โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ขายทิ้งโรงแรมเชียงใหม่-ภูเก็ต พิษทัวร์จีนวูบหนัก-ห้องพักล้น

ประชาชาติธุรกิจ

เผยแพร่ 27 พ.ย. 2561 เวลา 09.39 น.

นักท่องเที่ยวจีนวูบพ่นพิษโรงแรม “เชียงใหม่-ภูเก็ต” ทรุด แห่ขาย 150 ราย 10-500 ล้าน นายกโรงแรมภาคเหนือชี้เป็นโรงแรมขนาดกลาง-เล็ก ไม่มีใบอนุญาต เผยทุนจีนลงทุนเปิดรับกรุ๊ปทัวร์จีนโดยเฉพาะ เปิดข้อมูลเชียงใหม่มีโรงแรมทุนจีน 1,000 แห่ง นายกสมาคมโรงแรมไทยแจงซัพพลายล้นตลาด ผสมโรงนักท่องเที่ยวจีนหดตัว กระทบรุนแรง โบรกเกอร์รายใหญ่เผยประกาศขายโรงแรมพุ่ง 20%

ขายโรงแรมเชียงใหม่-ภูเก็ต

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า ขณะนี้เกิดปรากฏการณ์เจ้าของกิจการโรงแรมขนาดเล็ก รีสอร์ตต่าง ๆ มีการประกาศขายกิจการจำนวนมาก โดยจากการสำรวจทางเว็บไซต์ซื้อ-ขายอสังหาริมทรัพย์หลายแห่ง พบว่ามีกิจการโรงแรมและรีสอร์ตในจังหวัดภูเก็ตและเชียงใหม่ประกาศขายกิจการเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน กรณีของเว็บไซต์ DD Property และ Dot Property พบว่าในช่วงเดือน พ.ย.มีประกาศขายกิจการประเภทโรงแรมและรีสอร์ต ในพื้นที่เชียงใหม่ ภูเก็ต และพัทยา ซึ่งเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวหลักของนักท่องเที่ยว[จีนรวมกันกว่า 150 รายการ โดยพบว่าเป็นการประกาศขายโรงแรมในเชียงใหม่อยู่ที่ 49 รายการ ประกาศขายโรงแรมที่พัทยาประมาณ 51 รายการ และจังหวัดภูเก็ต 105 รายการ โดยข้อมูลประกาศขายรายการเก่าที่สุดไม่เกิน 1 เดือน โดยสินทรัพย์ที่ขายส่วนใหญ่ระดับราคาไม่เกิน 50 ล้านบาท

ทั้งนี้โรงแรมและรีสอร์ตที่ประกาศขายในจังหวัดเชียงใหม่ ส่วนมากจะอยู่ในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ มีลักษณะเป็นกิจการขนาดกลางถึงขนาดเล็ก เช่น ธาราบุรี รีสอร์ท มีลักษณะเป็นรีสอร์ตไม้สักทอง ใกล้สนามบินเชียงใหม่เสนอขายราคา 52.5 ล้านบาท และบูติครีสอร์ตบริเวณอำเภอหางดง ราคา 25 ล้านบาท โดยระบุว่าเป็นรีสอร์ตที่ดำเนินกิจการมาแล้ว 3 ปี นอกจากนี้ยังมีโฮสเทลขนาดเล็กจำนวนมาก ในระดับราคา 5-30 ล้านบาท

สำหรับพื้นที่จังหวัดภูเก็ตมีประกาศขายโรงแรมและรีสอร์ตมากถึง 105 รายการ ส่วนใหญ่ราคาไม่เกิน 50 ล้านบาท จำนวน 34 รายการ และกลุ่มราคา 100-500 ล้านบาท อยู่ที่ 31 รายการ พื้นที่ประกาศขายมากที่สุดคือบริเวณอำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต ทั้งในตำบลกะทู้ ตำบลป่าตอง และตำบลกมลา รองลงมาคือตำบลราไวย์ และกะรน อำเภอเมืองภูเก็ต

 

