โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ตุ้ย ธีรภัทร์ เปิดหมดใจ เคลียร์ปมเตียงหักหย่า นาตาชา เมียแก่กว่าไม่ใช่สาเหตุ!

The Bangkok Insight

อัพเดต 02 ก.ย 2562 เวลา 03.08 น. • เผยแพร่ 02 ก.ย 2562 เวลา 03.10 น. • The Bangkok Insight

หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีข่าวลือมาเป็นระยะๆ ตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ในที่สุดข่าวลือก็กลายเป็นจริง เมื่อนักร้อง-นักแสดงชื่อดัง “ตุ้ย-ธีรภัทร์ สัจกุล” และภรรยานางแบบ “แอนนา นาตาชา เปลี่ยนวิถี” ได้เตียงหักเลิกรากันไป จบชีวิตแต่งงานกว่า 11 ปี และมีบุตรชายด้วยกัน 1 คน คือ น้องไตตั้น โดยข่าวดังกล่าวได้รับการยืนยันจากผู้จัดการของตุ้ย ระบุว่าทั้งคู่หย่าขาดจากกันมาประมาณ 4-5 เดือนแล้ว

ล่าสุด (1 ก.ย.) “ตุ้ย-ธีรภัทร์ สัจกุล” ได้ออกมาเปิดใจผ่านสื่อมวลชนถึงสาเหตุการเลิกราในครั้งนี้ ระบุว่า “ก็เป็นความจริงครับ เราก็หย่าได้ 4-5 เดือน โดยประมาณ ซึ่งจริงๆ เราก็แยกกันอยู่ก่อนหน้านั้นสักพักใหญ่แล้วครับ”

“ตลอด 2 ปี ที่ผ่านมาเราก็มักจะได้ยินข่าวเรื่องเตียงหักมาตลอด เรียกว่าก็คงเหมือนชีวิตคู่ของหลายๆ คนดีกว่า ที่มีทั้งราบรื่นบ้าง มีปัญหาบ้าง และก็คงต้องใช้คำว่าเราก็พยายามแล้วที่จะปรับเข้าหากัน หรือพยายามที่จะทำให้มันดีขึ้น แต่ว่ามันก็คงจะมาถึงจุดที่เราทั้งสองคนเห็นตรงกัน และตัดสินใจกันด้วยเหตุและผลที่จะเปลี่ยนสถานะ”

“สาเหตุหลักมันคงจะเป็นเรื่องของ ทัศนคติ และมุมมองในการใช้ชีวิตของเราที่มันอาจจะไม่สอดคล้องกัน”

“อายุของเราสองคนที่ห่างกันประมาณ 5 ปี ไม่เกี่ยวเลยครับ ผมไม่เชื่อว่าในมุมของอายุมันจะมีผล แต่ผมเชื่อว่ามันคงเป็นที่ความคิด และมุมของการใช้ชีวิตมากกว่า”

“ข่าวลือเรื่องมือที่สาม ไม่มีแน่ๆ ครับ ไม่มีครับ ไม่มีมือที่สามแน่ๆ ครับ ที่ผ่านมาไม่เคยมีเรื่องสาวๆ ที่ทำให้ภรรยาเข้าใจผิด ผมเชื่อว่า ประเด็นนี้ไม่ใช่ประเด็นที่จะมีผลอะไรทั้งสิ้นในการตัดสินใจ

“ทราบเมื่อไหร่ว่าทัศนคติของเราทั้งคู่ไม่เหมือนกัน มันก็คงจะเป็นระยะๆ มากกว่าครับ และผมก็คิดว่ามันคงจะเป็นธรรมชาติของมนุษย์ทุกคนที่พอเรามีความคิดเห็นในมุมมองในเรื่องต่างๆ ซึ่งเราก็ได้ใช้เวลาในการปรับตัวแล้วเพื่อที่จะดำเนินทุกอย่างให้มันราบรื่นที่สุด แต่ว่าในที่สุดมันก็คงจะมาถึงจุดที่เรา เราตัดสินใจตรงกัน”

“ในวันที่เราทั้งคู่ตัดสินใจแล้วว่าจะแยกทาง แน่นอนครับว่ามันต้องเป็นความเสียใจ เป็นความผิดหวังอยู่แล้ว เพราะว่าจุดเริ่มต้นมันเกิดมาจากความตั้งใจที่ดี ความรู้สึกดีๆ เพียงแต่ว่าถ้ามันถึงช่วงหนึ่งของชีวิต หรือช่วงหนึ่งของเส้นทางที่มันดำเนินมาแล้วมันไม่สามารถไปต่อได้ เราก็ต้องยอมรับความจริง และคุยกันเพื่อที่จะตัดสินใจว่า เราจะเปลี่ยนสถานะ หรือเปลี่ยนบทบาทเป็นพ่อและแม่ ที่จะดูแลลูกที่น่ารักต่อไป”

