เลือกอย่างไรว่าควรไปพบจิตแพทย์ที่ไหนดี - หมอเอิ้น พิยะดา
เมื่อครั้งที่หมอได้ไปให้ความรู้ที่คณะวิศวะของมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง
ในเรื่อง “เปลี่ยนความเศร้าเป็นความสุข” การที่ต้องพูดคุยเรื่องของอารมณ์กับกลุ่มคน ที่ใช้เรื่องของฐานคิดเป็นหลัก เป็นสิ่งที่ท้าทายและสนุกมาก เพราะหมอไม่ได้อยากให้คนที่ฟังได้แค่ในเรื่องของอาการ หรือจดจำข้อกำหนดของการวินิจฉัย
แต่ปรารถนาจะให้คนปกติเหล่านี้เข้าใจในความคิดและความรู้สึกของคนเป็นโรคซึมเศร้า เพื่อว่าสักวันนึงตัวเองหรือคนข้างกายตกหลุมอากาศเป็นโรคซึมเศร้าก็จะได้เข้าใจ และรับมือได้อย่างถูกต้อง
หมอใช้กระบวนการของการดูมิวสิควีดีโอ และเรื่องเล่าผ่านบทเพลงมาช่วยในการบรรยาย ผลปรากฏว่าศิลปะคือคำตอบของการเชื่อมโยงโลกของความคิดและความรู้สึกได้ดีทีเดียว เมื่อประตูใจของเหล่าวิศวะเปิดออก คำถามเกี่ยวกับจิตใจจึงพลั่งพลูออกมามากมาย มีคำถามที่ดูเหมือนจะเป็นบทสรุปของการบรรยาย และเป็นที่สนใจของคนในคลาสคือ
“ถ้าเราต้องการไปพบจิตแพทย์เราจะไปพบได้อย่างไร แล้วเลือกไปที่ไหนดี?”
เรื่องนี้ถือว่าเป็นนี้เป็นข้อดีของอินเตอร์เน็ต หากเราอยู่ในพื้นที่ไหนเราก็สามารถหาข้อมูลจิตแพทย์ที่อยู่โรงพยาบาลประจำจังหวัด หรือข้อมูลจิตแพทย์ที่ทำงานอยู่ใกล้เคียงเราได้เลย แต่สถานพยาบาลที่จิตแพทย์ทำงานอยู่มีอยู่หลายประเภทแล้วเราต้องการไปรักษาที่สถานพยาบาลประเภทไหน?
- คลินิก ( ข้อดีคือนัดเวลาแน่นอนได้ ,ประหยัดเวลา,หมอมีเวลาพูดคุยมากกว่าเพราะจำนวนผู้ป่วยไม่มาก
ข้อเสียคือ ต้องจ่ายค่ารักษาเองทั้งหมด และราคาสูงเพราะจิตแพทย์ต้องใช้เวลาต่อคนค่อนข้างมากกว่าการตรวจปกติและรับรักษาได้จำกัด
- โรงพยาบาลเอกชน ( ข้อดีคือมีระบบการนัดกับแพทย์เจ้าของไข้ที่ชัดเจน , บางโรงพยาบาลมีทีมนักจิตวิทยาในการรักษาด้วย ข้อเสียคือ ต้องเสียค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด ราคาค่อนข้างสูง)
- โรงพยาบาลรัฐทั่วไป : เดี๋ยวนี้โรงพยาบาลทางกายทั่วไปมักจะมีจิตแพทย์ประจำโรงพยาบาล แม้ว่าจะจำนวนไม่มากเท่าโรงพยาบาลของกรมสุขภาพจิต หรือหากไม่มีก็จะมีพยาบาลที่ผ่านการอบรมเรื่องของจิตเวชและการให้คำปรึกษาอยู่ และก็มียารักษาเบื้องต้น
( ข้อดีคือ ประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก ๆ เพราะเราสามารถใช้สิทธิการรักษาเบื้องต้นได้ ไม่ว่าจะเป็นบัตรทอง ประกันสังคม เบิกตรง เป็นต้น) เป็นจุดเริ่มต้นการรักษาที่ดีหากเป็นโรงพยาบาลที่เรามีสิทธิการรักษาอยู่ เพราะเมื่อแพทย์ประเมินแล้วว่าเกินความสามารถในการดูแลรักษา เราจะถูกส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลที่มีความสามารถมากกว่าโดยสะดวกและมีสิทธิการการรักษาคุ้มครอง เพราะมีระบบรองรับ
