โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สมาคมลับคนจีนระดมชัตดาวน์กทม. ผละงานทั่วเมืองล้มหมดท่า จุดจบอั้งยี่ในไทยหลังร.6

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 25 ก.พ. 2564 เวลา 16.51 น. • เผยแพร่ 25 ก.พ. 2564 เวลา 16.50 น.
เยาวราชในอดีต

ชาวจีนเข้ามาในไทยและตั้งรกรากในสยามกันมาช้านาน ครั้นเมื่อมาถึงช่วงต้นรัตนโกสินทร์เชื่อว่าเป็นช่วงที่กลุ่มชาวจีนเริ่มตั้งสมาคมลับหรือที่เรียกว่า “อั้งยี่” ขึ้น และมีบทบาทในประเทศไทยหลายด้านจนมาถึงช่วงพ.ศ. 2453 ซึ่งเริ่มเข้าสู่จุดเสื่อมของสมาคมลับอันสืบเนื่องมาจากหลายเหตุการณ์ โดยกิจกรรมที่ส่งผลกระทบต่อที่ทางของสมาคมลับในไทยคือเมื่อครั้งสมาคมลับรณรงค์ให้คนจีนผละงานทั่วเมืองช่วงกลางปี พ.ศ. 2453

ชาวจีนจากภาคใต้ของประเทศเดินทางอพยพเข้ามาในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตั้งแต่ปลายพุทธศตวรรษที่ 24 และเชื่อว่าในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ ชาวจีนเริ่มก่อตั้งสมาคมลับกันแล้ว การศึกษาของศุภรัตน์ เลิศพาณิชย์กุล ชี้ว่า สมาคมลับก่อตั้งอย่างช้าที่สุดในช่วงรัชกาลที่ 2 (พ.ศ. 2352-2367) บทบาทของกลุ่มสมาคมลับดำเนินเรื่อยมาจนถึงช่วงสำคัญคือ พ.ศ. 2452-2453 (คลิกอ่านเพิ่มเติมพิธีลับอั้งยี่รับสมาชิกใหม่ในไทย ดูความหมายของขั้นตอนพิสดาร ห้ามเล่าให้คนนอก)

พ.ศ. 2452 มีพระราชกฤษฎีกายกเลิกการเสียภาษีผูกปี้ทุก 3 ปี ทำให้ชาวจีนทุกคนต้องเสียภาษีรายหัวประจำปีเหมือนพลเมืองอื่นๆ ในประเทศ ครั้นถึงพ.ศ. 2453 เมื่อชาวจีนรู้ว่าจะต้องเสียภาษีอีกก็เกิดแสดงปฏิกิริยาต่อต้านอย่างมาก วิลเลียม สกินเนอร์ ผู้เขียนหนังสือ “สังคมจีนในไทย” บรรยายว่า ไม่สามารถระบุสาเหตุความไม่พอใจอย่างกระช่างชัด อาจเป็นด้วยว่าถึงกำหนดเวลาที่ชาวจีนต้องเสียภาษีผูกปี้ 3 ปีมาประจวบเหมาะพอดีในปี 2452 หรือเรื่องรายละเอียดเสียภาษีรายหัวไม่เป็นที่แน่ชัดก็เป็นได้

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้ไม่เป็นที่พอใจสำหรับชาวจีน ซึ่งสกินเนอร์ อธิบายว่า คนจีนธรรมดามักมีกรอบมาตรฐานว่าจะต้องเสียภาษีใหม่ซึ่งมีอัตราเพิ่มขึ้นจากปีละไม่ถึง 1.50 บาทเป็น 6 บาทต่อปี ซึ่งพวกเขาไม่ได้รับคำชี้แจงอย่างเป็นทางการถึงสถานการณ์ บริบทเหล่านี้ทำให้นำมาสู่การแสดงความไม่พอใจอย่างหนัก

ชัตดาวน์โดยคนจีน (ผละงานทั่วเมือง)

