โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ความฉลาดของไลฟ์โค้ช

The MATTER

อัพเดต 26 มิ.ย. 2563 เวลา 09.48 น. • เผยแพร่ 26 มิ.ย. 2563 เวลา 02.55 น. • Apocalypse Now

เวลาบอกว่าใครเป็น ‘ไลฟ์โค้ช’ อย่างแรกสุดที่หลายคนคิดก็คือ คนคนนั้นต้องมีอะไรบางอย่างเหนือกว่าคนทั่วไป ถึงจะ ‘กล้ามาสอนหนู’ ได้

แน่นอน สิ่งที่เหนือกว่านั้นย่อมหนีไม่พ้น ‘ความฉลาด’ หรือ ‘ระดับสติปัญญา’ ที่ฝรั่งเรียกว่า Intelligence

แต่ปัญหาก็คือ ‘ความฉลาด’ ไม่ได้มีอยู่แบบเดียว คือฉลาดแล้วฉลาดเลย รอบรู้ไปหมดทุกสิ่ง แต่ความฉลาดถูกแบ่งแยกย่อยออกไปหลากหลายมาก

คนหนึ่งที่ศึกษาเรื่องของ ‘ความฉลาด’ เอาไว้มาก และเขียนหนังสือชื่อดังที่สร้างทฤษฎีเกี่ยวกับความฉลาดอันหลากหลายเอาไว้ ก็คือโฮวาร์ด การ์ดเนอร์ (Howard Gardner) จากฮาร์วาร์ด หนังสือเล่มที่ว่าก็คือ Frames of Mind: The Theory of Multiple Intelligences

การ์ดเนอร์บอกว่า สมัยก่อนเราอาจจะคิดว่าความฉลาดเป็นเรื่องเดียว คือใครเป็นนักปราชญ์ก็เป็นนักปราชญ์ไปเลย ถึงได้รับการยอมรับนับถือให้มาสอนสั่งคนอื่นได้ แต่เขาเสนอ ‘โมเดลความฉลาด’ เอาไว้ โดยบอกว่าความฉลาดนั้นสามารถแบ่งออกเป็น ‘แบบ’ (modality) ได้หลายแบบ อย่างน้อยที่สุดตามวิธีแบ่งของการ์ดเนอร์นั้น มีอยู่ด้วยกัน 8 แบบ

ความฉลาดแรกที่การ์ดเนอร์บอกไว้ก็คือความฉลาดทางดนตรี หรือมี Musicality คือมีผัสสะรับรู้เสียง ระดับเสียง จังหวะ โทน และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับดนตรีได้ ซึ่งเราก็จะเห็นได้เลยว่าคนบางคนจะเก่งกว่าคนอื่นๆ ในเรื่องดนตรีจริงๆ แต่เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ฝึกฝนกันได้ แม้แต่การฝึกให้รู้ระดับเสียงแบบที่เรียกว่า perfect pitch ก็ยังทำได้

ความฉลาดที่สองคือความฉลาดในเรื่องพื้นที่ มีคนแปลเป็นไทยเอาไว้ว่าเป็นความฉลาดด้านมิติสัมพันธ์ มาจาก Spatial Intelligence ซึ่งก็คือการใช้สายตาในการกะระยะ คนที่ฉลาดเรื่องนี้จะดูแผนที่เก่ง รู้มิติกว้างเล็ก สัดส่วน การย่อขยาย พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือเป็นความฉลาดในการมองเห็น ‘โครงสร้าง’ของภาพ ซึ่งถ้านำไปรวมกับความฉลาดข้ออื่นๆ ก็จะเสริมส่งกันมาก

