โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ค้นกำเนิด "ยี่เป็ง" ก่อนเป็นเทศกาลลอยกระทงยิ่งใหญ่ของเชียงใหม่จากหลากทฤษฎี

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 05 พ.ย. 2562 เวลา 10.07 น. • เผยแพร่ 05 พ.ย. 2562 เวลา 08.11 น.
ภาพประกอบเนื้อหา - นักท่องเที่ยวปล่อยโคมในช่วงเทศกาลยี่เป็ง จังหวัดเชียงใหม่ ประเทศไทย เมื่อปีพ.ศ. 2561 ภาพจาก LILLIAN SUWANRUMPHA / AFP

*“ลอยกระทง” เป็นงานรื่นเริงอย่างหนึ่งของคนไทย มีกำหนดจัดขึ้นในวันเพ็ญเดือน 12 ของทุกปี ซึ่งในช่วงเวลานี้น้ำจะหลากเอ่อล้นไปทั่วฝั่งแม่น้ำลำคลอง ดังคำโบราณว่า “เดือน 11 น้ำนอง เดือน 12 น้ำทรง” *

แต่ทางภาคเหนือของไทยซึ่งเดิมเรียกว่าภาคพายัพนั้นกลับจัดประเพณีลอยกระทงกันในวันเพ็ญเดือนยี่ หรือที่เรียกกันว่า วันยี่เป็ง คำว่า เป็งในภาษาเหนือนั้นตรงกับคำว่า “เพ็ญ ในภาษาภาคกลาง ส่วน “ยี่ นั้น คือ เดือนยี่หรือเดือนที่ 2 ของปี สาเหตุที่การลอยกระทงในภาคเหนือต้องมาตกอยู่ในเดือนยี่เป็นเพราะ “…เมืองลาวเฉียง1… ไม่ได้ใส่อธิกมาศ2สักสองปี…”3 *จึงทำให้เดือนของภาคเหนือนั้นเคลื่อนไปจากภาคกลางถึง 1 เดือน  *

แม้จะเรียกชื่อวันและเดือนต่างกัน แต่คนไทยในภาคเหนือก็ยังคงจัดงานลอยกระทงในวันเดียวกันกับคนไทยภาคอื่นๆ จะมีที่ต่างอยู่บ้างก็ประเพณีลอยกระทงของจังหวัดเชียงใหม่ที่จัดกันถึง 2 วัน คือ ในวันเพ็ญและวันแรม 1 ค่ำเดือนยี่เหนือ

การลอยกระทงในวันเพ็ญเดือนยี่เหนือนั้นจะเริ่มขึ้นเมื่อใดนั้นไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัด แต่สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ กล่าวไว้ว่า

“…เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นตามแบบประเพณีของกรุงเทพฯ ผู้ที่เริ่มการลอยกระทงในเชียงใหม่เป็นคนแรกน่าจะเป็นพระราชชายา เจ้าดารารัศมีในช่วงประมาณ พ.ศ.2460-2470 โดยจุดเทียนบนกาบมะพร้าวทำเป็นรูปเรือเล็ก หรือรูปหงส์ และใช้ท่อนไม้ปอทำเป็นรูปเรือ แต่ก็ไม่เป็นที่นิยมทั่วไปเพราะชาวล้านนายังนิยมการประดับประทีปโคมไฟตามบ้านเรือน และมักจัด ตั้ง ธัมม์หลวง หรือเทศน์มหาชาติในวัน ‘เพ็ญเดือนยี่’ ตามประเพณีอยู่…”4

ในขณะที่วารสารยุพราชวิทยา ปีที่ 3 ฉบับ ส.ค.ส. 2493 ได้กล่าวถึงประเพณีลอยกระทงของจังหวัดเชียงใหม่ไว้ว่า

