โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"ปาขี้-หลอกให้กินขี้" สมัยโบราณโทษหนักแค่ไหน? ดูสถานะ "ขี้" ในกฎหมาย-วัฒนธรรม

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 12 มิ.ย. 2566 เวลา 02.48 น. • เผยแพร่ 09 มิ.ย. 2566 เวลา 18.12 น.
“ไม้แก้งก้น” เครื่องทำความสะอาดหลังขับถ่ายของสาวชาววัง (ภาพจิตรกรรมจากวัดเกาะลาน อำเภอบ้านตาก จังหวัดตาก, สไลด์คุณเอนก นาวิกมูล)

อุจจาระหรือสิ่งของที่ร่างกายขับจากภายในสู่ภายนอกไม่ได้เป็น “ของเสีย” ตามที่หลายคนเข้าใจ แต่ในบางวัฒนธรรม “ขี้” ยังเป็นของเสียซึ่งมีบทบาทแม้แต่เป็นเครื่องมือในทางการเมืองได้ มันอาจเป็นอาวุธอันน่ารังเกียจสำหรับใช้เล่นงานคน แต่กระนั้นก็มีผลที่ตามมาจากการตัดสินใจทำเช่นนั้นเช่นกัน

กฎหมายบ้านเมืองในสมัยโบราณเคยเอ่ยถึงโทษกรณีใช้ “อาจม” ซัดบ้านเรือนคนอื่น ดังกฎหมายตราสามดวง (สมัยกรุงศรีอยุธยาและใช้สืบเนื่องจนถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์) บทความเรื่อง “มองสถานะ ปาขี้ และ ขี้ ผ่านกฎหมายและการเมือง” โดย นนทพร อยู่มั่งมี ใน ศิลปวัฒนธรรม ฉบับพฤษภาคม 2553 อธิบายเกี่ยวกับกฎหมายนี้ว่า ปรากฏเนื้อหาอันสะท้อนถึงสภาพชีวิตและวัฒนธรรมตลอดจนความคิดของผู้คนในยุคก่อนหน้าการปฏิรูปกฎหมายในสมัยรัชกาลที่ 5 สำหรับกฎหมายที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่อง “ปาขี้” ระบุอยู่ในพระอายการเบดเสรจ ความว่า

มาตราหนึ่ง ผู้ใดเอาอาจมซัดเรือนท่านให้ไหม ๑๒๐๐๐๐ ถ้าเอาอาจมซัดบ้านท่าน ไหม ๑๑๐๐๐๐ ถ้าเข้าบ้านท่านแลถ่ายอุจาระรดไว้ ให้ไหม ๔๕๐๐๐ ถ้าขุดหลุมถ่ายอุจาระใก้ลเสาห้องเรือนท่าน ให้ไหม ๕๕๕๐๐

ถ้าแลขุนแขวงหมื่นแขวงสิบร้อย อายัดว่ากล่าวแลมันมิฟังไซ้ บันดาจะไหมทีหนึ่งให้ไหมทวีแล้ว แลจำให้มันแบกอาจมเสียจงได้
ว่ามาด้วยลักษณให้ ๓ ประการสิ้นแต่เท่านี้

นนทพร อธิบายเพิ่มเติมว่า ความผิดด้วยเรื่อง “ปาขี้” กำหนดโทษต่างกันโดยใช้สถานภาพของผู้ได้รับความเดือดร้อน ซึ่งสะท้อนจากคำเรียกสิ่งปลูกสร้างที่แสดงสถานะของผู้ครอบครองคือ บ้าน และ เรือน

ทั้ง 2 คำมีความแตกต่างกันดังที่แสดงไว้ในอักขราภิธานศรับท์ ของ หมอบรัดเลย์ ดังนี้

บ้าน, คือที่ตำบล, ใดๆ ที่เขาตั้งเรือนฤาโรงนั้น, อยู่แต่เรือนหนึ่งสองเรือนขึ้นไปเรียกว่า บ้าน

เรือน, ที่อยู่, คือที่คนปลูกขึ้นด้วยไม้สำรับอาไศรยอยู่, ถึงก่อเปนตึกอยู่ก็ว่าเรือน

คำว่า บ้าน จึงมีความหมายถึงหมู่บ้านในลักษณะที่เป็นชุมชน (community) ตรงกับคำในภาษาอังกฤษว่า วิลเลจ (village) ประกอบด้วยกลุ่มของเรือนหรือครัวเรือน อันเป็นที่อยู่อาศัยของครอบครัวจำนวนมากในพื้นที่หนึ่ง