ความฉลาดที่สามคือความฉลาดทางภาษา ซึ่งก็คือ Linguistic Intelligence เรื่องนี้คงไม่ต้องอธิบายมาก เพราะเราน่าจะเข้าใจกันอยู่แล้ว เช่นเรื่องของการอ่าน การตีความ การเขียน เทคนิคในการ ‘เล่าเรื่อง’ รวมไปถึงความจำสิ่งที่มาจากการอ่านหรือจำถ้อยคำและศัพท์ต่างๆ

ความฉลาดที่สี่คือความฉลาดด้านตรรกะและคณิตศาสตร์ เป็นความฉลาดเชิงนามธรรมที่หลายคนเห็นว่าเหนือกว่าความฉลาดอื่น (ซึ่งไม่จริงเสมอไป) เพราะมันคือเรื่องของการ ‘ให้เหตุผล’ (Reasoning) ในแบบที่จับต้องได้ เช่นใช้การคำนวณ การอธิบายเป็นขั้นเป็นตอนเป็นเหตุเป็นผล มีหลักการต่างๆ ที่นำไปใช้มองปัญหาใหญ่ๆ ได้

[ต้องบอกไว้ด้วยว่า ความฉลาดแบบนี้เข้าใกล้กับความฉลาดที่เรียกว่า General Intelligence มากที่สุด คำว่า General Intelligence ก็คือความฉลาดแบบรวมๆ ซึ่งในทางจิตวิทยาจะเรียกว่า g Factor

นักจิตวิทยาอีกคนหนึ่ง คือเรย์มอนด์ แคตเทล (Raymond Cattell) เคยแบ่งความฉลาดออกเป็นสองแบบ คือ Fluid Intelligence (คือความฉลาดที่เลื่อนไหล สามารถแก้ไขปัญหาใหม่ๆ ได้ด้วยการใช้เหตุผล) กับ Crystallized Intelligence (คือความฉลาดประเภท ‘ตกผลึก’ คือจะเอาตัวอย่างที่เคยพบเห็นมาประยุกต์ใช้กับปัญหาใหม่ๆ ที่ได้พบ) ว่ากันว่า ความฉลาดด้านตรรกะและคณิตศาสตร์ คือความฉลาดที่เข้าใกล้กับ Fluid Intelligence มากที่สุด]

ความฉลาดที่ห้าคือความฉลาดในทางร่างกาย สามารถรับรู้และควบคุมร่างกายของตัวเองได้เป็นอย่างดี ถ้าเป็นนักกีฬา นักเต้นรำ หรือคนท่ีต้องใช้ร่างกายในการทำงาน จะมีความฉลาดในเรื่องนี้ มันคือการรับรู้ได้ถึงจังหวะเวลา การรับรู้ความเร็ว การเคลื่อนที่ ฯลฯ ซึ่งอาจเกิดจากการฝึกฝนก็ได้ แต่ก็มีบางคนที่มีคุณสมบัติเรื่องนี้พร้อมอยู่แล้วในตัว

ความฉลาดที่หกเรียกว่า Interpersonal Intelligence ซึ่งพูดง่ายๆ ก็คือความฉลาดในการ ‘เข้าสังคม’ หรือมีทักษะในทางสังคมสูง มีความไวต่อความรู้สึกและอารมณ์ของคนอื่น ความฉลาดแบบนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Emotional Intelligence หรือความฉลาดทางอารมณ์ ควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ เพื่อให้ตัวตนของตัวเองสอดคล้องไปกับกระแสของสังคมรอบข้าง ไม่ ‘แหลม’ เกินไป คนที่ฉลาดแบบนี้มีตั้งแต่เซลส์แมน นักการเมือง ไล่ไปจนถึงที่ปรึกษาต่างๆ และกระทั่งคนทำงานเชิงสังคม

