โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อภิญญา ตะวันออก : "ลี บุนยึม" แรงบันดาลใจสู่ผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมหนังเขมร

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 28 ธ.ค. 2563 เวลา 06.54 น. • เผยแพร่ 21 พ.ค. 2563 เวลา 03.47 น.

ลี บุนยึม กับโลกฉบับภาพยนตร์เขมร (2)

หาก “ครอบครัวเจ้าเสน่ห์” มีที่มาจากแรงบันดาลใจในภาพยนตร์ไทยเรื่องหนึ่งของลี บุนยึม ซึ่งเรื่องนั้นก็คือ “กรรไกรแดง” (Red Scissors/Golden Eagle) (*) ออกฉายราวปี พ.ศ.2503 ที่กรุงพนมเปญและได้รับความนิยมมากในหมู่แฟนหนังเขมร รองแต่ก็ภาพยนตร์อินเดียที่ฉายยืนโรงกว่าหกเดือนเลยทีเดียว

“กรรไกรแดง” จึงเป็นหลักฐานว่า ขณะนั้นอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยได้เกิดขึ้นแล้วก่อนหน้ากัมพูชา

และยังก่อแรงบันดาลใจอย่างมากต่อเด็กหนุ่มคนหนึ่งซึ่งต่อมากลายเป็นผู้กำกับฯ หนุ่มแถวหน้าของกัมพูชาขณะวัย 19 ปีเท่านั้น

กล่าวคือ เมื่อ “ครอบครัวเจ้าเสน่ห์” ออกฉายในปี พ.ศ.2504 นั้น ลี บุนยึม มีอายุเพียง 19 ปี แต่หากนับแบบเขมรถือว่า 20 ปีบริบูรณ์แล้ว แต่ก็เหลือเชื่ออยู่ดีที่เด็กหนุ่มคนหนึ่งจะลงมือสร้างหนังบู๊แอ๊กชั่นด้วยกล้องตัวเดียว และสามารถทำรายได้ชนะหนังไทยเป็นครั้งแรก

ลี บุนยึม ยังสร้างสถิติต่อไปในปีถัดมาด้วยหนังเรื่องที่ 2 ของตนที่ดัดแปลงจากนิทานพื้นบ้านเรื่อง “สรรพสิทธิ์” ภาพยนตร์เรื่องนี้ยืนโรงฉายถึง 6 เดือน เป็นรองก็แต่หนังอินเดีย

 

มันคือแฟนตาซีที่ลี บุนยึม ตีโจทย์ความสำเร็จอย่างงดงาม เริ่มจากไอเดียหนังไทย “กรรไกรแดง” ที่แม้จะรู้ว่าด้อยศักยภาพด้านโปรดักชั่น แต่ลี บุนยึม ก็ทดแทนด้วยบทตลกร้ายโปกฮาที่โดนใจแฟนหนัง

ไม่ว่าจะเป็นฉากนางเอกถูกวายร้ายจับแขวนต่องแต่งบนต้นไม้ พอพรานป่ามาพบโดยบังเอิญ แทนที่จะเข้าช่วย กลับคิดว่าเป็นผีสาง ส่วนฝ่ายนางเอกก็สำคัญผิดว่าเป็นโจรป่ามาฆ่าตน

พลันมุขตลกแห่งความโกลาหลของการต่อสู้นี้ได้กลายเป็นแบบฉบับหนังบู๊ในเรื่องต่อๆ มาของกัมพูชาอีกด้วย

และนั่นก็ทำให้ความพร่องของโปรดักชั่น ตั้งแต่อุปกรณ์ประกอบ เช่น ดาราสมทบในบทโปลิศที่ต้องมีปืน ก็หยิบยืมปืนของพ่อมาเข้าฉาก ส่วนผู้กำกับฯ บุนยึมกับมอเตอร์ไซค์โซเล็กซ์คันหนึ่ง ก็ตระเวนขนถ่ายอุปกรณ์ไปตามที่ต่างๆ เช่นเดียวกับทีมงาน ที่เดินทางโดยจักรยานถีบขนเสบียงกรัง ยกขบวนกันไป

และทุกคนก็สนุกสนาน เหมือนไปพักผ่อนตากอากาศ

ว่าแต่มีอะไรให้ลี บุนยึม เชี่ยวชาญในกล้องภาพยนตร์ 16 ม.ม. เช่นนั้น เมื่อเขาเล่าว่า หลังจากได้รับฟิล์มคืนทางไปรษณีย์จากปารีสแล้ว เขาก็เช่าโปรเจ็กเตอร์แผนกข่าวสารอเมริกัน (USIS) และนั่งตัดต่อหนังอยู่ที่บ้าน ด้วยความแม่นยำด้านแสงและภาพที่เคยศึกษาจากตำรามาก่อน ความเสียหายจากการถ่ายทำจึงเกิดขึ้นน้อยมาก