“การลอยกระทงถือกันเป็นประเพณีนิยมอย่างหนึ่งของเผ่าไทยเดิมผู้มีอาณาจักรอยู่ในดินแดนภาคเหนือมาแต่โบราณกาล ซึ่งความจริงก็มิใช่เก่าแก่จนเกินไปนัก หากจะถือเอาระยะเวลาที่ทำกันอย่างจริงจังก็คืออายุของจังหวัดสุโขทัยสมัยเป็นราชธานีของอิสสระอาณาจักรไทยครั้งราชวงศ์พระร่วงเป็นกษัตริย์เป็นปฐม…

นครพิงค์รับช่วงประเพณีการลอยกระทงนี้มาจากสุโขทัยในสมัยเดียวกันเพราะนครพิงค์กับนครสุโขทัยเป็นมิตรกันจนถึงเป็นสหายสงคราม แต่ชาวลานนาเป็นคนใจบุญสุนทรทาน มีความนับถือพระพุทธศาสนาแนบแน่นอยู่ในหัวใจจึงคิดอ่านดัดแปลงการลอยกระทงให้เหเข้าหาศาสนาไม่ใช่เพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลินอย่างการลอยกระทงของนครสุโขทัย ประเพณีการลอยกระทงของนครพิงค์และจังหวัดอื่นๆ ที่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำจึงวัฒนาถาวรไม่เสื่อมลง”5

แต่มีความเชื่ออีกกระแสหนึ่งว่า ในยุคก่อนนั้นชาวเชียงใหม่ยังคงใช้ชีวิตกันอยู่ในกำแพงเวียง และชาวเมืองอื่นที่ถูกกวาดต้อนมาในยุคเก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง ล้วนตั้งบ้านเรือนระหว่างกำแพงเวียงกับกำแพงดิน ต่อมาเมื่อจะต้องจัดตั้งศาลต่างประเทศขึ้นที่นครเชียงใหม่ใน พ.ศ. 2417 เพื่อชำระคดีที่คนพื้นเมืองพิพาทกับชาวต่างประเทศและคนในบังคับ พระเจ้าอินทวิชยานนท์จึงได้เลือกพื้นที่ริมแม่น้ำปิงซึ่งอยู่นอกแนวกำแพงดินให้เป็นที่ตั้งศาลต่างประเทศและเป็นที่พักข้าราชการสยาม

เมื่อข้าราชการสยามต้องพลัดพรากจากบ้านเกิดเมืองนอนไปอยู่ในหัวเมืองที่ห่างไกลเช่นนั้น ก็เป็นธรรมดาที่ย่อมจะคิดถึงบ้านเกิด เมื่อถึงวันเพ็ญเดือน 12 ซึ่งเป็นวันลอยกระทง จึงคงจะจัดประเพณีลอยกระทงกันในหมู่ข้าราชการสยามก่อน ต่อมาเมื่อเจ้าแก้วนวรัฐฯ ย้ายคุ้มออกไปอยู่ที่ริมแม่น้ำปิงใน พ.ศ. 2444 แล้ว เจ้าแก้วนวรัฐฯ คงจะเป็นผู้นำชาวเชียงใหม่เข้าร่วมประเพณีลอยกระทงกับข้าราชการสยาม ต่อจากนั้นชาวเชียงใหม่ก็คงจะได้เข้าร่วมประเพณีลอยกระทงกันมาเป็นลำดับ จนถึง

