โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

On History : ศรีรามเทพนคร เป็นชื่อรัฐ และไม่ได้หมายถึงศิลปะลพบุรี

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 27 เม.ย. 2564 เวลา 06.45 น. • เผยแพร่ 27 เม.ย. 2564 เวลา 06.45 น.
(ซ้าย) พระโพธิสัตว์สำริดจากบ้านโตนด อ.โนนสูง จ.นครราชสีมา อายุราว พ.ศ.1200-1350 ที่กรมศิลปากรนำชิ้นส่วนต่างๆ ที่พบมาเชื่อมต่อแล้วจัดแสดงเป็นครั้งแรกในนิทรรศการ อารยธรรมวิวัฒน์ ลพบุรี-ศรีรามเทพนคร (ขวา) บรรยากาศของนิทรรศการ “อารยธรรมวิวัฒน์ ลพบุรี – ศรีรามเทพนคร”

 

ศรีรามเทพนคร

เป็นชื่อรัฐ

และไม่ได้หมายถึงศิลปะลพบุรี

 

กรมศิลปากรได้จัดให้มีการแสดงนิทรรศการ “อารยธรรมวิวัฒน์ ลพบุรี-ศรีรามเทพนคร” ขึ้นที่พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน ภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร (บริเวณใกล้ท้องสนามหลวง) ระหว่างวันที่ 13 เมษายน-30 มิถุนายน พ.ศ.2564 โดยได้มีการจัดแสดงโบราณวัตถุชิ้นงามหลายชิ้นเลยทีเดียว ที่ไม่เคยนำออกมาจัดแสดงที่ไหนมาก่อน

ในส่วนไฮไลต์ของงานก็คงจะหนีไม่พ้นประติมากรรมสำริด รูปพระโพธิสัตว์สี่กร จากบ้านโตนด อ.โนนสูง จ.นครราชสีมา อายุราว พ.ศ.1200-1350 ซึ่งเมื่อแรกที่มีการค้นพบนั้น พบเฉพาะส่วนพระเศียร, ชิ้นส่วนพระกร 3 ชิ้น, ชิ้นส่วนพระพาหา (แขนช่วงก่อนถึงข้อศอก) ข้างซ้าย, พระบาทพร้อมพระชงฆ์ข้างขวา และพระบาทข้างซ้าย ซึ่งถูกนำมาเชื่อมต่อกันโดยคำนวณส่วนสูงและขนาดของรูปพระโพธิสัตว์องค์นี้อย่างที่ควรจะเป็น จนประกอบออกมาเป็นรูปพระโพธิสัตว์องค์นี้อย่างสมบูรณ์

ซึ่งก็นับได้ว่าเป็นงานศิลปะระดับมาสเตอร์พีซชิ้นหนึ่งที่พบในประเทศไทยเลยทีเดียว

(แต่ก็ถูกขโมยซีนไปไม่น้อยโดยประติมากรรมรูปงูน้อยขนาดจิ๋ว ที่ขุดพบบริเวณข้างเมืองอู่ทอง ซึ่งใครต่อใครก็ต้องพากันเอ็นดูในความน่ารักน่าชังของเจ้างูจิ๋วตัวนี้ จนน่าจะเป็นโบราณวัตถุที่ถูกผู้คนชักรูปนำไปอวดลงโซเชียลมีเดีย เหมือนเป็นการเช็กอินกับตัวมาสคอตประจำนิทรรศการครั้งนี้ไปเสียแล้ว)

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่นิทรรศการนำมาจัดแสดงนั้น กลับไม่ได้ขับเน้นให้ผู้ชมสามารถได้รับความรู้เรื่องเกี่ยวกับ “ศรีรามเทพนคร” ซึ่งดูจะเป็นประเด็นสำคัญของการจัดแสดงนิทรรศการมากเท่าที่ควรจะเป็น

จนดูเหมือนว่าทางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครนั้นต้องการที่จะจัดแสดงเรื่องศิลปะในประเทศไทย (เช่นเดียวกับที่เคยเป็นมาแทบทุกครั้ง) ที่เน้นความสำคัญของศิลปะลพบุรี หรือที่เรียกอีกอย่างว่าศิลปะเขมรในประเทศไทยมากกว่าปกติก็เท่านั้น

แน่นอนว่า ชื่อนิทรรศการขึ้นต้นด้วยคำว่า “อารยธรรมวิวัฒน์” ซึ่งป้ายจัดแสดงภายในนิทรรศการครั้งนี้ มีคำอธิบายความหมายอยู่ที่ด้านหน้าของทางเข้าชมนิทรรศการ โดยอาจจะสรุปแบบรวบรัดได้ว่าหมายถึง “พัฒนาการทางวัฒนธรรม”

