โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อสังหาริมทรัพย์

อนันดา Reaction คำสั่งศาลปกครองกลาง เพิกถอนใบอนุญาตก่อสร้างย้อนหลัง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 04 ส.ค. 2564 เวลา 10.37 น. • เผยแพร่ 04 ส.ค. 2564 เวลา 10.32 น.

“แอชตัน อโศก สุขุมวิท 21 เป็นโครงการธงของอนันดาฯ เหมือนเราโดนเสียบหัวใจ อยากให้เราตายเลย…”

คำกล่าวจากก้นบึ้งหัวใจของ “โก้-ชานนท์ เรืองกฤตยา” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) จากกรณีศาลปกครองกลางส่งข่าวแจกช่วงเย็นวันศุกร์ที่ 30 กรกฎาคม 2564 สรุปสาระสำคัญมีคำพิพากษาให้เพิกถอนใบอนุญาตก่อสร้างคอนโดมิเนียมแบรนด์ “แอชตัน อโศก สุขุมวิท 21” มูลค่าโครงการ 6,481 ล้านบาท โดยให้มีผลทางกฎหมายย้อนหลังด้วย

นำไปสู่ปฏิบัติการสื่อสารขนานใหญ่ ไพรออริตี้แรกสื่อสารไปยังลูกบ้านหรือเจ้าของร่วมโครงการแอชตัน อโศกฯ เพื่อยืนยันว่าอนันดาฯจะยืนหยัดเคียงข้างกับลูกบ้าน 578 ครอบครัว พร้อมเปิดเวทีแถลงข่าวสื่อมวลชนวันจันทร์ 2 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยมี “ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ร่วมให้ข้อมูล ดังนี้

เคลียร์สิทธิ รฟม.-EIA

โครงการแอชตัน อโศก สุขุมวิท 21 บริษัทจัดซื้อที่ดินเมื่อปี 2557 (ดูตารางไทม์ไลน์ประกอบ) ราคา ณ ปีที่ซื้อเฉลี่ยตารางวาละ 1 ล้านบาทบวกลบ ทำเลที่ดินอยู่หัวมุมแยกอโศกติดกับสถานีรถไฟฟ้า MRT บริษัทซื้อที่ดินโดยมีเอกสารสิทธิ “ฉบับแม่” หรือแปลงใหญ่แล้วซอยที่ดินแปลงย่อยออกมา

โดยยุคที่ “รฟม.-การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย” เวนคืนที่ดินในอดีตเป็นการเวนคืนที่ดินฉบับแม่หรือเวนคืนแปลงใหญ่ สิทธิในการใช้ทางเข้า-ออกจึงติดตัวมากับแปลงที่ดินด้วย ต่อมาบริษัทซื้อที่ดินบริเวณด้านหลังเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มทางเข้า-ออกโครงการ

แนวทางการพัฒนาสอดคล้องกับคอนเซ็ปต์ “TOD-Transit Oriented Development” ของรัฐบาล เป็นแนวคิดการพัฒนาอสังหาฯ ในเมืองที่มีแนวรถไฟฟ้าพาดผ่านรัฐจะส่งเสริมให้มีการก่อสร้างอาคารล้อมรอบสถานีเพื่อชักจูงให้คนหันมาใช้ระบบขนส่งมวลชนเป็นโหมดการเดินทางหลัก ลดปัญหาจราจรติดขัด

ประเด็น “ทางเข้า-ออก” โครงการอนันดาฯ ชี้แจงว่ามี 2 ทางคือ ฝั่งถนนอโศกมีความกว้าง 13 เมตร ยาว 37 เมตรติดกำแพงรั้วสยามสมาคมฯ (ผังเมืองกำหนดถนนกว้าง 12 เมตร) อีกฝั่งออกทางถนนสุขุมวิท กว้าง 6.4 เมตร

โดยฝั่งถนนอโศกที่มีการขอใช้ทางของ รฟม. แลกกับบริษัทสร้างอาคารที่จอดรถมูลค่าเกือบ 100 ล้านบาทให้ รฟม. เมื่อได้รับอนุญาตจาก รฟม.เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2557 จึงใช้เป็นเอกสารประกอบการขออนุมัติรายงานสิ่งแวดล้อม (EIA) โดยได้รับอนุมัติ EIA เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2558