สกินเนอร์ บรรยายว่า พวกหัวหน้าสมาคมลับคิดว่าจำเป็นต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อตอบสนองสมาชิก ผลคือการร่วมมือกันประสานวางแผนปฏิบัติการนัดผละงานในวันที่ 1 มิถุนายน ขณะที่ช่วงปลายเดือนพฤษภาคมก็เริ่มแจกใบปลิวภาษาจีนทั่วกรุงเทพฯแล้ว เนื้อหาในใบปลิวเรียกร้องให้หยุดงานโดยสิ้นเชิง ขณะเดียวกันก็ส่งคำเตือนถึงพ่อค้าให้ปิดร้าน มิเช่นนั้นจะเจอการปล้นสะดมและวางเพลิง

เมื่อถึงวันที่นัดหมายตามแผนการ สมาชิกสมาคมลับแบ่งเป็นกลุ่มกระจายตัวไปทั่วเมืองและตามจุดสำคัญต่างๆ ย้ำ ข่มขู่และบังคับให้เป็นไปตามคำเรียกร้อง บรรยากาศช่วงเวลานั้น ร้านค้าของคนจีนต่างปิดกันหมดทั้งที่ตำรวจและทหารสัญญาว่าจะคุ้มครองสำหรับร้านที่เปิดจำหน่าย การปิดร้านค้าวิสาหกิจและบริการของชาวจีนดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลา 3 วัน ระหว่างนั้นเป็นช่วงที่อาหารเป็นของหายากและราคาแพงไปทันที ขณะที่ธุรกิจและการขนส่งก็ชะงักตามไปด้วย

เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ได้มีการจราจลร้ายแรง ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารที่เสริมกำลังเข้ามาก็ทำหน้าที่ได้ดี ในช่วงเวลานั้นมีผู้ถูกจับกุมประมาณ 400 รายด้วยข้อหาวิวาทในที่สาธารณะ เมื่อมาถึงเย็นของวันที่ 3 ก็เริ่มมีร้านค้าเปิดให้บริการ และในวันที่ 5 ทุกอย่างก็เป็นปกติ

“การผละงานครั้งนี้ประสบความล้มเหลวและเป็นความผิดพลาดอย่างมหันต์สำหรับชาวจีน มันเป็นเครื่องชี้ให้เห็นถึงความหมดท่าของหัวหน้าสมาคมลับ” สกินเนอร์ นิยามเหตุการณ์ครั้งนั้น

ความล้มเหลวครั้งนี้ทำให้เห็นว่าสมาคมลับไม่สามารถใช้อำนาจของตนเข้ากับอำนาจรัฐ แม้ว่าจะขู่และกดดันคนในสังคมจีนได้มากน้อยแค่ไหนก็ตาม ตามมาด้วยอคติของคนไทยธรรมดาต่อคนจีน และบทเรียนว่าพวกเขาพึ่งพาคนจีนในเรื่องการค้าและธุรกิจได้แค่ไหน เรียกได้ว่า กรุงเทพฯไม่เป็นอัมพาตแบบเต็มขั้น เนื่องเพราะมีลูกจ้างบริษัทรถรางและโรงไฟฟ้าเป็นคนไทย เช่นเดียวกับร้านค้าอาหารอีกจำนวนหนึ่งซึ่งเป็นคนไทย

ภาพสะท้อนที่สำคัญจากเหตุการณ์นี้คือ ชาวจีนที่พำนักในสยามส่วนหนึ่งมาเพื่อกอบโกย และไม่ต้องการจ่ายเงินช่วยประเทศไทยตามสัดส่วนที่สมควรจ่าย ซึ่งทำให้ชาวจีนถูกมองด้วยสายตาไม่เป็นมิตรอย่างมาก

หลังจากชาวจีนผละงานไม่กี่เดือน พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงขึ้นเสวยราชสมบัติ และในวโรกาสพิธีราชาภิเษก พ.ศ. 2454 หัวหน้าชุมชนจีนพยายามอย่างมากที่จะลบล้างความล้มเหลวเมื่อครั้งเกิดปฏิบัติการผละงาน ทางราชสำนักถูกขอร้องให้ขบวนแห่เสด็จเลียบพระนครผ่านเข้าไปในย่านคนจีน และจะมีพิธีแสดงความจงรักภักดีของชาวจีน อันจะเน้นว่าลูกหลานคนจีนเป็นจำนวนมากกลายเป็นคนไทย รวมถึงตัวแทนของกลุ่มชนมีท่าทียอมรับความยุติธรรมเสียภาษีเท่าเทียมกัน