(อันที่จริงแล้ว คำว่า “อารยธรรม” นั้น มีความหมายเชิงเหยียดต่อสิ่งที่ไม่ถูกนับเป็นอารยธรรม คือถูกเรียกว่าเป็นเพียงวัฒนธรรม โดยคำว่าอารยธรรมนั้นเป็นคำที่ถูกผูกศัพท์ขึ้นมาเพื่อแปลคำว่า “civilization” ในภาษาอังกฤษ ซึ่งมีรากมาจากคำว่า “civic” คือความเป็นเมือง ส่วนคำว่า “วัฒนธรรม” นั้น ถูกผูกขึ้นมาเพื่อแปลความหมายของคำว่า “culture” ที่มีรากเกี่ยวข้องกับ “cultivate” คือการเกษตร ที่ไม่ได้หมายถึงเมืองใหญ่แน่ แวดวงวิชาการโดยทั่วไปในปัจจุบันนี้จึงมีความพยายามที่จะลด ละ เลิก ที่จะใช้คำว่าอารยธรรมกัน)

พัฒนาการทางวัฒนธรรมในที่นี้มี “ศรีรามเทพนคร” เป็นศูนย์กลางของเรื่องที่ผู้จัดนิทรรศการต้องการที่จะเล่าให้ผู้เข้าชมนิทรรศการได้รับชมกัน โดยในนิทรรศการได้ใช้โบราณวัตถุที่ค้นพบในประเทศไทยตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ไล่มาเป็นโบราณวัตถุในวัฒนธรรมทวารวดี, ศรีวิชัย, หริภุญไชย และลพบุรีว่า มีพัฒนาการและเกี่ยวข้องกับศรีรามเทพนครอย่างไร พร้อมกันกับที่ได้พยายามนำโบราณวัตถุอีกกลุ่มหนึ่งมาชี้ชวนให้ผู้ชมเห็นว่า ศรีรามเทพนครนั้นส่งผลต่อรัฐในยุคหลังจากนั้นคืออยุธยาและกรุงเทพฯ อย่างไร?

โดยป้ายจัดแสดงภายในนิทรรศการนั้นได้ระบุเอาไว้อย่างชัดเจนว่า “ศรีรามเทพนคร” นั้นก็คือ “ละโว้” หรือ “ลพบุรี” ดังนั้น จึงไม่แปลกอะไรเลยสักนิดที่นิทรรศการในครั้งนี้เลือกที่จะเน้นจัดแสดงโบราณวัตถุที่จัดว่าเกี่ยวข้องกับศิลปะลพบุรีหรือศิลปะเขมรในประเทศไทยเป็นหลัก

 

มองดูเผินๆ ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรใช่ไหมครับ?

แต่สุดท้ายก็ยังมีปัญหา เพราะอันที่จริงแล้วตามความเข้าใจโดยทั่วไปนั้น “ศรีรามเทพนคร” หมายถึงรัฐหรือวัฒนธรรมของอยุธยา ในยุคก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยาโดยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 เมื่อ พ.ศ.1893 ซึ่งมักจะเรียกกันอย่างเคยปากว่า “อโยธยา” ต่างหาก

อย่างไรก็ตาม กรมศิลปากรท่านก็ไม่ได้ยกเมฆขึ้นมาเองว่า “ศรีรามเทพนคร” คือลพบุรี เพราะข้อสันนิษฐานนี้ผู้เสนอคือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาและการอ่านจารึกอย่าง อ.ศานติ ภักดีคำ แห่งคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

อ.ศานติศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้เอาไว้ โดยได้เขียนเป็นบทความที่ชื่อ “ศรีรามเทพนคร : สร้อยนามหรือชื่อเมือง” ลงในวารสารวิชาการของคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ที่ชื่อดำรงวิชาการ ตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ.2548 โน่นแล้ว

แต่นั่นก็เป็นเพียงข้อสันนิษฐานของ อ.ศานติท่านคนเดียว ไม่ใช่ข้อสรุปที่ใครทุกคนยอมรับร่วมกันทั้งหมด

และอันที่จริงแล้วหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่โดยตรงในการให้ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของชาติต่อประชาชนอย่างกรมศิลปากรนั้นก็ไม่ควรที่จะเลือกให้ข้อมูลเฉพาะด้านใดด้านหนึ่งต่อประชาชนเพียงแค่ด้านเดียวไม่ใช่หรือครับ?