และยื่นขอใบอนุญาตก่อสร้างตามมาตรา 39 ทวิจาก “เจ้าพนักงานท้องถิ่น” ในที่นี้คือสำนักการโยธา กรุงเทพมหานคร (กทม.) เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2558 จนกระทั่งในที่สุดเจ้าพนักงานก็ได้อนุญาตและบริษัทเริ่มเปิดไซต์ก่อสร้างโครงการ

9 ใบอนุญาต-8 หน่วยงาน

เบ็ดเสร็จ ตั้งแต่ซื้อที่ดิน 2 ไร่เศษในปี 2557 จนถึงสร้างเสร็จและเริ่มโอนห้องแรกในปี 2561 ใช้เวลา 4 ปีเศษ โดยมีการรวบรวมข้อมูลรายละเอียดดำเนินการ ดังนี้

“ขออนุมัติจาก 8 หน่วยงานราชการ” ได้แก่ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.), รฟม., สำนักงานเขตวัฒนา, สำนักงานที่ดินพระโขนง, สำนักการจราจรและขนส่ง กรุงเทพมหานคร (สจส.), กรมโยธาธิการและผังเมือง, สำนักงานโยธา กรุงเทพมหานคร

“ใบอนุญาต 9 ฉบับ” ได้แก่ ใบอนุญาตใช้ทาง รฟม., ใบอนุญาตเชื่อมทางสาธารณะ, ใบรับแจ้งการก่อสร้างตามมาตรา 39 ทวิ 3 ใบ, ใบรับรองเปิดใช้อาคาร (อ.6), หนังสือรับรองจดทะเบียนอาคารชุด, หนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ห้องชุด, หนังสือเห็นชอบรายงาน EIA

“ขอความเห็นก่อนดำเนินการ 7 หน่วยงาน” ได้แก่ รฟม., สำนักงานเขตวัฒนา, กองควบคุมอาคาร, สำนักการจราจร สจส., กองควบคุมอาคาร, สำนักการโยธา กทม., สำนักงานที่ดิน และ สผ.

นอกจากนี้ “ผ่านคณะกรรมการ 5 ชุด” ได้แก่ คณะกรรมการ รฟม., คณะกรรมการ คชก. (คณะผู้ชำนาญการ รายงาน EIA), คณะกรรมการพิจารณาความถูกต้องตามกฎหมายของแบบ สำนักควบคุมอาคาร, คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของกรมโยธาธิการและผังเมือง, คณะกรรมการตรวจทรัพย์ส่วนกลาง

ข้อมูลเพิ่มเติมคือ นอกจากแอชตัน อโศก สุขุมวิท 21 แล้ว ยังมีโครงการลักษณะคล้ายกันอย่างน้อย 13 โครงการ โดยเป็นคอนโดฯที่ขอใช้ทาง รฟม. 6 โครงการ

อยากจะให้เห็นว่าตอนที่เราทำใบอนุญาตเราอนุมัติจาก 8 หน่วยงาน ภาครัฐเองก็มีการกลั่นกรองว่าทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมายหมด เช่น สำนักงานนโยบายสิ่งแวดล้อมก็ตรวจ ต้องปรับโน่นปรับนี่ก็ปรับให้ที่ถูกต้อง แล้ว รฟม. เขตวัฒนา เขตพระโขนง จราจร กทม. กรมโยธาธิการและผังเมือง กรมที่ดิน สำนักงานทุกสำนักต้องตรวจเอกสารหมด ใบอนุญาต 9 ฉบับ ใบอนุญาตขอทางของ กทม.เชื่อมทางของสาธารณะ ขออนุญาตงานก่อสร้างมาตรา 39 ทวิ อันนี้ก็ต้องทำต่อ หนังสือเห็นชอบของ EIA อนุญาตทุกใบครบถ้วนหมด

