โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภาษีสัตว์เลี้ยง 450 บาท แล้วสถานสงเคราะห์สัตว์ล่ะจะจ่ายไหวเหรอ?

TheHippoThai.com

เผยแพร่ 26 พ.ย. 2561 เวลา 05.00 น.

ภาษีสัตว์เลี้ยง 450 บาท แล้วสถานสงเคราะห์สัตว์ล่ะจะจ่ายไหวเหรอ?

ถึงแม้คำตอบจะออกมาแล้วว่าเรื่องของการเก็บภาษีสัตว์เลี้ยงในบ้านเราเป็นเพียงแนวความคิดในการจัดการปัญหาหมาแมวจรจัดเท่านั้น แต่ว่ากระแสความร้อนแรงของเรื่องนี้ยังคงอยู่อย่างต่อเนื่องบนโลกโซเชียล แถมความคิดเห็นส่วนใหญ่ก็ออกมาเป็นทางลบ ไม่เห็นด้วยกับเรื่องดังกล่าวเสียมากกว่า 

เราจึงมีโอกาสได้พูดคุยกับ  “พิมพ์กุล โอฬารศิรโรจน์”  ผู้ก่อตั้งมูลนิธิบ้านสงเคราะห์สัตว์พิการ (ในความอุปถัมภ์ของหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน) ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2541 โดยในปัจจุบันมีสัตว์ในการดูแลกว่าพันตัว มีที่ตั้งอยู่ใน 2 พื้นที่ คือที่หนึ่งในย่านปากเกร็ด และอีกที่หนึ่งคือบริเวณบางเลน จ.นครปฐม ถึงความคิดเห็นต่อเรื่องดังกล่าวว่าจริงๆ แล้วการเก็บภาษีสัตว์เลี้ยงนั้นเป็นสิ่งที่ช่วยแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุดหรือไม่ 

ในฐานะของผู้ดูแลเหล่าสัตว์เร่ร่อนจรจัดที่มีความเจ็บป่วยพิการมาเกือบ 30 ปี คุณพิมพ์กุลบอกกับเราว่าเรื่องการของเก็บภาษีนั้นต้องเริ่มต้นจากการวางระบบที่เป็นระเบียบเสียก่อน ส่วนเรื่องของราคาของภาษีนั้นหากจัดระบบได้แล้ว เชื่อว่าผู้ที่รักสัตว์ทุกคนอย่างไรก็พร้อมที่จะจ่ายอย่างแน่นอน

ถามว่าการเก็บภาษีช่วยได้ไหมในอนาคตช่วยได้แต่ต้องในอนาคตนะเพราะเบื้องต้นเรายังไม่อยากให้รีบเก็บเงินแต่อยากให้มีการลงทะเบียน เพื่อเราจะได้รู้จำนวนหมาว่ามีมากน้อยแค่ไหน มีใครดูแลตรงไหนบ้าง วางระบบในการจัดการกับหมาที่ไม่มีเจ้าของว่าควรจะไปอยู่ตรงไหน ต้องทำตรงนี้ให้ดีก่อน แล้วในอนาคตหลังจากที่เราควบคุมตรงนี้ได้แล้วใครเลี้ยงหมาต้องเก็บภาษี เราว่าทำได้เพราะในต่างประเทศเขาทำกันมาแล้ว"

เมื่อถามถึงกระแสของตัวเลขภาษีสัตว์เลี้ยงจำนวน 450 บาทที่ชาวเน็ตต่างก็ถกเถียงกันในความเหมาะสมของราคา บางกระแสก็ว่าเป็นราคาที่แสนถูกเมื่อเทียบกับภาษีสัตว์เลี้ยงในต่างประเทศ แต่บางส่วนก็มองว่าเป็นเงินที่มากเกินไปและต้องเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ 

ในความรู้สึกของเราพอเป็นกระแสมาคิดอยู่อย่างเดียวว่าเป็นไปไม่ได้มันยังไม่มีตัวตน พระราชบัญญัติอะไรก็ยังไม่ได้ออกมา มีแต่เพียงกระแสออกมาว่าอย่างนั้นอย่างนี้ เราอยากให้มีการจดทะเบียน ซึ่งเราคิดว่าหากไม่มีค่าใช้จ่ายมันจะไม่ยากหรอก แค่เก็บตังค์ก็ไม่เหมาะสมแล้ว แต่ว่าราคาตรงนั้นเราไม่อยากให้ไปกังวล เพราะถ้าจัดระบบได้แล้ว คนที่เขาเลี้ยงสัตว์เลี้ยงก็จะสามารถจ่ายได้”

