โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นักโภชนาการ ไขข้อสงสัย ‘อาหารแช่แข็ง-สารกันบูด’ กินบ่อยไม่ดีต่อสุขภาพ จริงหรือไม่?

MATICHON ONLINE

อัพเดต 08 มิ.ย. 2563 เวลา 10.27 น. • เผยแพร่ 08 มิ.ย. 2563 เวลา 22.11 น.
ภาพประกอบ

นักโภชนาการ ไขข้อสงสัย ‘อาหารแช่แข็ง-สารกันบูด’ กินบ่อยไม่ดีต่อสุขภาพ จริงหรือไม่?

ในสถานการณ์โควิด-19 ระบาด ทำให้ผู้คนลดการเคลื่อนไหว ทั้งเรื่องการทำงาน และใช้ชีวิต เมื่อออกจากบ้านไปช้อปปิ้งที จึงต้องซื้อของมาตุนทีละมากๆ หนึ่งในนั้นคือ ‘อาหารแช่แข็ง’ ที่สามารถเลือกเก็บไว้รับประทานช่วงเวลาใดก็ได้

ทว่าก็มีความเชื่อและมุมมองของหลายคน ต่ออาหารแช่แข็งในทำนองว่า ไม่จำเป็นอย่ากิน เพราะที่สามารถเก็บไว้นานได้ เพราะอุดมไปด้วยสารกันบูดหรือไม่

ดร.ภมรินทร์ ไวเมลืองอรเอก นักวิชาการจาก สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล เล่าว่า ในประเด็นที่ว่าการบริโภคอาหารแช่แข็งบ่อยๆ ไม่ดีต่อสุขภาพนั้น ต้องบอกว่าอาหารแช่แข็ง เป็นอาหารที่ผ่านกระบวนการลดอุณหภูมิลงต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง ซึ่งเป็นการใช้ความเย็นในการถนอมอาหาร ดังนั้นสารอาหารต่างๆ จะยังคงอยู่ครบถ้วน

และด้วยอุณหภูมิการเก็บรักษาที่ต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง ทำให้อาหารประเภทนี้ไม่จำเป็นต้องเติมสารกันบูด หรือสารกันเสียใดๆ

“โดยทั่วไปผู้บริโภคอาจพบอาหารแช่แข็งได้ 2 ประเภท คือ 1.ประเภทวัตถุดิบทั่วไป เช่น เนื้อสัตว์หรืออาหารทะเลแช่แข็ง หรือผักตัดแต่งแช่แข็ง โดยมากอาหารแช่แข็งในกลุ่มนี้จะถูกนำไปปรุงอีกครั้งหนึ่งก่อนรับประทาน

“2.ประเภทอาหารแช่แข็งแบบพร้อมรับประทาน อาหารประเภทนี้ถูกปรุงสุกมาแล้ว และมักจะถูกนำไปอุ่นในเตาไมโครเวฟทั้งภาชนะก่อนรับประทาน ซึ่งอาหารแช่แข็งในกลุ่มนี้จะถูกมองว่าอันตราย อันเนื่องมาจากภาชนะ ซึ่งในความเป็นจริง ภาชนะพลาสติกที่ถูกเลือกนำมาใช้กับอาหารประเภทนี้ จะมีคุณสมบัติที่ทนต่อสภาวะอุณหภูมิต่างๆ ตั้งแต่ที่อุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง จนถึงอุณหภูมิสูงที่ทำให้อาหารร้อนในไมโครเวฟ แต่ภาชนะพลาสติกประเภทนี้ เหมาะกับการใช้ในการอุ่นอาหารเพียงครั้งเดียวเท่านั้น” ดร.ภมรินทร์กล่าว

อุ่นใจพร้อมอาหารอุ่นๆ ที่ปลอดภัย

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

– รู้ก่อนกิน หมอชี้อาหารเหลือ-อาหารแช่แข็ง นำมาอุ่นไมโครเวฟ มีผลกระทบต่อสุขภาพหรือไม่

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...