โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เพิ่มโรง...เติมหนังไทย "เมเจอร์ กรุ๊ป" โตยกแผง

ประชาชาติธุรกิจ

เผยแพร่ 22 พ.ย. 2561 เวลา 13.34 น.

เมื่อการเติบโตของธุรกิจโรงหนังกับภาพยนตร์กลายเป็นสิ่งที่ต้องเดินคู่ไปพร้อม ๆ กัน ทำให้โรงหนังค่ายใหญ่อย่างเมเจอร์ กรุ๊ป พยายามสร้างคอนเทนต์ภาพยนตร์ขึ้น ด้วยการแตกบริษัทลูกเพื่อผลิตหนังไทยรองรับจำนวนโรงที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะโรงต่างจังหวัดที่กินสัดส่วนเกือบ 50% ของจำนวนโรงทั้งหมด

“วิชา พูลวรลักษณ์” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารโรงภาพยนตร์เครือเมเจอร์ฯ กล่าวว่า หลาย ๆ ธุรกิจกำลังถูกดิสรัปชั่นจากการเติบโตของเทคโนโลยี แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแทบไม่ได้ส่งผลต่ออุตสาหกรรมภาพยนตร์ เพราะตลาดหนังทั่วโลกยังโตโดยเฉพาะตลาดเอเชีย เช่น จีน ถือเป็นผู้นำด้านจำนวนโรงหนังที่มีมากถึง 51,000 โรง ตามด้วยอินเดียที่มีกว่า 11,000 โรง ญี่ปุ่นกว่า 3,000 โรง เกาหลีใต้กว่า 2,000 โรง เป็นต้น และยังมีโอกาสที่จะเพิ่มขึ้นอีก โดยปัจจัยหลักมาจากผู้ผลิตและจำนวนภาพยนตร์ท้องถิ่นในแต่ละประเทศเพิ่มขึ้น ซึ่งสอดรับกับพฤติกรรมคนดูในแต่ละประเทศที่ให้ความนิยมโลคอลคอนเทนต์ ประกอบกับสตูดิโอรายใหญ่ที่ผลิตหนังฟอร์มยักษ์มากขึ้น เช่น ดิสนีย์ฯ ที่มีถึง 4 สตูดิโอใหญ่และผลิตหนังป้อนให้อุตฯปีละหลายเรื่อง ซึ่งแต่ละเรื่องก็ทำรายได้ดี ส่งผลให้ภาพรวมอุตสาหกรรมภาพยนตร์คึกคักขึ้น  เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในไทยก็มีการเติบโตที่ดี หรือมีมูลค่าตลาด 7,000-8,000 ล้านบาท

“การเติบโตของจำนวนโรงหนังกับหนังเป็นเสมือนไก่กับไข่ที่ต้องโตไปด้วยกัน ซึ่งจำนวนโรงหนังในเอเชียที่โตขึ้นก็มาจากโลคอลคอนเทนต์ ซึ่งไทยก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทำให้เราพยายามผลิตหนังไทยเพิ่มขึ้น เพราะคนต่างจังหวัดชอบดูหนังไทย สะท้อนจากรายได้ก้อนใหญ่ของหนังไทยในปัจจุบันก็มาโรงหนังในต่างจังหวัดเป็นหลัก”

ยกตัวอย่าง ปรากฏการณ์ “นาคี 2” ที่สร้างสถิติใหม่ด้วยการเก็บรายได้ 200 ล้านบาท ใน 4 วัน สะท้อนให้เห็นว่า ตอนนี้จำนวนโรงหนังในไทยพร้อมแล้ว แต่ในแง่ของคอนเทนต์ยังไม่เพียงพอ ทำให้ผู้ผลิตหนังไทยต้องเพิ่มจำนวนผลิตมากขึ้น เพื่อให้สอดรับกับตลาด ถ้ามองในแง่ของจำนวนโรง “วิชา” อธิบายว่า ตอนนี้เมเจอร์ขยายโรงไปในต่างจังหวัดมากขึ้น คิดเป็นสัดส่วน 50% และสิ้นปีนี้คาดว่าจะเปิดให้ครบ 160 สาขา 771 โรง คิดเป็น 176,435 ที่นั่ง แบ่งเป็นต่างประเทศ 7 สาขา 37 โรง คือ ลาว และกัมพูชา ส่วนในประเทศมี 153 สาขา เป็นกรุงเทพฯ ปริมณฑล 43 สาขา ต่างจังหวัด 110 สาขา

ขณะที่ปี 2562 จะเปิดอีก 60-70 โรงภายใต้งบฯลงทุน 700-800 ล้านบาท แบ่งเป็นต่างประเทศ 2 สาขา ได้แก่ กัมพูชา ลาว ส่วนที่เหลือจะเปิดในประเทศ เน้นการขยายไปกับเทสโก้ โลตัส และบิ๊กซี ซึ่งโมเดลนี้มีจำนวนโรงน้อยแค่ 1-2 โรงต่อศูนย์เท่านั้น แต่สามารถเจาะเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้นทั้งในระดับอำเภอ ตำบล และตั้งเป้าหมายว่าปี 2563 จะขยายให้ครบ 1,000 โรงตามแผนที่วางไว้