ความฉลาดที่เจ็ดคือความฉลาดภายในตัว เรียกว่า Intrapersonal Intelligence คือฉลาดในการวิเคราะห์ตรวจสอบตัวเอง คือมีความเข้าใจตัวเองในระดับที่ลึกซึ้ง รู้ว่าจุดแข็งจุดอ่อนของตัวเองอยู่ตรงไหน ความฉลาดแบบนี้ บางทีก็เข้าใกล้กับความฉลาดที่เรียกว่า Spiritual Intelligence หรือความฉลาดทางจิตวิญญาณอยู่เหมือนกัน แต่ตอนหลังการ์ดเนอร์แบ่ง Spiritual Intelligence ออกมาเป็นความฉลาดอีกแบบหนึ่ง

ความฉลาดสุดท้ายคือฉลาดในการรับรู้ธรรมชาติ หรือ Naturalistic Intelligence ซึ่งเป็นความฉลาดที่ทำให้มนุษย์เราอยู่รอดมาได้ในทางวิวัฒนาการ มันคือความเข้าใจในองค์รวมที่เชื่อมโยงตัวเองเข้ากับสรรพสิ่งรอบข้าง เขาบอกว่าคนที่ฉลาดในเรื่องนี้มีอาทิ ชาวนา นักพฤกษศาสตร์ หรือแม้กระทั่งคนที่เป็นเชฟก็ต้องพึ่งความฉลาดแบบนี้ด้วยเหมือนกัน

แล้วที่พูดมาทั้งหมดนี้เกี่ยวอะไรกับคำว่า ‘ไลฟ์โค้ช’ ด้วย?

อย่างที่บอกไว้ตั้งแต่ต้นนะครับ ว่าพอพูดว่าใครเป็น ‘ไลฟ์โค้ช’ หรือเป็นคนที่จะมา ‘สอนชีวิต’ ให้กับเรา อย่างน้อยที่สุดก็คือเป็นคนที่เรายกย่องนับถือว่าเป็น ‘คนฉลาด’ (อย่างน้อยก็น่าจะฉลาดกว่าเรา) ใช่ไหมครับ

ไลฟ์โค้ชไม่จำเป็นต้องอายุมากกว่า ไม่จำเป็นต้องเคยประสบความสำเร็จเรื่องใหญ่ๆ อะไรมาก่อนก็ได้ เพราะการประสบความสำเร็จกับความฉลาดไม่ใช่เรื่องเดียวกัน คนเป็นโค้ชกีฬาไม่ได้แปลว่าต้องเล่นกีฬาชนิดนั้นๆ ได้เก่งกาจก็เป็นโค้ชได้ ไลฟ์โค้ชก็เหมือนกัน

แต่ที่สำคัญก็คือ - อย่างน้อยที่สุด ไลฟ์โค้ชต้องมี ‘ความฉลาด’ อย่างน้อยก็ด้านใดด้านหนึ่งที่เหนือกว่าคนที่มา ‘ถูกโค้ช’ ไม่อย่างนั้นจะไปเสียเงินให้ไลฟ์โค้ชทำไมเปล่าๆ ปลี้ๆ

ทีนี้ถ้ามาดู ‘ไลฟ์โค้ช’ ในสังคมไทยโดยใช้เกณฑ์ความฉลาดของการ์ดเนอร์ คุณคิดว่าไลฟ์โค้ชไทยส่วนใหญ่ ‘ฉลาด’ ในเรื่องไหนบ้างครับ

ถ้ามองแบบเหมารวม ผมคิดว่าเรื่องฉลาดใหญ่ที่สุดของไลฟ์โค้ชไทย ก็คือ Interpersonal Intelligence หรือการจัดการกับความสัมพันธ์ระหว่งบุคคล ซึ่งกินความรวมไปถึง Emotional Intelligence หรือความฉลาดทางอารมณ์ รู้จักควบคุมตัวเองได้ให้มีความ ‘กลม’ ไม่ ‘แหลม’ ปรี๊ดๆ ออกไป อันจะทำให้เกิดความชังขี้หน้าได้จากคนที่คิดเห็นต่างจากตัวเอง

