ต่อได้อีก (ขอย้ำว่าเงินที่ผู้กู้นำมาเข้าบัญชีนั้นไม่ได้เรียกว่าการชำระหนี้เหมือนกับสินเชื่อแบบแรกที่กล่าว แต่จะเรียกว่าการลดยอดเพราะเงินที่นำมาเข้าบัญชีแล้วผู้กู้ก็สามารถนำออกไปใช้ใหม่ต่อได้) ทั้งนี้สินเชื่อหมุนเวียนจะไม่มีข้อกำหนดให้ผู้กู้ต้องมาชำระทุกสิ้นเดือน หรือชำระขั้นต่ำ ตราบใดที่วงเงินยังคงหมุนเวียนได้ผู้กู้ก็สามารถใช้สินเชื่อได้ แต่ข้อเสียของสินเชื่อหมุนเวียนคือดอกเบี้ยทบต้น (Compound Interest) ณ สิ้นเดือน เนื่องจากเงินที่นำไปเข้าบัญชีเป็นการลดยอดหนี้เท่านั้น ดอกเบี้ยยังคงถูกคิดอยู่ทุกวัน และเมื่อถึงสิ้นเดือนดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นระหว่างก็จะถูกนำมาทบเป็นเงินต้น ทำให้เงินต้นของเดือนถัดไปสูงขึ้น ดอกเบี้ยก็จะเพิ่มขึ้น (Interest on Interest) ดูตัวอย่างตามตารางต่อไป

นายสมชายได้รับวงเงินสินเชื่ออเนกประสงค์จำนวน 1,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ย MRR.+2%(ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ย MRR.เท่ากับ 10%)

จากตัวอย่างข้างต้นสินเชื่อประเภทหมุนเวียนจะถูกคิดดอกเบี้ยเมื่อมีการเบิกเงินไปใช้ และการที่ผู้กู้นำเงินมาลดยอดเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2564 เป็นการลดยอดหนี้เท่านั้น (แตกต่างจากเงินกู้ตรงที่เวลาที่ลูกค้านำเงินมาชำระหนี้นั้น เงินจะถูกนำไปชำระดอกเบี้ยก่อนและที่เหลือจึงมาชำระเงินต้น

สินเชื่อหมุนเวียนค่อนข้างจะสะดวกในการใช้วงเงิน แค่เขียนเช็คสั่งจ่าย หรือเบิกจากตู้เอทีเอ็ม เพราะเสียดอกเบี้ยเฉพาะตอนที่ใช้ และเมื่อลดยอดแล้วยังกลับมาใช้วงเงินได้อีก แต่ผู้กู้จะต้องมีวินัยทางการเงินมากๆ เพราะหากนำเงินไปใช้ผิดประเภทก็จะทำให้เป็นหนี้ที่มีปัญหาได้ เช่นนำวงเงินหมุนเวียนไปใช้กับทรัพย์สินที่ไม่หมุนเวียน เช่น นำเงินไปซื้อที่ดิน ซื้อรถยนต์ สุดท้ายแล้วจะทำให้หนี้จม ไม่สามารถหมุนเวียนได้ แต่ลองคิดอีกมุมหนึ่งหากนำสินเชื่อประเภทหมุนเวียนไปใช้กับทรัพย์สินที่ไม่หมุนเวียน เช่น เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2564 นำวงเงินสินเชื่อไปซื้อรถยนต์ 950,000 บาท และไม่สามารถนำเงินมาลดยอดได้ ดูตามตาราง

 จากตารางข้างต้น หากผู้กู้ไม่สามารถหาเงินมาลดยอดได้ อีกไม่นานบัญชีก็จะหมุนเวียนไม่ได้ สุดท้ายต้องเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้

จากตัวอย่างที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นเพียงแค่ต้องการให้ผู้กู้ใช้แหล่งของเงินทุนที่ถูกต้องกับวัตถุประสงค์ของการนำสินเชื่อไปใช้ กล่าวคือหากต้องการนำเงินไปใช้กับสินทรัพย์ระยะยาว เช่น ซื้อที่ดิน ซ่อมแซมบ้าน ก็ควรใช้แหล่งเงินทุนระยะยาว เช่นเงินกู้ที่มีระยะเวลา แต่หากต้องการนำไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน หรือดำเนินธุรกิจ และเมื่อมีเงินหรือรายได้เข้ามา ก็จะนำเงินมาลดยอดหนี้อย่างนี้ก็ใช้สินเชื่อประเภทหมุนเวียนได้ หรืออาจจะกล่าวได้ว่าสินเชื่อประเภทหมุนเวียนมีไว้สำหรับรักษาสภาพคล่อง (Liquidity) ทางการเงินนั่นเอง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...