อีกแนวทางที่ต้องเติบโตคู่กันไป คือ การเพิ่มจำนวนหนังไทย เพื่อผลักดันให้อุตฯหนังไทยโตขึ้น โดยที่ผ่านมาได้ตั้งบริษัทลูกขึ้นเพื่อผลิตหนังไทย ปัจจุบันมีบริษัทผลิตหนังในเครือ 5 ค่าย ได้แก่ บริษัท ทาเลนต์ วัน จำกัด บริษัท เอ็มพิคเจอร์ส เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด บริษัท เอ็มเทอร์ตี้ไนน์ จำกัด บริษัท ทรานฟอร์เมชั่น ฟิล์ม จำกัด และบริษัท ซีเจ เมเจอร์ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนกับยักษ์เอ็นเตอร์เทนเมนต์เกาหลี

ยกตัวอย่างเช่น ปี 2562 เฉพาะเอ็ม พิคเจอร์สบริษัทเดียวก็เตรียมผลิตหนังอีก 12-15 เรื่องในหลากหลายแนว ทั้งโรแมนติก คอเมดี้ ดราม่า และสยองขวัญ เจาะกลุ่มเป้าหมายทุกกลุ่ม เช่น รักไม่เป็นภาษา บุษบา คืนยุติธรรม ฟ้าฟื้น แสงกระสือ เป็นต้น ภายใต้งบฯลงทุน 300-400 ล้านบาท หรือเฉลี่ยลงทุนเรื่องละ 30-40 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังจูงใจผู้กำกับภาพยนตร์ ดึงคนสร้างหนังให้มาร่วมงานกับบริษัทมากขึ้นด้วยการใช้โมเดลแบ่งรายได้แบบฮอลลีวูด ด้วยการแบ่งผลกำไรระหว่างผู้กำกับกับผู้ลงทุนอย่างชัดเจน ซึ่งปี 2562 จะมีภาพยนตร์เข้าฉายประมาณ 320 เรื่อง แบ่งเป็นหนังไทย 50 เรื่อง ซึ่งมีหนังไทยในเครือเมเจอร์ฯถึง 23 เรื่อง และภาพยนตร์ต่างประเทศ 270 เรื่อง คาดว่าจะมีหนังทำเงินหลายเรื่อง เช่น Avengers4, Captain Marval, Spider-Man เป็นต้น

“เมื่อโรงต่างจังหวัดโตขึ้นและตลาดนี้ต้องการหนังไทย เราก็เดินหน้าเพิ่มจำนวนหนังไทยให้มากขึ้น คาดว่าปี 2563 จะผลักดันให้หนังไทยมีส่วนแบ่งตลาด 50% ของตลาด จากปัจจุบันที่มีส่วนแบ่งอยู่ 25-30% และคาดว่าปลายปีจะแตะ 30-35% จากนาคี 2”

สำหรับกลยุทธ์หลักของโรงหนังนั้น “วิชา” กล่าวว่า ตอนนี้เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วและเข้าไปดิสรัปชั่นในหลาย ๆ ธุรกิจ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกลายเป็นความท้าทายของธุรกิจโรงหนังว่าจะเปลี่ยนอย่างไร และจะนำดาต้า (data) ที่เกิดขึ้นบนโลกออนไลน์มาใช้ได้อย่างไร ซึ่งเมเจอร์ก็พร้อมนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลายและแยกย่อยตามเซ็กเมนเทชั่นมากขึ้น

หนึ่งในนั้นคือ การนำบิ๊กดาต้า (big data) ที่ได้จากบัตรเอ็ม เจเนอเรชั่น ซึ่งปัจจุบันมีฐานลูกค้าอยู่ 3 ล้านใบมาวิเคราะห์และออกโปรโมชั่นให้สอดรับกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าแต่ละกลุ่ม ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้เริ่มนำมาใช้แล้ว และได้ผลการตอบรับที่ดี อีกทั้งเร็ว ๆ นี้เตรียมเปิดตัวแอปพลิเคชั่นใหม่ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคมากขึ้นในส่วนของผลประกอบการไตรมาส 3 ที่ผ่านมามีรายได้ 2,048 ล้านบาท ลดลง 7% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีรายได้ 2,200 ล้านบาท เนื่องจากภาพยนตร์ต่างประเทศที่เข้าฉายใน

ปีนี้ได้รับความนิยมน้อยกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ผลประกอบการ 9 เดือนที่ผ่านมามีกำไร 1,024 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไร 1,110 ล้านบาท ขณะที่สิ้นปีนี้ตั้งเป้าหมายว่ารายได้รวมจะทะลุ 10,000 ล้านบาทซึ่งเติบโตจากปีก่อน

เมื่อโรงต่างจังหวัดมากขึ้น สิ่งที่ต้องโตควบคู่กันไป คือ การผลิตหนังไทย แต่ต้องเพิ่มบนมาตรฐานของคุณภาพหนังที่ดี เพื่อให้อุตฯหนังโตแบบมั่นคง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...