ความฉลาดแบบนี้สำคัญมาก เพราะไม่ว่าตัวเองจะคิดอย่างไร รู้สึกอย่างไร มีอุดมการณ์อย่างไร ส่วนใหญ่ก็จะควบคุมรักษาเอาไว้ไม่แสดงออกมา ปรี๊ดอยู่ในใจแค่ไหนก็จะรู้วิธีกักเอาไว้ แล้วส่ง ‘ยิ้มสยาม’ ออกไปใส่สังคม สังเกตเสียก่อนว่าสังคมคิดเห็นอย่างไร แล้วค่อยแสดงออกไปให้สอดคล้องกับกระแสสังคมรอบข้าง

ความฉลาดของไลฟ์โค้ชไทยในแบบที่สองที่สำคัญเกือบเท่าความฉลาดทางอารมณ์ ก็คือความฉลาดทางภาษา นั่นก็คือเมื่อรู้จักควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ สามารถแสดงออกได้อย่างเหมาะสมราวกับเข้าคอร์สเรียนกับครูสอนการแสดงมาอย่างช่ำชองแล้ว ก็ต้องรู้จัก ‘วิธีเล่า’ รู้จักการถักทอเรียงร้อยเรื่องราวออกไปให้ดู ‘จริง’ ไม่ว่าจะจริงหรือไม่จริงตามที่ตัวเองคิดและรู้สึกก็ตาม ความฉลาดในการใช้ภาษาชักจูงใจ ความสละสลวย การส่งสัญญาณทางสังคม (Social Cue) ออกไปให้เหมาะสมและชัดเจน จะทำให้ไลฟ์โค้ชประสบความสำเร็จในการดึงดูดผู้คนให้มาติดตามตัวเองได้มากมาย

พูดได้ว่า ไลฟ์โค้ชไทยส่วนใหญ่นั้นฉลาดและเก่งมาก แต่เป็นความฉลาดสองประเภทนี้ คือฉลาดในการควบคุมอารมณ์ ถูกด่าอย่างไรก็ต้องออกมาตอบโต้แบบละมุนละม่อม ใช้อารมณ์ขันแฝง ไม่หักด้ามพร้าด้วยเข่า บัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่น พร้อมกับสามารถเล่าเรื่องและหาเหตุผล (ในแบบ Rationalizing ไม่ใช่ Reasoning) มาตอบกลับได้ด้วย

แต่กระนั้นก็น่าเสียดายอยู่ไม่น้อย เพราะ (พูดแบบเหมารวม) เราจะเห็นได้ค่อนข้างชัดเลยว่า ไลฟ์โค้ชไทยส่วนใหญ่มีความฉลาดในด้านตรรกะและมิติสัมพันธ์ เมื่อขาดความฉลาดด้านตรรกะ คณิตศาสตร์ หรือการให้เหตุผล คำอธิบายและวิธีหาทางแก้ปัญหาให้กับคนของไลฟ์โค้ชเหล่านี้ก็มักจะผิดเพี้ยนไม่เป็นเหตุเป็นผล และเมื่อขาดความฉลาดด้านมิติสัมพันธ์ ก็พานมองไม่เห็นการเชื่อมโยงของภาพใหญ่ มองเห็นปัญหาแค่เป็นจุดๆ แต่ไม่อาจเห็นปัญหาเชิงโครงสร้างได้

 ไลฟ์โค้ชที่ถูกคนอันฟอลโลว์ไปเป็นล้านๆ รายนั้น ยังออกมาพยายามอธิบายกับคนอื่นๆ ได้ด้วยสีหน้าที่แจ่มใสราวกับไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เลย ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามี Emotional Intelligence สูงมาก ซึ่งก็เป็นเรื่องน่าชื่นชม

แต่จะน่าชื่นชมกว่านี้ - ถ้าหากจะเติม Intelligence ในมิติอื่นๆ เข้าไปด้วย

Illustration by Kodchakorn Thammachart

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...