“คดีดำ” รับฟ้องปี 2559

ในระหว่างการก่อสร้างโครงการ ปรากฏว่าวันที่ 2 มิถุนายน 2559 สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนร่วมกับประชาชนที่อาศัยใกล้เคียง 15 รายฟ้องต่อศาลปกครองกลาง หมายเลขคดีดำ ส 53/2559 และวันที่ 12 ตุลาคม 2560 โจทก์ได้ยื่นคำขอให้ออกคำสั่งระงับการก่อสร้าง อย่างไรก็ตาม วันที่ 30 เมษายน 2561 มีคำสั่งยกคำขอที่อยากให้ระงับการก่อสร้าง

บริษัทมีการก่อสร้างโครงการจนแล้วเสร็จ จากนั้นจึงได้ไปขอใบรับรองการก่อสร้างหรือเอกสาร อ.6 ซึ่งเป็นเอกสารขอเปิดใช้อาคารเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2561 อย่างไรก็ตาม เจ้าพนักงานท้องถิ่นใช้เวลาพิจารณาตามสมควรในดุลพินิจ และเกรงว่าอาจจะมีผลกระทบ เนื่องจากมีคดีความอยู่ในระบบศาลปกครองกลาง จึงไม่ออกใบอนุญาตให้ในทันที โดยปฏิเสธการออกเอกสาร อ.6 เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561

“ทุกคนคงจำได้นะครับ ตอนนั้นผมก็ตกใจเหมือนกัน (ไม่ออกเอกสาร อ.6) ผมก็เข้าใจว่าศาลปกครองกลางเป็นศาลของรัฐ ผมก็มองว่าเป็นเรื่องรัฐกับรัฐต้องเคลียร์กันเอง ผู้บริหารบ้านใหญ่ก็คือรัฐ ก็ต้องเคลียร์กันเอง ประชาชน ผู้ประกอบการขออนุญาตทุกแผนกถูกต้องแล้วแต่ ปรากฏว่าเปิดอาคารไม่ได้ สร้างเสร็จแล้วแต่โอนไม่ได้ภายในสิ้นปี 2560…”

อาจกล่าวได้ว่ารอยต่อปี 2560-2561 ที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นปฏิเสธการออกเอกสาร อ.6 เป็นวิกฤตครั้งแรกของคอนโดฯแอชตัน อโศกฯ

“อย่างแรกเลยเราก็เทกแคร์ลูกค้าก่อน ขายไปเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ มีคนที่ไม่สบายใจ เราก็ไปขออุทธรณ์เพราะเข้าใจเจ้าพนักงาน กทม.ว่าเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนแล้วจะให้ปฏิบัติยังไง เขาก็กลัวโดนฟ้อง จำได้ว่าผมไปพร้อมทนายที่สำนักโยธาผังเมืองกลาง สำนักงานอุทธรณ์ใหญ่ ก็ต้องไปพรีเซนต์เองเลย ขอความเห็นใจเลยว่าผมลงทุนกับมิตซุย ฟูโดซังด้วยนะ เราทำทุกอย่างถูกต้อง ทำไมมันยืดเยื้อ… ผลของการอุทธรณ์ก็เปิดทางให้ กทม.สามารถเซ็นได้ กทม.ก็สบายใจขึ้น ก็เลยเริ่มโอนกรรมสิทธิ์ได้”

รีโมเดลขาย-โอนลูกค้า

ปัจจุบันโครงการที่มีห้องรวม 783 โอนแล้ว 578 ห้อง สัดส่วน 87% มูลค่าโอน 5,639 ล้านบาท แบ่งเป็นลูกค้าคนไทย 438 ห้อง กับลูกค้าต่างชาติ 140 ห้อง สัญชาติผู้ซื้อจาก 20 ประเทศทั่วโลก โดยอนันดาฯต้องรีโมเดลกระบวนการขายและโอนใหม่สำหรับโครงการนี้โดยเฉพาะ

“ตอนโอนเราก็โอนได้ แล้วเราก็บอกลูกค้าด้วยว่ามีเรื่องอยู่ (คดีศาลปกครองกลาง) ไม่จบ ถ้าไม่สบายใจก็คืนตังค์ได้ เราก็ไว้วางใจรัฐบาลถ้าเปิดอาคารได้ ออกโฉนดย่อยได้ก็น่าจะเคลียร์กันได้ แต่ล่าสุดก็มีการพิพากษาศาลปกครองขั้นต้นว่าไม่ถูกต้อง”