“มันไม่มีใครเริ่มต้นตัดสินใจเรื่องการหย่าก่อนครับ มันไม่มีจุดเริ่มต้น เพราะมันไม่ใช่ฉากหนัง แต่มันผ่านการพูดคุยกัน และยอมรับในธรรมชาติของกันและกันมากกว่า”

“ลูกชายเราเข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้นยังไงบ้าง ถ้าถามตอนนี้ ผมไม่ทราบหรอกว่าเขาเข้าใจหรือไม่เข้าใจ เพราะในมุมเรา เราก็ยังเห็นว่าเขาก็คงต้องเข้าใจในสักวันหนึ่งแหละ ผมเชื่อว่าลูกของผมเขาก็น่าจะมีสัญชาตญาณในการปรับตัว และเข้าใจด้วยเซนต์ของเขา”

“ผมเชื่อว่าความรักระหว่างความเป็นพ่อเป็นแม่ก็ยังเหมือนเดิม และผมก็เชื่ออีกว่าความรักเหล่านี้เขาสามารถรับรู้ได้ในความเป็นลูก เพียงแต่ว่าจะเป็นรูปแบบไหน หรือลักษณะไหนนั้น ผมคงตอบวันนี้ไม่ได้ แต่ผมเชื่อว่าด้วยความรักของเราทั้งสองคนที่พร้อมจะดูแลเขาต่อ เขาก็น่าจะมีพลังความรักของพ่อแม่ในการที่จะเติบโตไปในโลกได้อย่างแข็งแรง”

“ก่อนออกมาให้สัมภาษณ์ในวันนี้ เราได้บอกกับทางแอนนาให้ทราบครับ เราคุยกัน ก็คุยกันว่าผมจะเป็นคนพูดแทน เราเห็นตรงกัน เพราะด้วยแนวทางนี้มันก็คงจะถึงจุดที่เราอาจจะต้องชี้แจงแล้วว่าสถานการณ์เป็นยังไง ซึ่งเราก็เข้าใจตรงกัน”

“เสียดายเวลา 11 ปี ที่เราใช้ร่วมกันไหม มันเสียดายอยู่แล้วครับ แต่ถามว่าเสียดายแล้วเราต้องเดินต่อไหม เราก็คงจะต้องเดินต่อ แต่ถ้าถามว่าได้วางแผนชีวิตไว้ยังไงบ้าง เอาตรงๆ เลยนะครับ ผมยังไม่ได้วางแผนใดๆ เลยทั้งสิ้น เพราะผมคิดว่าผมยังอยู่กับปัจจุบัน และก็ทำปัจจุบันให้มันดีที่สุดดีกว่า หายใจลึกๆ แล้วก็เดินต่อไป”

“นอกเหนือจากเรื่องมือที่สามแล้ว ก็ยังมีข่าวลือเรื่องของธุรกิจเข้ามาเกี่ยวด้วย เรื่องล้มละลาย เรื่องยึดทรัพย์ มันเป็นปัญหาที่ค่อนข้างละเอียดซับซ้อนนะครับ แต่ถามว่าเกี่ยวไหม ไม่เกี่ยวครับ มันเป็นเรื่องของทัศนคติในการใช้ชีวิตที่ไม่สอดคล้องกันมากกว่าครับ”

“วันนี้เรายังรักเขาอยู่ ในฐานะของความเป็นเพื่อนที่ดี ทีมเวิร์กที่ดี และในการที่เราจะแชร์ความรักของเราไปให้ลูกของเราให้ดีที่สุด”

“สภาพจิตใจของเขาตอนนี้เป็นยังไงบ้าง ก็แน่นอนครับ ต่างคนก็ต้องผ่านระยะเวลาของการเสียใจนะครับ แต่มันก็คงเป็นระยะเวลาที่เราก็คงจะต้องปรับตัว และก็เดินต่อไปในทิศทางที่เราคิดว่าเหมาะสมที่สุด”

“ในส่วนของรายละเอียดเรื่องการหย่า เพราะเราทั้งคู่จดทะเบียนสมรสกัน ได้มีการแบ่งสินสมรสกันยังไงบ้าง ถ้าเป็นรายละเอียดตรงนี้ต้องขออนุญาตไม่ชี้แจงดีกว่าครับ”