ส่วนคำว่า เรือน หรือ ครัวเรือน เป็นโครงสร้างทางกายภาพที่เล็กสุดที่สัมพันธ์กับกลุ่มคนที่ใช้ชีวิต สัมพันธ์กับเรือนตั้งแต่เกิดจนตาย

แม้ว่า เรือน จะเป็นหน่วยที่เล็กกว่า บ้าน แต่การมีเรือนก็นับได้ว่าเป็นสิ่งเชิดหน้าชูตาของผู้ครอบครองโดยเฉพาะหากผู้นั้นมีสถานะเป็นขุนนางหรือผู้มีบรรดาศักดิ์ และจะยิ่งมากขึ้นไปอีกในกรณีเป็นเรือนที่ได้รับพระราชทาน

ความสำคัญของเรือนจึงเป็นสิ่งแสดงสถานภาพทางสังคมของเจ้าของ ดังนั้น การ เอาอาจมซัดเรือนท่าน หรือปาขี้ ตามที่ระบุในกฎหมายจึงมีบทลงโทษสูงกว่าคำว่า “บ้าน” ซึ่งบ่งชี้ถึงสถานะของผู้ครอบครองที่น้อยกว่าเรือน อีกทั้งยังเห็นถึงสถานะของขี้ที่แม้จะเป็นของโสโครก แต่ก็ถูกให้ค่าตามบริบททางสังคมที่มีการแบ่งคนออกเป็นชนชั้นต่างๆ

การลงโทษผู้กระทำผิดจึงแตกต่างทั้งที่เป็นข้อหาเดียวกันและใช้ขี้เป็นเครื่องมือเหมือนกัน

นอกจากนี้ บทลงโทษจากกฎหมายนี้ยังสะท้อนธรรมเนียมปฏิบัติเวลาไปบ้านผู้อื่นจะไม่ไปถ่ายอุจจาระที่เรือนเขาและไม่ไปขุดหลุมถ่ายอุจจาระใกล้เสาเรือน ถ้าปวดคงหาที่ขับถ่ายข้างนอก เพราะเรือนสมัยก่อนไม่ได้มีห้องน้ำไว้รับแขกเช่นปัจจุบัน

บทลงโทษดังกล่าวยังกำหนดให้ปรับไหมทวีคูณกรณีที่ทำผิดซ้ำอีก และให้แบกอาจมหรือแบกขี้เป็นการลงโทษด้วย อันอาจให้ภาพของชุมชนและการขับถ่ายกับการกำจัดสิ่งปฏิกูลแต่ครั้งอดีตเช่นกัน

หากคิดว่า “ปาขี้” เป็นเรื่องหนักหนาแล้ว พระอายการเบดเสรจ กำหนดโทษผู้ที่ลวงให้กินสิ่งโสโครกดังนี้

มาตราหนึ่ง ลวงท่านให้กินอันมิดีอันโสกโครกให้ไหม ๑๗๐๐๐๐ ว่ามาทังนี้แต่นา ๑๐ ไร่ขึ้นไปถึงนา ๑๐๐ หนึ่ง ถ้านา ๒๐๐ เอา ๒ คูน ถ้านา ๓๐๐ เอา ๓ คูน ถ้านา ๔๐๐ เอา ๔ คูน กว่านั้นให้บวกขึ้นนาร้อยละ ๔๐๐๐๐ แล

การใช้ขี้ยังเป็นเครื่องมือเพื่อสื่อสารความไม่พอใจระหว่างบุคคลในสังคม เห็นได้จากบทเสภาขุนช้างขุนแผน วรรณคดีที่ให้ความรู้ทางขนบธรรมเนียม ประเพณี ตลอดจนทัศนคติทางสังคมแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาจนถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ มีเนื้อหากล่าวถึงขุนแผนใช้เวทมนตร์กระทำให้ขุนช้าง“ขี้แตก” กลางศาลาลูกขุนเมื่อเป็นคดีความเรื่องนางวันทอง

หรือเวลาต่อมาขี้ยังถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในยุคสมัยใหม่ดังบทความโดยนักมานุษยวิทยาที่มองว่า “ขี้” ไม่ใช่แค่ของเสีย แต่ยังเป็นเครื่องมือทางวัฒนธรรมและการเมือง

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

หมายเหตุ : เนื้อหานี้คัดย่อและเรียบเรียงจากบทความ “มองสถานะ ปาขี้ และ ขี้ ผ่านกฎหมายและการเมือง” โดย นนทพร อยู่มั่งมี ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับพฤษภาคม 2553

เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์ครั้งแรก เมื่อ 17 เมษายน 2563

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...