และแน่นอนว่าหากมีการเก็บภาษีขึ้นมาจริงๆ แล้ว ผู้ที่มีสัตว์เลี้ยงอยู่ในครอบครองเป็นจำนวนมากย่อมได้รับผลกระทบที่มากกว่าใคร และในส่วนนั้นก็คือเหล่ามูลนิธิที่ให้ความช่วยเหลือดูแลสัตว์จรจัดต่างๆ รวมทั้งมูลนิธิฯ ของเธอเอง ที่ต่อเดือนนั้นมีค่าใช้จ่ายในการดูแลสัตว์ที่เจ็บป่วยพิการเป็นตัวเลขถึงหกหลัก

“มูลนิธิฯ ก็คงจะหนัก เพราะมีหมาเป็นพันตัวคงจะต้องเสียเยอะ ทีนี้ถ้าจะจัดอย่างนั้นจริงๆ มูลนิธิหรือหน่วยงานที่เลี้ยงไว้จำนวนมากก็น่าจะได้รับการยกเว้นเพราะว่าทำประโยชน์ให้กับสังคมแล้ว"

“ถ้าถามว่าเงินที่เข้ามาบริจาคนั้นเพียงพอไหม คำว่า  'มูลนิธิ'  ไม่มีคำว่าพอหรอก เพราะมีรายจ่ายตลอด รายได้ที่มีเข้ามาก็มีแต่เงินบริจาค เราเองก็ไม่ได้นิ่งดูดายนะ เราทำของชำร่วย มีเสื้อยืดอะไรต่อมิอะไรขาย ซึ่งรายได้ก็เข้ามูลนิธิทั้งหมด หารายได้เข้าอีกทางหนึ่ง เราก็ไม่สามารถรอแบมือว่าเมื่อไหร่เงินจะมาได้"

แม้จะไม่เห็นด้วยกับการจัดเก็บภาษีสัตว์เลี้ยง แต่คุณพิมพ์กุลก็เชื่อว่าการจัดการปัญหาเรื่องนี้นั้นก็ควรต้องมีการดำเนินอย่างจริงจังไม่ช้าก็เร็ว เพราะแนวโน้มของจำนวนหมาแมวจรจัดที่ไม่มีผู้ดูแลมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี 

“ตั้งแต่ผู้ว่าฯ พิจิตต รัตตกุล (ผู้ว่าฯ กทม.ระหว่างปี พ.ศ.2539 - 2543) เราเคยเข้าไปคุยเกี่ยวกับเรื่องหมาจรจัด ก็แนะนำให้มีการลงทะเบียน ให้มีต่อท้ายทะเบียนบ้านเป็นใบแทรกไปเลยว่าบ้านนี้มีเลี้ยงหมากี่ตัว มีความช่วยเหลือผู้เลี้ยง เช่น การทำหมันให้ ให้มีค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด เป็นกำลังใจเพื่อให้เขาเลี้ยงสัตว์กันไปนานๆ 

ซึ่งระยะเวลาที่ใช้ในการจัดระบบก็คงนานมากพี่อาจจะตายไปแล้วก็ได้(หัวเราะ) แต่อะไรก็ช่างถ้าไม่ลงมือทำมันก็ไม่เกิดจริงๆ ผู้หลักผู้ใหญ่ก็คงเล็งเห็นแล้วล่ะว่าถ้าไม่จัดการตรงนี้ประชากรหมากับประชากรคนมันจะเท่ากันเอา”

ทั้งนี้คุณพิมพ์กุลได้ปิดท้ายถึงการแก้ปัญหาในอนาคตอย่างแท้จริง ต้องเริ่มต้นปลูกฝังจากผู้เลี้ยงก่อนโดยใช้ความรัก ความเมตตาเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการดูแลสัตว์เลี้ยง

“ต้องถามตัวเองก่อนว่าตัวเองเลี้ยงเพราะรัก เลี้ยงเพราะเหงา เลี้ยงตามแฟชั่นหรือตามกระแส เราไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น อยากให้ถามตัวเองก่อนว่าพร้อมจะเลี้ยงแล้วค่อยเลี้ยง ถ้าใจเราพร้อมตรงนั้นแล้วความรักมันจะตามมาความมีเมตตาจะติดมาเองจะต้องไม่ทอดทิ้งสัตว์แน่นอน"

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...