“สมมติในอนาคตเราเดินหน้าต่อไปแล้ว และเรามีคนใหม่เข้ามาในชีวิต เราจะต้องระวังไหมหากคนที่ตามข่าวจะเชื่อมโยงว่า นี่คือสาเหตุของการหย่า คือผมมองว่า อยู่ที่เรา มุมมองธรรมชาติของเราเป็นยังไง คือแน่นอนว่าในแรงกดดัน หรืออะไรต่างๆ มันต้องมีเป็นปกติอยู่แล้ว แต่ก็ต้องเรียนว่า ในการทำงานมาก็เกือบ 20 ปี ของผม มันก็มีทั้งเรื่องราวที่สุ่มเสี่ยงบ้าง และก็เรื่องราวที่น่ายินดีบ้าง หรืออาจจะไม่น่ายินดีบ้าง ผมคิดว่ามันก็ปะปนกันไป แต่ถามว่ามันจะกระทบกับการตัดสินใจของเรามากน้อยแค่ไหน ผมคิดว่า ในที่สุดแล้วมันก็อยู่ที่ตัวเรา อยู่ที่ใจเราครับ”

“ยังสามารถเจอกับอดีตภรรยาได้ ถ้าเรื่องพูดคุยเราต้องพูดคุยกันอยู่แล้วครับ และจริงๆ แล้วเราก็ไม่ได้อยู่ห่างกันมากด้วย เรายังมีความห่วงใยให้กันและกันตลอด เพราะยังไงก็ตาม เราก็ยังอยากสื่อสารความความสุขกับลูกของเราอยู่ ซึ่งผมเชื่อว่านี่คือสิ่งสำคัญ แค่เราอาจจะต้องเปลี่ยนชุดความคิดนิดหนึ่ง เพื่อให้ทุกอย่างมันเดินหน้าไปได้ราบรื่นมากที่สุด”

“สิ่งที่เกิดขึ้นมันทำให้เรามองชีวิตคู่เปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน ถ้ากับตัวเองก็คงจะ จะต้องกลับมาทำความเข้าใจกับตัวเองบ้าง เพราะผมก็คงต้องบอกว่า วิกฤตครั้งนี้มันก็ต้องมีเรื่องให้เราต้องเคาะตัวเองเหมือนกัน ว่าในการเดินต่อไป เราบกพร่องตรงไหน และเราจะแก้ไขข้อพกพร่องตรงนั้นได้ยังไง มันก็ต้องกลับมาดูแลตัวเองเหมือนกันครับ”

“ด้วยความที่เราเป็นนักแสดง ทำงานในวงการ และเป็นนักธุรกิจ เรื่องเวลามันมีผลต่อการตัดสินใจครั้งนี้ด้วยไหม แน่นอนครับ มันต้องมีผลกระทบอยู่แล้วสำหรับเรื่องเวลา ก็ยอมรับครับว่ามีผล และยอมรับว่าเราเคยมีปัญหากันเรื่องนี้ พยายามที่จะปรับจูนมาตลอด เพราะเรื่องเวลาก็จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยเหมือนกันที่มันอาจจะไม่ราบรื่นนัก”

“ไม่ได้มองว่าการหย่าคือคำตอบที่ดีที่สุดครับ แต่ว่ามันเป็นเรื่องของการพูดคุยกัน และเราก็คุยกันด้วยเหตุและผล คุยกันด้วยสติ ก็คงจะเป็นทางเลือกที่เห็นร่วมกันแล้วว่ามันน่าจะเหมาะที่สุด ไม่ใช่การบอกว่า ไม่มีความสุขและเดินต่อไม่ได้ แต่ถ้าเราไม่เปลี่ยนมันจะสร้างปัญหาเพิ่มขึ้นมาอีก ก็เท่านั้นเอง”

“ตอนนี้เราทั้งคู่ก็คือแยกบ้านกันอยู่ แต่ว่าไม่ไกลกันมาก ยังมีโอกาสได้เจอกันเรื่อยๆ ตกลงกันแล้วว่าจะทำหน้าที่พ่อและแม่ให้เต็มที่ที่สุดเพื่อลูก”

“11 ปี มันอาจจะไม่มากพอที่จะยื้อคนสองคนได้ ผมไม่ได้มองในเชิงของตัวเลข เวลา หรืออะไรก็ตาม เพราะผมคิดว่ามันไม่ใช่ปัจจัยที่จะทำให้เรามาพิจารณาในแนวนั้น แต่ผมมองในมุมของทัศนคติ และมุมมองการใช้ชีวิตต่างๆ มากกว่า ที่มันไม่สอดคล้องกันก็เท่านั้นเอง”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...