ประมาณปี พ.ศ. 2476 มีนักเรียนยุพราชวิทยาลัยสมองดีกลุ่มหนึ่ง เอาเรือ กาบปี๋ หรือเรือกาบปลี ซึ่งใช้พายสัญจรไปตามลำน้ำแม่ปิง และใช้ตกเบ็ดตกปลาได้ บรรทุกนักดนตรีและดนตรีเครื่องสายพื้นเมือง เห่กล่อมตามกระทงไปตามสายน้ำ รุ่งขึ้นปี พ.ศ. 2477 นักเรียนของมัธยมปีที่ 5 โรงเรียนปรินสรอยแยลส์วิทยาลัยที่นับถือพุทธศาสนาได้รวมกลุ่มจัดสร้างกระทงขนาดใหญ่ เอาต้นกล้วยมาทำทุ่นให้ลอยได้ประดับด้วยโคมกระดาษหลายโคมสว่างไสว แล้วนำลงไปลอยที่ข้างคุ้มวงศ์ตะวัน เป็นกระทงใหญ่กระทงแรก โดยมีคุณหญิงอนุบาลพายัพกิจ ภรรยาผู้ว่าราชการจังหวัดขณะนั้นไปร่วมสนับสนุนดูนักเรียนชุดนี้ลอยกระทงกัน แล้วตามด้วยเรือกาบปี๋อีกหนึ่งลำพร้อมด้วยดนตรีเครื่องสาย เช่นที่โรงเรียนยุพราชเคยทำ ทั้งสองโรงเรียนนี้จึงบรรเลงแข่งขันกันไปตามสายธารของแม่น้ำปิงติดตามกระทงขนาดเขื่องนี้ลงไป ปีต่อๆ มามีคนเห็นดีและสนุกพากันทำกระทงขนาดใหญ่นี้เพิ่มขึ้นจาก 2 เป็น 3 และมากขึ้นทุกปี”6

ต่อมาใน พ.ศ. 2480 รองอำมาตย์โท ชุ่ม ณ บางช้าง หรือ “อาจารย์ชุ่ม” ครูยุพราชวิทยาลัย ได้เสนอแนะให้ยุพราชวิทยาลัย สร้างกระทงรูปเรือหงส์ขึ้น มีขนาดยาวถึง 7 เมตร สร้างตามแบบเรือสุพรรณหงส์ทีเดียว”7 รองอำมาตย์โท เกยูร ผลาชีวะ อาจารย์ใหญ่ยุพราชวิทยาลัยในสมัยนั้น จึงได้มอบหมายให้ ครูจันทร์เที่ยง ปัญญาเพชร ครูศิลปะของยุพราชวิทยาลัยในเวลานั้น เป็นผู้ออกแบบและจัดสร้างกระทงรูปเรือหงส์ขึ้นเป็นครั้งแรก

พอถึงวันแรม 1 ค่ำ เดือนยี่เหนือซึ่งเป็นวันประเพณีลอยกระทงใหญ่ อาจารย์ใหญ่ยุพราชวิทยาลัยก็ได้จัดให้นักเรียนช่วยกันแห่กระทงนี้จากโรงเรียนไปลอยที่ท่าวังสิงห์คำเหนือสำนักงานเทศบาลนครเชียงใหม่ในปัจจุบัน ในระหว่างที่เดินกระบวนแห่ไปนั้น นักเรียนที่กระบวนก็ได้ช่วยเห่กระทงนั้นด้วยบทเห่ของอาจารย์ชุ่มพร้อมกันไปด้วย การแห่กระทงของยุพราชวิทยาลัยในคราวนั้น จึง เรียกร้องคนดูได้อย่างน่าพิศวง และตั้งแต่นั้นวัดวาอารามต่างๆ ก็ตั้งหน้าสร้างกระทงขนาดใหญ่ๆ แข่งขันกับโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย และมีการเห่กระทงในขณะแห่กระทงไปสู่ท่าน้ำด้วย”8

ประเพณีการลอยกระทงจังหวัดเชียงใหม่ที่แปลกพิสดารนี้ต้องมีอันระงับไปหลายปีในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อสงครามสงบและบ้านเมืองกลับคืนสู่สภาวะปกติ ชาวจังหวัดเชียงใหม่ก็ได้พร้อมกันรื้อฟื้นประเพณีการลอยกระทงขึ้นอีกครั้งใน พ.ศ. 2489 ดังที่ยุพราชวิทยา ปีที่ 3 ฉบับ ส.ค.ส. 2493 ได้บรรยายบรรยากาศของงานลอยกระทงจังหวัดเชียงใหม่ในช่วงนั้นไว้ว่า