ท่าทีที่เปลี่ยนไป และการควบคุมของรัฐ

ในช่วงต้นรัชกาลที่ 6 รัฐบาลออกพระราชบัญญัติการถือสัญชาติไทยฉบับแรก (พ.ศ. 2456-7) ยืนยันหลักการถือสัญชาติตามสายโลหิต อันบ่งชี้ว่า “ทุกคนที่มีบิดาเป็นคนไทย ไม่ว่าจะเกิดในแผ่นดินไทยหรือเกิดในต่างแดน” ก็เป็นคนไทยทั้งสิ้น และ “คนจีนทุกคนที่เกิดบนผืนแผ่นดินไทย” มีสัญชาติไทย เท่ากับว่ายุติข้อโต้แย้งเรื่องสัญชาติคนจีนในสยาม

ในรัชสมัยรัชกาลที่ 6 ปัญหาของอั้งยี่เริ่มเบาบางลง นับตั้งแต่การยกเลิกระบบนายอากรธุรกิจผูกขาด ที่เริ่มราว พ.ศ. 2443 สั่นคลอนเสาทางเศรษฐกิจของหัวหน้าสมาคมที่เกี่ยวข้องกับทางเศรษฐกิจ รัฐเข้ามาควบคุมการเล่นพนันและการสูบฝิ่น การแย่งชิงกันภายในของชาวจีนเพื่อผูกขาดสิ่งเหล่านี้สิ้นสุดลง

ความมุ่งหมายทางการเมืองของสมาคมลับชาวจีนก็เริ่มเบาบางลงเมื่อราชวงศ์แมนจูถูกโค่นอำนาจลงในพ.ศ. 2454 สกินเนอร์ อธิบายว่า ความกระตือรือร้นทางการเมือง ความรักชาติ ความรู้สึกไม่หวังผลประโยชน์ส่วนตนถูกขบวนการจีนชาติช่วงชิงไป ประกอบกับความรับผิดชอบต่อกรณีการผละงานเมื่อ พ.ศ. 2453 ซึ่งรัฐบาลก็เริ่มปราบปรามและควบคุมอย่างจริงจัง

ศุภรัตน์ เลิศพาณิชย์กุล อธิบายนโยบายของรัฐที่ใช้แก้ปัญหานี้โดยคร่าวมี 3 ประการ คือ อนุเคราะห์แก่ชาวจีน, ป้องกันเหตุร้าย และควบคุมการตั้งอั้งยี่ จนในที่สุดสมาคมลับนี้ก็ถูกรัฐบาลล้มล้างในช่วงต้นรัชกาลที่ 6

อย่างไรก็ตาม ในแง่การรวมกลุ่มของชาวจีนก็ไม่ได้หายไป องค์กรสังคมชาวจีนเริ่มเปลี่ยนลักษณะจากการดำเนินงานใต้ดินมาเป็นการดำเนินงานที่ถูกกฎหมายแทนที่บทบาทบางประการที่เป็นของสมาคมลับมาก่อน การเปลี่ยนแปลงนี้ย่อมเป็นการสื่อถึงความเสื่อมของกลุ่มสมาคมลับที่เริ่มเสื่อมทั้งอิทธิพลและอำนาจ ความหมายของคำว่า “อั้งยี่” ในแง่สมาคมลับก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไปด้วย คำว่า “อั้งยี่” ถูกใช้ในสำนวนไทยโดยไม่ได้หมายถึงสมาคมลับชาวจีนที่มีบทบาทด้านดีและลบ

หลังจากสมัยรัชกาลที่ 6 เป็นต้นมา “อั้งยี่” หมายถึง การรวมตัวหรือการสมาคมใดที่ทำการไม่ต้องตามกฎหมายโดยไม่ได้ระบุว่าต้องเป็นการรวมตัวของชนชาติใด ตามความหมายในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2493

อ้างอิง:

สกินเนอร์, จี วิลเลียม. สังคมจีนในประเทศไทย ประวัติศาสตร์เชิงวิเคราะห์. มูลนิธิโตโยต้า, 2548

ศุภรัตน์ เลิศพาณิชย์กุล. “สมาคมลับอั้งยี่ ในประเทศไทย พ.ศ. 2367-2453”. ศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 6 ฉบับที่ 5 (มีนาคม 2528)

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก 6 มีนาคม พ.ศ. 2562

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...