โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

แรงงานทาสในยุคการผลิตน้ำตาล มนุษย์เหมือนกันแต่ไม่เท่าเทียมกัน

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 17 พ.ย. 2564 เวลา 06.12 น. • เผยแพร่ 17 พ.ย. 2564 เวลา 06.01 น.
แรงงานสตรีกำลังส่งอ้อยเข้าเครื่องหีบ โดยวางดาบอยู่ใกล้ๆ หากมือพลาดติดเครื่องจักรก็ใช้ดาบช่วยชีวิตโดยตัดแขนทิ้ง (ภาพจาก THE ILLUSTRATED LONDON NEWS ฉบับวันที่ 9 มิถุนายน 1849)

มนุษย์เหมือนกัน แต่ไม่เท่าเทียมกัน คือความเป็นจริงในยุคน้ำตาล ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทาสต้องเผชิญกับความโหดร้ายในอดีตที่ผ่านมา ชาวยุโรปรวมทั้งชาวอาณานิคมในทวีปอเมริกาต่างกดขี่ข่มเหงแรงงานชาวแอฟริกันเสมือนว่า พวกเขาเป็นเพียงเครื่องมืออย่างหนึ่งในกระบวนการผลิตน้ำตาลเท่านั้น ส่งผลให้เกิดการโค่นล้มฝ่ายปกครอง และเกิดการเปลี่ยนแปลงในหลายประเทศทั่วโลก

ซึ่ง มาร์ค แอรอนสัน, มารินา บูโดส-เรียบเรียง (วิสาสินี เดอเบส-แปล) เล่าเหตุการณ์เหล่านี้ไว้ ในหนังสือ “น้ำตาลเปลี่ยนโลก” (สนพ. มติชน, กรกฎาคม 2555) ในที่นี้ขอนำบางส่วนที่เกี่ยวกับประเทศอังกฤษ และอเมริกามานำเสนอดังนี้ (จัดย่อหน้าใหม่ และสั่งเน้นคำโดยกองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม)

 

เมื่อโทมัส เจฟเฟอร์สัน, จอห์น อดัมส์ และเบนจามิน แฟรงคลิน เขียนคำประกาศอิสรภาพขึ้นมา เจฟพอร์สันจึงย้ำว่ามีสิทธิบางอย่างที่มนุษย์ไม่มีวันจะสูญเสียไปนั่นก็คือ ชีวิต เสรีภาพ ทรัพย์สิน (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความหมายของคำว่า “การแสวงหาความสุข”) อย่างไรก็ตาม แม้เจฟเฟอร์สันจะคิดว่าความเป็นทาสเป็นเรื่องเลวร้าย และเขาอยากจะให้มันหมดไปในที่สุด แต่เขาก็ยังคงมีความเชื่ออยู่ว่าตนเองมีสิทธิซื้อขายทาสได้

ในยุคของน้ำตาล ชาวอเมริกันสละชีวิตเพื่อปกป้องสิ่งที่พวกเขาเป็นเจ้าของ แต่พวกเขาก็ยังคงเป็นเจ้าของทาส ที่แปลกประหลาดก็คือ อังกฤษกลับเป็นฝ่ายท้าทายความคิดที่ว่าคนเราสามารถถูกซื้อขายได้ด้วยหรือ

และทั้งหมดนั้นก็เริ่มต้นจากงานวิชาการชิ้นหนึ่ง

แต่ละปีมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์จะมีรางวัลให้แก่บทความภาษาละตินที่เขียนได้ดีที่สุด เห็นได้ชัดว่าเป็นการแข่งขันของพวกคงแก่เรียนไม่กี่คน การได้รับรางวัลนี้ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในปี 1785 ชายผู้เป็นคนเลือกหัวข้อการแข่งขันได้ตัดสินใจใช้หัวข้อเรื่องเพื่อเป็นอาวุธต่อต้านระบบทาส ดังนั้น เขาจึงขอให้ผู้เข้าแข่งขันตอบคำถามว่า “การบังคับให้ผู้อื่นเป็นทาสเป็นสิ่งชอบด้วยกฎหมายหรือไม่” โทมัส คล้าคสัน เชี่ยวชาญภาษาละตินมาก เขาจึงพิชิตรางวัลนี้ไป

เขามีจุดมุ่งหมายเพื่อเขียนบทความให้ได้รางวัลเท่านั้นเอง แต่ขณะที่เขียน เขากลับรู้สึกเห็นจริงเห็นจังไปด้วย “ความคิดแล่นเข้ามาในหัวผมว่าถ้าหากเนื้อหาสาระในบทความเป็นจริง มันก็ถึงเวลาแล้วที่ควรจะมีใครสักคนทำให้เรื่องเลวร้ายเหล่านี้จบสิ้นลงเสียที”

เมื่อคล้าคสันตระหนักว่าทุกวินาทีในทุกวันมีชีวิตของผู้คนมากมายถูกคร่าไป และเขาก็ปล่อยให้มันเกิดขึ้น เขาจึงเปลี่ยนเส้นทางชีวิตของตัวเอง โดยยอมทำทุกอย่างเพื่อยกเลิกระบบทาส ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติอันเลวร้าย เขาบรรยายเอาไว้ว่า “ยามกลางวันข้าพเจ้ารู้สึกกระวนกระวาย ยามกลางคืนข้าพเจ้านอนไม่หลับ บางครั้งข้าพเจ้าข่มตาหลับไม่ลงเพราะความทุกข์ใจ”