เมื่อตัดหนังแล้ว ลี บุนยึม จึงทำเพลงประกอบโดยผสมผสานกันระหว่างดนตรีคลาสสิคและเพลงเขมรสมัย รวมทั้งการทำซาวด์อื่นๆ เช่น ฉากต่อสู้กลางป่า โดยบันทึกเป็นคาสเส็ตความยาว 2 ชั่วโมงสำหรับใช้ประกอบขณะหนังกำลังฉาย

ไม่เพียงเท่านั้น ความตื่นตาตื่นใจของแฟนหนังยังเกิดขึ้นจากคัตเอาต์ที่เขียนโดยนายช่างสา เรือน ผู้เคยเขียนใบปิดหนังในกรุงเทพฯ มาก่อน เขาเขียนภาพลี บุนยึม ยืนควงปืนประกบนางเอกสาวที่หน้าโรงหนังขนาดใหญ่ยักษ์ สร้างความประทับใจแก่ชาวพนมเปญอย่างมากเวลานั้น

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จนี้มิได้ทำให้ลี บุนยึมหลงตน ตรงกันข้าม เขากลับรู้ตัวดีว่าไม่เหมาะจะเล่นหนัง จากนั้นมา ลี บุนยึม ก็มั่นคงกับอาชีพผู้อำนวยการสร้างและผู้กำกับภาพยนตร์เมื่ออายุเพียง 20 เท่านั้น

ทั้งยังเป็นบุคลากรแถวหน้าแห่งวงการอุตสาหกรรมภาพยนตร์กัมพูชา ตั้งแต่ยุคบุกเบิก รุ่งเรือง ตราบจนวาระสุดท้าย ก่อนล่มสลายในปี 1975

 

สิ่งที่ลี บุนยึม มีคือความเป็นนักการตลาด ตั้งแต่พบว่าแฟนหนังเขมรนิยมดูหนังอินเดียย้อนยุค ถึงขนาดบางเรื่องนั้นฉายยืนโรงกว่าครึ่งปีและทำรายได้เป็นอันดับ 1 ในบรรดาทุกประเภทที่ฉายขณะนั้น

ด้วยรสนิยมคอหนังชาวเขมร ทำให้ลี บุนยึม ได้ที ดัดแปลงนิยายพื้นบ้านที่ชาวเขมรทุกคนรู้จักและเป็นแบบเรียนที่เด็กๆ ทุกคนต้องเรียนในโรงเรียนเรื่อง “สรรพสิทธิ์” ออกมาชิมลางเป็นเรื่องแรกของประเทศและเป็นเรื่องที่ 2 ของตน

“สรรพสิทธิ์” สร้างสถิติรายได้สูงสุดอีกครา แม้จะยืนโรงฉายสั้นกว่า “โอ้เอ๋ยสรัยโอน” ที่เขากำกับฯ และฉายยืนโรงนานถึง 6 เดือน! แต่หนังเรื่องนี้ก็ทำให้ลี บุนยึม ได้ออกแบบเทคนิคพิเศษและเป็นสิ่งที่ชาวเขมรสมัยนั้นไม่เคยพบเห็นมาก่อน รวมทั้งหนังเรื่องอื่นๆ ของเขา ไม่ว่าจะเป็นฉากเหาะเหินเดินอากาศ ฉากเมียอารักษ์ (ยักษ์) ไหลพุ่งออกมาจากปากยักษ์

ลี บุนยึม ทำแฟนตาซีจนคนดูรู้สึกตัวเองเหมือนเหาะเหินไปกับตัวละครที่โลดแล่นบนจอหนัง ปากต่อปาก แฟนหนังต่อแฟนหนัง พากันบอกเล่า และอยากไปเห็นมันด้วยตาตัวเอง

เมื่อเล่าเทคนิคจากเด็กหนุ่มคนหนึ่งเมื่อกว่าครึ่งศตวรรษก่อน เทคนิคบลูสกรีนก้อนหินสีดำ และการกรอฟิล์มกลับมาถ่ายซ้ำในฉากเมียอารักษ์ไหลจากปากยักษ์ที่กำลังอ้าปากหาวนั้น ลี บุนยึม หัวเราะและบอกว่า “ไม่เห็นจะยากเลย” เมื่อการคิดค้นทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพื่อประหยัดงบประมาณล้วนๆ

