รถไฟไทย-จีน VS ไฮสปีด CP สายไหนจะสร้างเสร็จก่อนกัน
คอลัมน์ ชั้น 5 ประชาชาติ ประเสริฐ จารึก
สถานการณ์การเมือง น่าจะเข้าทำนองคำโบร่ำโบราณที่ว่า “ศัตรูผูกอาฆาตมันง่าย จะให้ปรองดองกันมันยาก”
แต่ไม่ว่า “การเมือง-เศรษฐกิจ” จะเดินไปทิศทางไหน การลงทุนพัฒนาประเทศยังต้องเดินหน้าต่อ แม้ว่าจะมีชะลอไปบ้างจากปัญหาอุปสรรคระหว่างทาง
กำลังเร่งกันเป็นมือระวิง โครงการรถไฟความเร็วสูง 2 สายแรกของประเทศไทย จะเชื่อมโยงใจกลางกรุงเทพฯไปยังภาคอีสานและภาคตะวันออก ที่อยู่ภายใต้การดำเนินการของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.)
สายแรก “กรุงเทพฯ-นครราชสีมา” เป็นความร่วมมือของ 2 มิตรประเทศ ระหว่างรัฐบาลไทย-รัฐบาลจีน ที่กระชับความสัมพันธ์ที่มีต่อกันมายาวนานด้วยรถไฟความเร็วสูง
ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ Belt and Road Initiative เส้นทางสายไหมศตวรรษที่ 21 จะเชื่อมภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทะลุไปถึงยุโรปด้วยรถไฟ
จากภูมิศาสตร์ของประเทศไทยที่เป็นศูนย์กลางของอาเซียน ทำให้ “รัฐบาล” ทุ่มพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมขนส่งมารองรับ อัพขีดความสามารถของไทยให้แข่งขันกับนานาประเทศ และรถไฟความเร็วสูงเป็นหนึ่งในลิสต์
ตามแผน “รัฐบาลไทย” จะสร้างจากกรุงเทพฯ-หนองคาย เชื่อม “รถไฟความเร็วสูงลาว-จีน” ที่วิ่งจากคุณหมิงลงมาจ่ออยู่ “เวียงจันทน์” ปัจจุบันกำลังโหมสร้าง นับวันถอยหลังเปิดบริการเดือนธันวาคม 2564
แต่เพราะต้องใช้เงินลงทุนมากถึง 431,759 ล้านบาท จึงตัดสร้างเฟสแรก 253 กม. ถึง“นครราชสีมา” โดยรัฐบาลประยุทธ์ประกาศลงทุนเอง 179,412 ล้านบาท
มีฝ่ายจีนรับผิดชอบการออกแบบ คุมการก่อสร้าง จัดหาระบบ ขบวนรถ ฝึกอบรวมบุคลากรป้อนโครงการ
จากเซ็น MOU เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2557 กว่าจะได้เริ่มต้นโครงการก็เข้าสู่ปี 2560 โดย ร.ฟ.ท.ระดมรับเหมาไทย-เทศก่อสร้าง 14 สัญญา มี“กรมทางหลวง” ประเดิมสร้างคันทางให้ 3.5 กม.จากสถานีกลางดง-ปางอโศก เพิ่งเสร็จหมาด ๆ เดือนกันยายน 2563
กำลังสร้างช่วงสีคิ้ว-กุดจิก ระยะทาง 11 กม. มีความคืบหน้า 42% แต่ยังล่าช้าจากแผน ส่วนที่เหลือรอเซ็นสัญญากับผู้รับเหมา อนุมัติรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) ของช่วงกรุงเทพฯ-ภาชี
แต่มีเรื่องน่ายินดีระหว่างรอตอกเข็มตลอดสาย จากการปิดดีลเซ็นสัญญาซื้อลอตใหญ่ระบบและขบวนรถไฟความเร็วสูง 48 ตู้ วงเงิน 50,633ล้านบาท จาก“CRRC” ผู้ผลิตรถไฟฟ้ารายใหญ่จากจีน
เป็นการล็อกราคาไว้ล่วงหน้า ก่อนที่จะขยับไปมากกว่านี้
โดยจีนเสนอรถไฟหัวกระสุนรุ่นใหม่ “ฟู่ซิงเฮ่า” หมายถึง การผงาด ด้วยความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. แทนรุ่น“เหอเสีย” หมายถึง ความสามัคคี
ดูแล้วงานระบบไม่น่าห่วง น่าลุ้นต่อคือ งานก่อสร้างที่ยังไม่ได้ฤกษ์ตอกเสาเข็มตลอดทั้งสาย จะเริ่มนับหนึ่งในปีหน้าอย่างที่ ร.ฟ.ท.การันตีได้หรือไม่ เพราะยังมีการเวนคืนที่ดิน และ EIA ที่ยังเคลียร์ไม่จบ
หรือถึงจะเริ่มนับหนึ่งได้สำเร็จ แต่การแบ่งสร้างหลายสัญญา ว่ากันว่าอาจจะสร้างเสร็จแบบฟันหลอ จากการผู้รับเหมาขอต่อเวลา จากจะสร้างเสร็จในปี 2568 อาจจะขยับออกไปอีกก็เป็นได้
ไม่ต่างจาก“รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน” ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา โครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน ได้เจ้าสัว ซี.พี.มาลงทุน 224,544 ล้านบาท รับสัมปทาน 50 ปี
ล่าสุดหลังมีแนวโน้มจะปรับตำแหน่งสถานีใหม่ อาจจะทำให้การเดินหน้าโครงการล่าช้าออกไปได้ จากการทำรายงาน EIA เพิ่มเติม
จากกำหนดเดิม ร.ฟ.ท.ต้องส่งมอบพื้นที่ก่อสร้างเฟสแรก “สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา” ภายในเดือนตุลาคม 2564 แล้วสร้างให้เสร็จใน 5 ปี เปิดบริการภายในปี 2569 ส่วนช่วงพญาไท-ดอนเมือง จะส่งมอบพื้นที่ภายในปี 2566 พร้อมเปิดบริการปี 2571
ว่ากันว่า หากรถไฟสายนี้ได้เริ่มต้นนับหนึ่ง น่าจะเดินเครื่องก่อสร้างได้เร็วกว่า“รถไฟไทย-จีน” เพราะเป็นการลงทุนของเอกชน ดังนั้น“เวลา” จึงเป็นสิ่งมีค่า ถ้าช้าแม้แต่วันเดียว ส่งผลกระทบต่อภาระดอกเบี้ยที่กู้มาลงทุน
ถึงจะคิกออฟคนละเวลา แต่ก็เป็นที่จับตาว่า “สายไหน” จะสร้างเสร็จก่อนกัน เพื่อปักหมุดชื่อเป็นรถไฟความเร็วสูงสายแรกของประเทศไทย !