 

อย่างน้อยที่สุด นักประวัติศาสตร์รุ่นใหญ่อย่าง อ.อาคม พัฒิยะ และ อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ก็เคยเขียนหนังสือร่วมกันในชื่อเรื่อง “ศรีรามเทพนคร : รวมความเรียงว่าด้วยประวัติศาสตร์อยุธยาตอนต้น” เอาไว้ตั้งแต่เมื่อ พ.ศ.2527 เช่นเดียวกับ อ.วินัย พงศ์ศรีเพียร ที่ตีพิมพ์หนังสือชุด “อโยธยาศรีรามเทพนครบวรทวารวดี มรดกความทรงจำแห่งสยามประเทศ” จำนวน 2 เล่มจบ ออกมาเมื่อ พ.ศ.2562

และนี่ยังไม่นับรวมถึงงานวิชาการของใครอีกหลายต่อหลายคน ที่พูดถึงศรีรามเทพนคร ในฐานะบ้านเมืองอยุธยา ในยุคก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้นเมื่อ พ.ศ.1893 ไม่ว่าจะเป็น อ.มานิต วัลลิโภดม, อ.ศรีศักร วัลลิโภดม, อ.ประยูร อุลุชาฎะ (น. ณ ปากน้ำ) และอีกเพียบ

ดังนั้น มันคงจะดีกว่านี้แน่ ถ้ากรมศิลปากรให้ข้อมูลเกี่ยวกับข้อสันนิษฐานว่า “ศรีรามเทพนคร” นั้นคืออะไร และมีใครคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับคำคำนี้บ้าง มากกว่าที่จะให้น้ำหนักไปกับข้อสันนิษฐานของใครเพียงคนเดียวอย่างที่เป็นอยู่อย่างนี้

 

แต่นี่ก็ยังไม่ใช่ปัญหาที่สำคัญที่สุดของการนิยามความหมายของอะไรที่เรียกว่า “ศรีรามเทพนคร” ในนิทรรศการครั้งนี้หรอกนะครับ

เพราะการที่นิทรรศการครั้งนี้เลือกที่จะอธิบายว่า “ศรีรามเทพนคร” คือ “ลพบุรี”

แต่ลพบุรีที่นิทรรศการนี้หมายถึงนั้น กลับครอบคลุมความหมายว่าคือศิลปะลพบุรีหรือศิลปะเขมรในประเทศไทยนั้นดูจะผิดฝาผิดตัวยิ่งกว่า

คำว่า “ศรีรามเทพนคร” ปรากฏอยู่ในศิลาจารึกที่สร้างขึ้นในวัฒนธรรมสุโขทัยอย่างน้อย 2 หลักคือ จารึกวัดศรีชุม จ.สุโขทัย และจารึกวัดเขากบ จ.นครสวรรค์ และยังมีที่เกี่ยวข้องอีกคือคำว่า “เมืองนครพระราม” ในจารึกลานทองวัดส่องคบ จ.ชัยนาท ที่น่าจะหมายถึงรัฐ หรือชื่อเมืองเดียวกันกับศรีรามเทพนคร (ในนิทรรศการได้นำจารึกวัดเขากบและจารึกลานทองวัดส่องคบมาจัดแสดงไว้ด้วย) นั้นมีอายุอยู่ในช่วงสมัยที่ไล่เลี่ยกันคือราวช่วงปลายศตวรรษของ พ.ศ.1800- ช่วงต้นศตวรรษของ พ.ศ.1900 เท่านั้น

ดังนั้น การนิยามความหมายของศรีรามเทพนคร ว่าเท่ากับศิลปะลพบุรี หรือศิลปะเขมรในประเทศไทยที่กินช่วงเวลาตั้งแต่ พ.ศ.1150-1800 และพบกระจายอยู่นอกเขต จ.ลพบุรี ไปไกลจนครอบคลุมพื้นที่ทางตอนล่างของภาคอีสานทั้งหมด จึงเป็นปัญหาแน่

เพราะต่อให้ศรีรามเทพนครคือเมืองลพบุรีจริงตามอย่างข้อสันนิษฐานของ อ.ศานติ แต่ศรีรามเทพนครก็ควรจะเป็นคำที่เพิ่งถูกเริ่มใช้เมื่อหลัง พ.ศ.1800 และใช้อยู่สั้นๆ ถึงในช่วงศตวรรษของ พ.ศ.1900 เท่านั้น

ไม่ได้เก่าแก่ไปถึง พ.ศ.1150

และไม่ได้ครอบคลุมไปถึงพื้นที่ราบสูงโคราช หรือภูมิภาคอีสานใต้แน่ๆ

“อารยธรรมวิวัฒน์ ลพบุรี-ศรีรามเทพนคร” เป็นนิทรรศการที่จัดแสดงได้อย่างสวยงาม จนน่าจูงลูกจูงหลานไปเยี่ยมชม

แต่จะยอดเยี่ยมกว่านี้อีกมาก ถ้ากรมศิลปากรเปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าชมสามารถขบคิดตีความจากข้อสันนิษฐานที่แตกต่างและหลากหลาย ด้วยข้อมูลหลักฐานที่เปิดให้ผู้รับชมสามารถแปลความหมายด้วยวิจารณญาณของตนเอง

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...