สำหรับ “ลูกค้าทั้งเก่าและใหม่” บริษัทได้แจ้งและจัดทำบันทึกเปิดเผยข้อมูลการถูกฟ้องคดีให้ลูกค้าทราบทุกราย

“เราทำงานกับชาวญี่ปุ่น นักลงทุนสถาบันญี่ปุ่นเข้มเรื่องพวกนี้ตลอด ผมโดนตรวจมาตลอด ผ่านทุกคณะกรรมการของแต่ละหน่วยงาน เราบอกตั้งแต่ต้นว่าโครงการใหญ่ขนาดนี้เรือธงของอนันดาฯเลยนะ ที่แปลงนี้ก็แพงมาก เราก็สืบว่าก็มีโครงการอื่นคล้าย ๆ กัน หน่วยงานราชการก็เช็กเราทั้งหมด ผู้บริหารต่าง ๆ ของรัฐเช็กเราทั้งหมดเลย”

ลูกค้าไทยมึน-ห่วงผ่อนแบงก์

“ชานนท์” ระบุด้วยว่า ในส่วนคำพิพากษาก็ออกมาชัดเจน อ่านในคำพิพากษาจะบอกหลักของการพิพากษาว่าที่ดินที่ได้มาจากการเวนคืนไม่สามารถขยายถนน ถนนเวนคืนมาทำรถไฟฟ้าอย่างเดียว คุณ (รฟม.) ไม่สามารถให้คนอื่นใช้ร่วมได้ ใ

นขณะที่ถ้าเป็น รฟม. ก็บอกว่าต้องการอาคารจอดรถมาแลกกันจาก TOD ผมว่ามันก็เมกเซนส์ เพราะไม่อย่างนั้นสร้างรถไฟฟ้าเยอะไปทำไม ในอนาคตจะมี 300 สถานีรถไฟฟ้าทั่วกรุงเทพฯ แล้วอย่างนี้ถ้าไปบังที่ดินตาบอดแล้วไม่ให้เขา (โครงการ) เข้าออกเลยหรือ

“เราสุจริตใจทำงานมาตลอด โปร่งใส ขั้นตอนครบถ้วน โดนตรวจแล้วตรวจอีก ภายในออฟฟิศฝั่งกรรมการอิสระฝั่งมิตซุยตรวจสอบผมเต็มที่ สถานการณ์ตั้งแต่วันศุกร์กลางคืนก็เห็นข่าวพวกนี้ จ๋อยกันไหมครับ จ๋อยครับ เศร้าไหม…เศร้า นักลงทุน ลูกค้าจะคิดกับเรายังไง เราจะเรสปอนส์ไปยังไง เราก็เห็นว่าเหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์ของสังคม เราจะเทกแคร์ลูกค้ายังไง”

ไทม์ไลน์ที่อนันดาฯ reaction ผลคำพิพากษาศาลปกครองกลาง วันเสาร์ที่ 31 กรกฎาคม 2564 ปรึกษาทีมงาน ทำคลิปแจ้งเจ้าของร่วมในคอนโดฯก่อน เราต้องช่วยลูกค้า วันอาทิตย์ที่ 1 สิงหาคมก็มีการพบกับลูกค้า ผมว่ามีคนที่เห็นใจร่วมกันมากกว่าจะโดนมองว่าเราเป็นจำเลยเป็นคนที่ทำผิด ตอนนี้กลายเป็นว่าอนันดาฯดูเหมือนเป็นจำเลยไปแล้วในสังคม

“ก็ขอความเมตตาหน่อยนะครับว่าในศาลปกครอง ศัพท์กฎหมายเรียกว่าผู้ร้องสอด ผมก็ได้เรียนกฎหมายทางตรงจากของจริงในครั้งนี้ เมื่อวานที่ไปเจอลูกค้าก็เศร้าใจมาก เขาถามว่าจะจบเมื่อไหร่ จะผ่อนแบงก์ยังไง จะรีไฟแนนซ์ยังไง เราก็น้อมรับทุกอย่าง คำตอบที่ตอบได้ก็พยายามตอบอย่างดีที่สุด ถ้าตึกโดนรื้อแล้วยังไงต่อ ก็ชวนกันไปขอคุยกับภาครัฐไหม