“ในเมื่อเราไม่มีแผนกสเปเชียลเอฟเฟ็กต์เหมือนหนังฮอลลีวู้ด เราต้องอาศัยตำแหน่งกล้องทั้งหมด ถ่ายไปแก้ไป เช่น ทำให้นักแสดงตัวสูงเทียมเมฆ ทำให้แผ่นดินแยก เราก็ทำในแบบของเรา”

ความสำเร็จของ “สรรพสิทธิ์” ทำให้บริษัทหนังกัมพูชานำนิทานพื้นบ้านมาผลิตเป็นภาพยนตร์จำนวนมาก ส่วนลี บุนยึมนั้นยังเดินหน้าทำหนังแนวนี้จนถึงขั้นสร้างโรงถ่ายขนาดใหญ่บนถนนกัมปูเจียกรอมในนามบริษัทรถเพชรโปรดักชั่น

เมื่อพบว่าหนังเขมรแนวดังกล่าวเป็นที่ต้องการของประเทศเพื่อนบ้าน ลี บุนยึม ก็เพิ่มงบฯ ถ่ายทำ เช่นเรื่อง “นางสิบสอง” ที่เขาต้องใช้เวลาถ่ายทำแรมปี มีการสร้างฉากพระราชวังอย่างวิจิตรงดงาม ด้วยลายกบัจ-ประติมากรรมเขมรโบราณ จากการออกแบบของนิสิตศาลารัจนา (วิทยาลัยช่างศิลป์)

ด้วยความสำเร็จที่ท่วมท้น ทำให้พี่น้องทั้งห้าแห่งตระกูลลีหันมาทำธุรกิจบริษัทภาพยนตร์-โปรดักชั่นเฮาส์ ธุรกิจโรงถ่ายและโรงภาพยนตร์อย่างครบวงจรถึง 5 บริษัท

 

ชีวิตส่วนใหญ่ในยุค “60 ของลี บุนยึม จึงหมดไปกับการดูหนัง ถึงกับกล่าวว่า เขาผลาญเวลาไปกับการอยู่ในโรงหนังและเหลาภัตตาคารมากกว่าการทำหนังอย่างจริงจัง

ก็เมื่อความสำเร็จช่างมาเยือนง่ายดายถึงเพียงนั้น สำหรับการยืนหนึ่งในฐานะผู้กำกับฯ ที่ทำเงินสูงสุดตลอดกาลและตีคู่มากับเขา นั่นคือ โปรดักชั่นเฮาส์ของเตีย ลึมกุน

อย่างไรก็ตาม 4-5 บริษัทภาพยนตร์คุณภาพ แต่ก็ยังไม่ใช่บริษัทที่ดีที่สุดในสายตาของลี บุนยึม!

แล้วผู้กำกับฯ เขมรคนไหนที่เก่งกาจเล่า?

ในจำนวนนี้น่าจะเป็นซึน บุนลี อดีตนายตำรวจที่ยูซีสอเมริกันชักชวนมาอบรมด้านภาพยนตร์ ต่อมาเขาได้ลาออกจากราชการและก่อตั้งบริษัทนาคพันโปรดักชั่นเฮาส์ ผลิตภาพยนตร์สีแต่ไร้เสียงเรื่องแรกของกัมพูชายุค “50 ภาพยนตร์เรื่องนั้นคือ “การเปียร์พรหมจารีสรัยทุรคต” (ปกป้องพรหมจารีผู้หญิงคนยาก)

ซึน บุนลี ยังกำกับหนังคุณภาพอย่างต่อเนื่อง

ส่วนลี บุนยึมนั้นนอกจากจะสร้างคุณูปการแก่วงการภาพยนตร์เขมร ไม่ว่าจะเป็นพระ-นาง-ตลก-ดาวร้ายที่มากด้วยพรสวรรค์ ได้ชื่อว่า อยู่เบื้องหลังการร่วมทุนกับโปรดักชั่นเฮาส์ในต่างประเทศ รวมทั้งหนังของเขาทุกเรื่องมักสอดแทรกคติสอนใจในหนังทุกเรื่อง

โดยเฉพาะ “สรรพสิทธิ์” ที่ให้บทเรียนบุรุษเพศในความเห็นแก่ตัวและมักคิดว่าสตรีเป็นของตาย

(*) น่าจะเป็นภาพยนตร์ “อินทรีแดง” ฉบับมิตร ชัยบัญชา (2502) จากบทสัมภาษณ์ไรยุม (2544)

 

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...