เชียงใหม่ โรงแรมทุนจีนนับพันแห่ง

นางละเอียด บุ้งศรีทอง นายกสมาคมโรงแรมไทย (ภาคเหนือ) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นว่า ภาพรวมปัจจุบันในจังหวัดเชียงใหม่มีโรงแรมมากกว่า 2,000 แห่ง จำนวนห้องพักมากกว่า 60,000 ห้อง ในส่วนของโรงแรมที่มีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงแรมถูกต้องมีราว 600 แห่ง มีห้องพักมากกว่า 25,000 ห้อง และในจำนวนนี้เป็นสมาชิกของสมาคม 68 แห่ง รวมกว่า 8,000 ห้อง ซึ่งส่วนใหญ่ยังคงดำเนินกิจการตามปกติ ไม่พบว่ามีการปิดกิจการหรือขายกิจการทิ้ง

แต่ในส่วนของโรงแรมที่ไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกิจการขนาดเล็กที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะการลงทุนของกลุ่มทุนจีนที่มาร่วมกับคนไทยเพื่อรองรับกลุ่มทัวร์จีนโดยเฉพาะ ซึ่งขณะนี้ทางสมาคมยังไม่มีการทำสถิติตัวเลขที่ชัดเจน คาดว่ามากกว่า 1,000 แห่ง ซึ่งจากฐานข้อมูลบนแพลตฟอร์ม OTA (online travel agent) มีความเป็นไปได้ว่ามีการทยอยปิดกิจการหรือขายกิจการ

นายกสมาคมโรงแรมไทย (ภาคเหนือ) กล่าวว่า ด้วยหลายปัจจัยคือ 1.การเข้มข้นและตรวจจับโรงแรมที่ไม่มีใบอนุญาตอย่างจริงจังของภาครัฐในช่วงที่ผ่านมา ทำให้โรงแรมหลายแห่งต้องหยุดให้บริการหรือปิดกิจการไป 2.นักท่องเที่ยวจีนในรูปแบบกรุ๊ปทัวร์มีจำนวนลดลงอย่างมาก เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจของจีนที่ชะลอตัว มีผลทำให้การเดินทางของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ซึ่งเป็นกลุ่มระดับล่างและเป็นกลุ่มขนาดใหญ่อาจต้องชะลอการเดินทางท่องเที่ยวทั้ง 2 ปัจจัยน่าจะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้โรงแรมที่เปิดขึ้นมาเพื่อเน้นให้บริการนักท่องเที่ยวจีนต้องปิดกิจการลง เพราะเมื่อถูกเจ้าหน้าที่รัฐเข้มงวด ขณะที่ซัพพลายมีจำนวนมาก แต่ไม่มีลูกค้ากลุ่มเป้าหมายเฉพาะเข้ามาใช้บริการ จึงไม่สามารถแบกต้นทุนได้

นางละเอียดกล่าวต่อว่า นักท่องเที่ยวจีนในเชียงใหม่ไม่ได้หายไปทั้งหมด แต่ที่มีจำนวนลดลงคือ กลุ่มทัวร์จีนที่มากับบริษัททัวร์ แต่สถานการณ์ปัจจุบันคือ พฤติกรรมการท่องเที่ยวจีนเปลี่ยนไปมาก โดยนิยมเดินทางท่องเที่ยวเอง ออกแบบการเดินทางเอง จองที่พักเอง ซึ่งนักท่องเที่ยวจีนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มกำลังซื้อระดับกลาง-บนที่นิยมพักโรงแรม 5-6 ดาว กลุ่มนี้จึงไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายของโรงแรมทั่วไป

ห้องพักล้น-นักท่องเที่ยวหด

นางสาวศุภวรรณ ถนอมเกียรติภูมิ นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นผลจาก 3 ปัจจัยหลัก คือ 1.ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวขยายตัว จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้นักลงทุนแห่ลงทุนสร้างโรงแรมมากเกินความต้องการ ทำให้ในตลาดมีปริมาณห้องพักที่มากเกินความต้องการของตลาด หรือเกิดภาวะโอเวอร์ซัพพลาย

