โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ช่วงผลัดแผ่นดิน เจ้าฟ้ามงกุฎฯ ถูก "ข่มขู่" ถึงกับ "พระบังคนไหลออกมาเปียกสบงเป็นครึ่งผืน"

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 03 ธ.ค. 2565 เวลา 17.58 น. • เผยแพร่ 03 ธ.ค. 2565 เวลา 17.54 น.
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4

การผลัดแผ่นดินหลังจากพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยสวรรคตนั้น เป็นที่ทราบกันดีว่าพระราชโอรสพระองค์ใหญ่คือกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ได้ครองราชย์สืบต่อมา อย่างไรก็ตาม ผู้มีสิทธิแห่งราชบัลลังก์อีกพระองค์หนึ่งคือเจ้าฟ้ามงกุฎฯ โดยในช่วงการผลัดแผ่นดินนั้นเกิดเหตุการณ์ “ขมขู่” พระองค์ในเรื่องราชสมบัตินี้ ซึ่งที่มีการบันทึกไว้เป็นหลักฐานจากหลายแห่ง

ในบทความเรื่อง “ฆาตกรรมวังหลวง : คดีลอบปลงพระชนม์รัชกาลที่ 2 จริงหรือลือ?” ของปรามินทร์ เครือทอง ฉบับพฤศจิกายน 2555 ได้กล่าวถึง “แผนกำจัดเจ้าฟ้ามงกุฎฯ” ซึ่งได้ชี้ให้เห็นว่า ช่วงเวลานั้นเจ้าฟ้ามงกุฎฯ ขณะบวชเป็นภิกษุอยู่นั้นถูก“ข่มขู่” จนถึงขั้น “พระบังคนไหลออกมาเปียกสบงเป็นครึ่งผืน” เลยทีเดียว ดังข้อความที่คัดมาบางส่วน ดังนี้

จอห์น ครอว์ฟอร์ด ทูตของรัฐบาลอังกฤษที่เดินทางเข้ามาเจรจาการค้ากับสยามในสมัยรัชกาลที่ 2 ได้เข้าใจและยืนยันสิทธิอันชอบธรรมของเจ้าฟ้ามงกุฎฯ ไว้ในจดหมายฉบับหนึ่งลงวันที่ 19 พฤศจิกายน ค.ศ. 1824 หลังจากทราบข่าวว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเสด็จสวรรคตไปแล้วราว 4 เดือน

“เมื่อได้สอบถามเรื่องทางกรุงสยามได้ความว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแห่งประเทศนั้นได้เสด็จสวรรคตเสียแล้ว และเมื่อเป็นเช่นนี้ก็มีสิทธิที่จะได้รับการยกหนี้ที่ติดค้างให้ กับได้รับการยืนยันว่า กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์พระราชโอรสตามกฎหมาย ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มของพระองค์ให้เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ ซึ่งเป็นการขัดกันกับสิทธิของเจ้าฟ้า ซึ่งเป็นโอรสของพระเจ้ากรุงสยามที่ประสูติกับพระมเหสี และเป็นผู้ที่พระเจ้ากรุงสยามได้ทรงฝึกปรนหวังจะให้เป็นผู้สืบราชสมบัติ” [1]

เมื่อเป็นเช่นนี้แผนการ “สร้างทางลัด” จึงบังเกิดขึ้น

อย่างไรก็ดี มีความเข้าใจผิดกันพอสมควรว่า “หลัง” จากเกิดเหตุการณ์สวรรคตขึ้นจึงมีการบีบบังคับให้เจ้าฟ้ามงกุฎฯ ออกผนวช แม้แต่ ส.ธรรมยศ ก็เข้าใจผิดเช่นกัน “เจ้าจอมมารดาเรียมคือผู้วางแผนการเปลี่ยนพระมหากษัตริย์ครั้งกระนั้น ตลอดจนจัดการให้เจ้าฟ้ามงกุฎฯ ทรงอุปสมบทโดยทันทีทันใด” อันที่จริงเวลาที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเสด็จสวรรคตนั้น เจ้าฟ้ามงกุฎฯ ทรงผนวชอยู่ก่อนแล้วประมาณ 2 สัปดาห์ ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ตรงนี้ แต่อยู่ที่ทรงตัดสินใจ “ไม่สึก” ต่างหาก

ซึ่งการ “ไม่สึก” และ “ยอมถอย” นั้น คือการรักษาตัวรอดจากสถานการณ์อันสุ่มเสี่ยงต่อพระชนมชีพแน่นอน เพราะเป็นที่ทราบดีว่ากําลัง อํานาจ และบารมีของกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์เวลานั้นมีอยู่ล้นพ้นแผ่นดิน

ส่วนการตัดสินพระทัยที่จะถอยนั้น อ้างกัน 2 กระแส คือ มีทั้งทรงตัดสินพระทัยที่จะถอยเอง หรือได้รับคําแนะนําจาก “ผู้ใหญ่” ให้ถอย กับกระแสที่ว่าทรงถูก “ข่มขู่” ให้ถอย ซึ่งน่าจะเป็นจริงทั้งคู่ เพราะมีหลักฐานยืนยันเหตุผลทั้งสองนี้อย่างค่อนข้างชัดเจน