(ข้อเสียคือ : อาจไม่ได้พบแพทย์คนเดิม ระยะเวลารอคอยยาวนาน แพทย์อาจมีเวลาตรวจรักษาสั้น ไม่มีทีมรักษาที่ครบครัน เพราะจำนวนผู้ป่วยที่มาก แพทย์ที่น้อย)
- โรงพยาบาลรัฐที่อยู่ในเครือกรมสุขภาพจิต : กรมสุขภาพจิตมีโรงพยาบาลรัฐที่เป็นโรงพยาบาลเฉพาะด้านทางด้านจิตเวชในสังกัดกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศไทย ซึ่งเราสามารถหาข้อมูลโรงพยาบาลที่ใกล้เคียงเราได้ที่เว็บไซด์ของกรมสุขภาพจิต หรือโทรถามได้ที่ 1323
( ข้อดีคือ : เราจะได้พบจิตแพทย์โดยตรงแน่นอน โรงพยาบาลมีทีมสหวิชาชีพเช่นนักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ นักกิจกรรมบำบัดเป็นทีมครบครัน มีหอผู้ป่วยที่รองรับผู้ป่วยที่มีอาการหนัก , ไม่ต้องกังวลเรื่องค่ารักษาเพราะสิทธิการรักษาได้เมื่อมีหนังสือส่งตัวจากโรงพยาบาลต้นสังกัด )
(ข้อเสียคือ : ไม่ได้มีอยู่ในทุกจังหวัด ผู้ป่วยรับบริการมีจำนวนมากอาจต้องใช้เวลารอคอยและระยะเวลาในการตรวจแล้วแต่กรณีและจำนวนผู้ป่วยในวันนั้น, มีโอกาสที่จะไม่ได้พบแพทย์คนเดิมตลอด )
ดังนั้น เราสามารถเลือกสถานพยาบาลที่จะรักษาได้ให้เหมาะสมกับบริบทชีวิตของเรา
เพราะเรื่องของสุขภาพจิตใจไม่ใช่สิ่งที่แก้ไขได้ในวันเดียว ดังนั้นการรักษาแต่ละครั้งอาจใช้ระยะเวลาหลายเดือน จนถึงหลายปีและอาจไม่มีที่ๆดีที่สุด แต่เป็นที่ที่เหมาะสมที่สุด
สิ่งสำคัญนอกจากการรักษาที่ไหนดี การรักษากับใครก็สำคัญ จิตแพทย์เป็นสาขาการแพทย์ที่ทั้งผู้ป่วยและแพทย์สามารถเลือกได้ว่าจะรักษาหรือไม่รักษาร่วมกันได้ เนื่องด้วยในกระบวนการรักษาต้องมีความรู้สึกเชื่อใจและไว้วางใจเป็นพื้นฐาน หากแพทย์มีบุคลิกลักษณะบางอย่างที่คล้ายกับคนที่ผู้มารับการรักษาเคยมีอคติด้วย หรือเรื่องราวของผู้มารับรักษาก็เป็นปัญหาที่จิตแพทย์เองก็ยังไม่สามารถแก้ไขตัวเองได้
การรักษาอาจไม่เป็นผล ดังนั้นทั้งจิตแพทย์และผู้ป่วยสามารถปฏิเสธกันได้เป็นปกติเพื่อประโยชน์ในการดูแลจิตใจกันและกัน
ครั้งหน้าเดี๋ยวหมอจะเล่าให้ฟังว่า
กว่าจะมาเป็นจิตแพทย์ต้องผ่านการเรียนรู้อะไรบ้าง
เพื่อให้เราเข้าใจได้ว่าจิตแพทย์แท้จริงแล้วทำหน้าที่อะไรและดูแลจิตใจเราได้อย่างไร
--
ติดตามบทความใหม่ ๆ จาก หมอเอิ้น พิยะดา ได้ทุกวันพฤหัสบดี บน LINE TODAY