ปัจจัยที่ 2.สภาพตลาดห้องพักโรงแรมโอเวอร์ซัพพลายอยู่แล้ว เมื่อมาเจอกับสถานการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวชะลอตัว โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวจีน ทำให้ธุรกิจสะดุด เกิดปัญหากระแสเงินสดหมุนเวียน และ 3.ธุรกิจปรับตัวไม่ทัน เนื่องจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น บวกกับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ธุรกิจจำนวนมากปรับตัวตามไม่ทัน

“การบริหารธุรกิจโรงแรมวันนี้เปลี่ยนไปจาก 4-5 ปีก่อนอย่างมาก ทุกอย่างต้องเร็ว และขยับเข้าสู่ดิจิทัลแพลตฟอร์มกันหมดแล้ว สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ธุรกิจในต่างจังหวัดยังปรับตัวไม่ทัน โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก” นางสาวศุภวรรณกล่าว

ยอดประกาศขาย รร.พุ่ง 20%

นายแพทย์สมศักดิ์ มุนีพีระกุล อดีตนายกสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ไทย และประธานกรรมการ บริษัท ฟอร์เบสท์ พร็อพเพอร์ตี้ส์ จำกัด ผู้ประกอบการบริษัทนายหน้าอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การประกาศขายโรงแรมและรีสอร์ตในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และภูเก็ตผ่านทางเว็บไซต์ปัจจุบัน พบว่ามีปริมาณเพิ่มขึ้นถึง 20% หากเปรียบเทียบก่อนหน้านี้ สาเหตุหลักมองว่ามีผลจากปริมาณนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลงจาก 4 ปัจจัย คือ จากกรณีเหตุการณ์เรือล่มที่จังหวัดภูเก็ต ส่งผลต่อเนื่องให้นักลงทุนจีนและนักท่องเที่ยวไม่เดินทางมาประเทศไทย และเรื่องเศรษฐกิจของประเทศจีนเองที่มีปัญหาชะลอตัว ประกอบกับสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งตนมีความกังวลว่า ในอนาคตอาจมีการปล่อยขายโรงแรมและรีสอร์ตในปริมาณที่เพิ่มมากขึ้นกว่าปัจจุบัน ส่วนผู้ประกอบการที่กำลังจะเริ่มลงทุนสร้างโครงการใหม่อาจชะลอตัวลง เนื่องจากที่ผ่านมาในตลาดมีการแข่งขันสูง โดยเฉพาะมีการนำคอนโดมิเนียมและอพาร์ตเมนต์มาปล่อยเช่ารายวัน ทำให้มาแย่งกลุ่มลูกค้าของโรงแรม

ธุรกิจจีนชะลอลงทุนในภูเก็ต

นายบุญ ยงสกุล ประธานกรรมการ บริษัท โบ๊ทพัฒนา จำกัด และบริษัท โบ๊ท แอสเซท แมนเนจเมนท์ จำกัด ในเครือภูเก็ต โบ๊ท ลากูน ผู้ประกอบการธุรกิจมารีน่า โรงแรม และอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ จ.ภูเก็ต เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การประกาศขายกิจการโรงแรม รีสอร์ตของภูเก็ตตามเว็บไซต์ซื้อขายต่าง ๆ คิดว่าเป็นกิจการของนักลงทุนไทยที่ได้รับผลกระทบจากจำนวนทัวร์จีนที่หายไปประมาณ 50% ขณะที่นักท่องเที่ยวจีน FIT หายไปประมาณ 10% เพราะผู้ประกอบการไม่มีเงินไปจ่ายดอกเบี้ยสถาบันการเงิน จึงต้องหาทางขายธุรกิจ ในส่วนของบริษัทที่ทำธุรกิจด้านมารีน่าและโรงแรมได้รับผลกระทบทำให้รายได้หายไปพอสมควร เพราะมีลูกค้าเป็นนักท่องเที่ยวจีนประมาณ 20%