ประชาชนชาวอังกฤษผู้บริโภคน้ำตาลตอนนั้นประมาณปีละ 18 ปอนด์ แทบจะไม่รู้เรื่องราวความทุกข์ยากของทาสแอฟริกัน ซึ่งใช้หยาดเหงื่อแรงงานผลิตน้ำตาลมาปรุงอาหารของพวกเขา แต่ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ ชาวอังกฤษผู้ตอกไม้ เย็บใบเรือ และผลิตเชือกเพื่อใช้ในเรือบรรทุกทาส หรือต่อถังใส่น้ำตาล ซึ่งทาสเป็นผู้ลงแรงเก็บเกี่ยวมานั้น มีเงินทองรายได้จากการค้าทาส ชาวอังกฤษร่ำรวยขึ้นเพราะมีการทำให้ชาวแอฟริกันกลายเป็นทรัพย์สิน

ในทศวรรษต่อมามีการเรียกคล้าคสันและคนอื่น ๆ ซึ่งมีความเชื่อเช่นเดียวกับเขาว่าเป็นผู้รณรงค์การเลิกทาส

คนเหล่านี้ตระหนักว่าในขณะที่ความเชื่อมโยงนั้นทำให้ชาวอังกฤษได้ผลประโยชน์จากระบบทาส แต่ในขณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดแรงผลักดันต่อต้านระบบทาสด้วย ถ้าหากเขาสามารถทวนกระแสได้ คือทำให้คนที่ได้รับผลประโยชน์จากระบบทาสเห็นภาพความน่ากลัวของมัน ก็อาจจะทำให้การกระทำอันชั่วร้ายจบสิ้นลงไป

บรรดาผู้รณรงค์การเลิกทาสมีความฉลาดหลักแหลม พวกเขาคิดค้นการประชาสัมพันธ์ซึ่งมีประสิทธิภาพมากที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยคิดค้นเทคนิคต่าง ๆ ที่เราใช้กันมาจนถึงปัจจุบัน เมื่อคล้าคสันไปบรรยาย เขาจะแกว่งแส้และกุญแจมือที่ใช้กับทาสไปด้วย

เขาจัดพิมพ์คำให้การของกะลาสีเรือและแพทย์ประจำเรื่อซึ่งบรรยาย ความโหดร้ายและการทารุณกรรมบนเรือบรรทุกทาส เมื่อโอเลาดา อากวิอาโน จัดพิมพ์บันทึกความทรงจำของเขาขึ้นมา เขาได้ให้ความรู้ผู้อ่านเกี่ยวกับความน่ากลัวของการค้าทาส และหลังจากคนอังกฤษเริ่มเข้าใจว่าระบบทาสคืออะไรคล้าคสันและคนอื่น ๆ ก็จัดตั้งขบวนการที่เราคงจะเรียกกันว่าการคว่ำบาตร “เครื่องดื่มที่ใช้เลือดทำให้มีรสหวาน”

แรงงานทาสมีความสำคัญมากเพราะมันทำให้ต้นทุนผลิตน้ำตาลมีราคาถูก ทำให้ทุกคนต้องการซื้อหา แต่ถ้าผู้คนเลิกซื้อน้ำตาลจากแรงงานทาส ระบบทาสทั้งหมดย่อมล่มสลาย ช่วงก่อนจะมีการปฏิวัติอเมริกันนั้น สตรีชาวนิวอิงแลนด์ต่างปฏิเสธการซื้อผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของอังกฤษรวมทั้งชาด้วย

การสูญเสียรายได้ทำให้สภานิติบัญญัติที่ลอนดอนต้องยกเลิกการเก็บภาษีบางประเภทในอเมริกา ฝ่ายต่อต้านระบบทาสจึงใช้กลยุทธ์เช่นเดียวกันนี้ กล่าวคือมีชาวอังกฤษประมาณ 400,000 คนร่วมกันเลิกซื้อน้ำตาลซึ่งทาสเป็นผู้ปลูกและเก็บเกี่ยว พวกเขากลับไปซื้อน้ำตาลแท่งที่ติดป้ายว่า “ผลิตโดยแรงงานของเสรีชน” อันเป็นน้ำตาลจากอินเดีย

เมื่อชาวอังกฤษมองดูน้ำตาลที่พวกเขาบริโภคอยู่ทุกวัน คล้าคสันและผู้รณรงค์การเลิกทาสคนอื่น ๆ ได้ทำให้พวกเขาเห็นภาพทาสผู้ผลิตน้ำตาลต้องสูญเสียเลือดเนื้อ เนื่องจากน้ำตาลที่ผลิตโดยทาสมีจำหน่ายแพร่หลายมาก จึงยากที่ชาวอังกฤษจะมองข้ามความเป็นจริงของระบบทาส น้ำตาลคือตัวเชื่อมโยงเช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์จำพวกรองเท้ากีฬา เสื้อยืด และพรม ซึ่งในปัจจุบันเรารู้ดีว่าล้วนผลิตโดยแรงงานในโรงงานนรก

หากคุณต้องการสินค้า เหล่าผู้รณรงค์การเลิกทาสก็บีบให้คุณต้องคิดว่า น้ำตาลได้มาอย่างไร การมีทาสอันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติเก่าแก่โบราณพอ ๆ กับอารยธรรมมนุษย์ กลายเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ เป็นรูปแบบการกระทำไร้มนุษยธรรมอย่างที่ผู้คนจะยอมให้เกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 13 พฤษภาคม 2564

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...