ผมเอาหลักเบสิกของผมก่อน เราขออนุญาตถูกต้องทุกอย่างหมด มันเกิดจากสุดวิสัยของผมจริง ๆ ผมไม่ได้คิดว่ามันจะอย่างนี้ มันไม่เคยเกิดมาก่อน แล้วจะทำยังไงดีจะทุบไหม ผมก็ตอบไม่ถูกเลยว่ายังไง ลูกค้าก็ถามว่าควรจะผ่อนแบงก์ไหม ผ่อนไปแล้วจะได้อะไร แล้วจะช่วยยังไง ก็พยายามจะทำหน้าที่ของอนันดาฯดีที่สุดแล้วกันนะครับ ตอนนี้ก็เตรียมกระจายข่าวกับลูกค้าให้มากที่สุด”

ต่างชาติ 20 ประเทศไปต่อยังไง

ถัดมา “ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต” ซีอีโอสายพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ อนันดาฯ เป็นคนจั่วหัว #SaveAshtonAsoke แต่จริง ๆ มองลึกซึ้งไปกว่านั้นว่าเป็นการ save เศรษฐกิจ save ธุรกิจอสังหาฯด้วย

“เคสนี้จะเป็นโดมิโนเอฟเฟ็กต์ที่ไปสู่ทุก ๆ วงการ ทุกภาคธุรกิจด้วย ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม คอนโดฯ ห้างสรรพสินค้า รวมถึงบ้านจัดสรรทั้งหมดที่มีการเชื่อมทางกับภาครัฐ”

นอกจากนี้ ลูกค้ารับโอนแล้ว 578 ครอบครัว รวม 666 ยูนิต เป็นกรรมสิทธิ์ลูกค้าต่างชาติ 140 ห้อง 20 สัญชาติ จากจีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน แคนาดา อังกฤษ ฝรั่งเศส อเมริกัน อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย

“ลองคิดดูว่าลูกค้ากลุ่มนี้จะไปคุยกับสถานทูตเขายังไง เขาจะสื่อสัญญาณประเทศเขาว่าซื้อโอนที่ดินเรียบร้อยเสร็จแล้ว มาอยู่แล้ว 2 ปี แต่ทำไมระบบเอกสารประเทศไทยที่มีระบบการกลั่นกรอง ทำไมมีเคสอย่างนี้ขึ้นมาได้อย่างไร”

บรรทัดสุดท้ายของ “ชานนท์” CEO อนันดาฯ ฝากไว้ว่า“ผมอยากจะพูดจากใจนะครับว่าผมไม่ใช่เป็นนักกฎหมาย ผมเป็นประชาชนคนหนึ่ง เป็นผู้บริหารคนหนึ่งที่มีความตั้งใจอยากพัฒนาประเทศ เรื่องอย่างนี้มันไม่ควรจะให้เกิดขึ้นจริง ๆ ในระบบจัดการของบ้านเมืองเรา”

และ “เราก็รู้ว่าวิกฤตเศรษฐกิจตอนนี้ ยุคโควิดอสังหาฯก็เหนื่อยอยู่แล้ว มาเจอเรื่องนี้มันตอกย้ำอยากให้เราตายเร็ว ๆ เลยใช่ไหม เราต้องเลือกคิดว่าเราจะพัฒนาประเทศต่อหรือเปล่า ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ต้องฟ้องร้องกัน”

บทสรุปที่ฟันธงก็คือ “เคสนี้ผมมองว่านี่คืออุกกาบาตที่จะครีเอตสึนามิของเศรษฐกิจมหาศาล กระทบความมั่นใจทุกอย่าง ลูกค้าที่โอนไปแล้ว 500-600 ครอบครัวจะให้ผมตอบยังไง แล้วผมก็ไม่อยากจะมีเรื่องกับรัฐ…”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...