คือเมื่อเกิด “กรณีสวรรคต” ขึ้น ก็มีกระแสขึ้นในทันทีว่า พระบรมวงศานุวงศ์ส่วนหนึ่งกับขุนนางอํามาตย์ชั้นผู้ใหญ่คิดจะถวายราชสมบัติให้กับกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ทางด้านทูลกระหม่อมพระ “วชิรญาณภิกขุ” จึงนําความเข้ากราบทูลปรึกษา “ผู้ใหญ่” ได้ความมาดังนี้

“ตรัสปรึกษาเจ้าฟ้ากรมขุนอิศรานุรักษ์ซึ่งเป็นพระเจ้าน้าพระองค์น้อย ทูลแนะนําว่าควรจะคิดเอาราชสมบัติตามที่มีสิทธิ์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ทรงเห็นชอบด้วย ไปทูลปรึกษากรมหมื่นนุชิตชิโนรสพระปิตุลา ซึ่งทรงผนวชอยู่ กับทั้งกรมหมื่นเดชอดิศรพระเชษฐา ซึ่งทรงนับถือมาก ทั้งสองพระองค์นั้น ตรัสว่าไม่ใช่เวลาควรจะปรารถนา อย่าหวงราชสมบัติดีกว่า” [2]

แต่ ส.ธรรมยศ สงสัยว่าการ “ไม่สึก” นั้น น่าจะเป็นเพราะทรงถูก “ข่มขู่” จนต้องบวชหนีราชภัยตามธรรมเนียมโบราณ

“ข้อน่าสงสัยประการแรกคือการทรงอุปสมบทต่อของเจ้าฟ้ามงกุฎฯ ที่ได้กระทํากันอย่างรีบด่วนคล้ายกับมีการขู่เข็ญอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือมีคําเตือนให้เอาพระชนม์รอดด้วยความหวังดี” [3]

นอกจากนี้ยังมีบันทึกเหตุการณ์เรื่องการ “ข่มขู่” อีกชิ้นหนึ่ง กล่าวว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์ “กรณีสวรรคต” ขึ้น เจ้าฟ้ามงกุฎฯ ทรงถูกลวงว่ามีพระบรมราชโองการให้เข้าเฝ้า แต่พอเสด็จมาถึงพระราชวังหลวงก็ถูกกักตัวไว้ในพระอุโบสถก่อน

จึ่งบทะจรสู่เวิ้ง วังหลวง

อมาตย์เท็จเชีญเสด็จลวง ลอบอ้าง

โองการท่านเรียกดวง ปิยะดนุช ะซีเอย

ด่วนใฝ่เฝ้าเจ้าช้าง ชนกมื้อดูรามัย ฯ

เขาเชีญไปวัดแก้ว มรกฎ อกอา

พักณพระอุโบสถ ก่อนเฝ้า

หับทวารส่งทหารปด เป็นรัก ขารา

ฉุกละหุกกลับรุกเร้า รวบรังขังคุม พระเอย ฯ [4]

ครั้นเมื่อทรงได้รับอนุญาตให้เข้าถวายบังคมพระบรมศพได้ ก็ทรงถูก “ข่มขู่” อีกจนขวัญเสียเลยทีเดียว

“พระจอมเกล้าฯ เสด็จเข้าไปพอเห็นสวรรคตแล้วก็ทรงพระกรรแสงโฮขึ้น หม่อมไกรสรก็เข้าไปกอดไว้แล้วคลําดู ดูที่จีวรกลัวจะซ่อนพระแสงเข้าไป พระจอมเกล้าฯ ก็ตกพระทัยรับสั่งว่าขอชีวิตไว้อย่าฆ่าเสียเลย พระนั่งเกล้าฯ รับสั่งว่าท่านอย่ากลัว ไม่มีใครทําอะไรหรอกอย่าตกพระทัย พี่น้องกันทั้งนั้น ทําอย่างไรได้เวลานั้นโดยท่านตกพระทัย พระบังคลไหลออกมาเปียกสบงเป็นครึ่งผืน”** [5]

ปฏิบัติการข่มขู่นี้นําไปสู่การผนวชต่อยาวนานถึง 27 ปี หรือตลอดรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เชิงอรรถ :

[1] ไพโรจน์ เกษแม่นกิจ (แปล). เอกสารของครอว์ฟอร์ด. (กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2515), น. 196.

[2] สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ. ความทรงจำ. น. 63.

[3] ส. ธรรมยศ. REX SIAMEN SIUM หรือพระเจ้ากรุงสยาม. น. 101

[4] กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์. มหามงกุฎราชคุณานุสรณ์. (พระนคร : ในงานพระราชทานเพลิงศพ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวัลลภาเทวี, 2495), น. 48.

[5] พระยาสาปกิจโกศล (โหมด อมาตยกุล). “บันทึกความทรงจำ,” ใน 331 ปี สกุลอมาตย์ และ 73 ปี แห่งการพระราชทานนามสกุลอมาตยกุล. (กรุงเทพฯ : เรือนแก้วการพิมพ์, 2529), น. 13.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 27 กุมภาพันธ์ 2562

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...