ส่วนบริษัท โบ๊ท แอสเซท แมนเนจเมนท์ ที่ทำธุรกิจบริหารสินทรัพย์ให้ลูกค้าที่ซื้ออาคารพาณิชย์ บ้าน ทาวน์เฮาส์ไปปล่อยเช่าต่อ ได้รับผลกระทบจากนักท่องเที่ยวจีนอย่างเห็นได้ชัดเจน หลังเกิดเหตุการณ์เรือล่ม 1 เดือน นักธุรกิจจีนมาเช่าอาคารพาณิชย์ไว้ทำสำนักงาน 4 ห้อง ก็ยุบสำนักงานเหลือ 1 ห้อง นอกจากนี้มีนักลงทุนจีนที่มาติดต่อจะเช่าอาคารพาณิชย์เพื่อลงทุนเปิดร้านอาหารก็ชะลอแผนออกไปไม่มีกำหนด บางรายหายไปเลย

“ในส่วนธุรกิจมารีน่า ท่าเทียบเรือ ซึ่งมีนักธุรกิจจีนเช่าอาคารพาณิชย์ทำออฟฟิศ 3 แห่ง ตอนนี้เหลือเพียง 2 แห่ง เรือที่ให้บริการจากที่เคยสูงถึง 30 ลำเหลือแค่ 8 ลำ เพราะปริมาณทัวร์หายไป ส่งผลให้การลงทุนของนักธุรกิจจีนหายไปด้วย อย่างไรก็ตาม ตอนนี้กำลังประเมินว่า นักท่องเที่ยวจีนจะกลับมามากน้อยเพียงใด ซึ่งคงต้องรอช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นช่วงหยุดเทศกาลตรุษจีน” นายบุญกล่าว

ธุรกิจท่องเที่ยวสำลักทัวร์จีนหาย

แหล่งข่าววงการธุรกิจท่องเที่ยวรายหนึ่ง กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า หากประเมินภาพรวมนักท่องเที่ยวจีนย้อนหลังไป 10 ปีจะพบว่ามีการเติบโตอย่างรวดเร็วจากประมาณ 8-9 แสนคนในปี 2551-2552 และปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วเฉลี่ยปีละ 1-2 ล้านคนในช่วงปี 2554-2555 และที่ชัดเจนที่สุดคือในปี 2558 ที่จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นกว่า 3 ล้านคน จากแนวโน้มดังกล่าวนี้ทำให้บรรดานักลงทุนต่าง ๆ โดยเฉพาะผู้ประกอบการด้านอสังหาริมทรัพย์ที่แห่เข้ามาลงทุนในธุรกิจโรงแรมขนาดกลางและขนาดเล็กเป็นจำนวนมาก

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มผู้ประกอบการบริษัทนำเที่ยวสำหรับตลาดจีน ทั้งร้านอาหาร แหล่งช็อปปิ้ง รวมถึงพวกการแสดงโชว์ต่าง ๆ สำหรับรองรับนักท่องเที่ยวจีนโดยเฉพาะ ฯลฯ เกิดขึ้นตามมาอีกเป็นจำนวนมาก เมื่อตลาดนักท่องเที่ยวจีนสะดุดและเกิดการชะลอตัว บวกกับการแข่งขันและสภาพตลาดที่เริ่มขยับเข้าสู่ตลาดคุณภาพจึงทำให้ผู้ประกอบการเหล่านี้เริ่มประสบปัญหาตามมา

ทั้งนี้ จากรายงานของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุว่านักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้ามาประเทศไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยปี 2553 อยู่ที่ 1.13 ล้านคน และปี 2558 อยู่ที่ 7.93 ล้านคน ปี 2559 จำนวน 8.77 ล้านคน และปี 2560 จำนวน 9.8 ล้านคน สำหรับปี 2561 โดยภาครัฐตั้งเป้าไว้ที่ 10.5 ล้านคน แต่เนื่องจากปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทำให้ช่วง 10 เดือนแรกของปีนี้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนอยู่ที่ 9.01 ล้านคน

โดยในเดือนตุลาคมที่ผ่านมาตัวเลขจำนวนนักท่องเที่ยวจีนอยู่ที่ 6.4 แสนคน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว -19.8% ซึ่งเป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ขณะที่ในแง่เม็ดเงินรายได้อยู่ที่ 3.45 หมื่นล้านบาท ลดลงจากเดือนตุลาคมปีที่แล้ว -16.59%

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...