“วันที่ใช้ทำพิธีลอยกระทงคือวันเพ็ญเดือนยี่เหนือ (คือวันเพ็ญเดือน 12) กับวันแรม 1 ค่ำ อันถือกันว่าเป็นวันกึ่งกลางของเดือนและมีน้ำเปี่ยมฝั่งแม่น้ำปิงอันเป็นลำน้ำที่ไหลผ่านนครพิงค์ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นราชธานีของเผ่าไทยเดิม และในวันที่ลอยกระทงสองวันนี้เองที่ประชาชนชาวเวียงพิงค์พากันหลั่งไหลไปลอยและดูการลอยกระทงเต็มทั้งสองฟากแม่น้ำจนแทบจะไม่มีที่ว่างและทางเดิน

สภาพของกระทงเล่าก็ได้รับการประดิษฐ์สร้างสรรค์ให้วิจิตรงดงามยิ่งๆ ขึ้นตามลำดับกาล มีขนาดและรูปร่างใหญ่โตและสวยงามขึ้นตามลำดับด้วยเช่นเดียวกันแต่ก็ยังอยู่ในสภาพของกระทงธรรมดา ยังไม่เร้าความตื่นเต้นและสนใจของผู้ดูเท่าไรนัก

คณะอาจารย์และสานุศิษย์ของโรงเรียนยุพราชวิทยาลัยได้นำเรือกระทง ‘สุวรรณหงส์’ ขนาดยาว 6 1/2 เมตร ประดับประดาเสียงามวิจิตรด้วยบุษบก ฉัตร ธงริ้วและโคมไฟลงลอยลำน้ำแม่ปิงเป็นลำแรกเมื่อ พ.ศ. 2480 พร้อมด้วยขบวนนักเรียนเรือนพันแห่และเห่ด้วยบทเพลงเห่เรือทำนองเห่เรือยุคกรุงศรีอยุธยาไปตามถนนและลงเรือเห่ตามกระทงล่องลำแม่น้ำ การกระทำทั้งนี้ย่อมยังความพิศวงตื่นเต้นให้แก่ท่านผู้พบเห็นยิ่งนัก และในปีต่อๆ มาก็เช่นเดียวกันจนเป็นเหตุให้มีการประดิษฐ์กระทงขนาดใหญ่โตและงดงามมากรายขึ้นตามลำดับ แต่ถึงแม้จะมีกระทงใหญ่สักกี่รายก็ตามประชาชนก็ยังถามกันว่า ‘ยุพราชวิทยามีไหม? รูปอะไร?’ เช่นนี้ทุกๆ ปี

ใน พ.ศ. 2490 เทศบาลนครเชียงใหม่ได้เข้าร่วมมือในการเชิดชูประเพณีการลอยกระทงโดยจัดให้มีการประกวดกระทงชิงรางวัลขึ้นเป็นครั้งแรก เรือกระทงรูปพญานาคเจ็ดหัวของโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย ก็หยิบรางวัลถ้วยเงินไปได้อย่างง่ายดาย ใน พ.ศ. 2491 กำหนดวันลอยกระทง เรือกระทงรูปกินรีของโรงเรียนนี้ก็หยิบถ้วยเงินรางวัลได้อีกเช่นปีก่อน

พ.ศ. 2492 กำหนดวันลอยกระทงเพ็ญเดือนยี่และแรมหนึ่งค่ำตรงกับวันที่ 5 พฤศจิกายน ในปีนี้สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีอดีตราชินีในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จทอดพระเนตรการลอยกระทงด้วยจึงควรเชื่อได้ว่า จะได้ชมกระทงขนาดใหญ่รูปงามแปลกตากว่าทุกคราวที่แล้วมาแต่ข้อเท็จจริงในความเชื่อนี้มีแค่ไหนเพียงไร ย่อมประจักษ์แก่ตาประชาชนเรือนแสนอยู่แล้วจึงงดกล่าวเสียได้

ในปีนี้โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย ส่งกระทงเข้าประกวดสองชิ้นด้วยกัน ชิ้นใหญ่คือกระทงรูปเรือมังกรขนาดยาว 5 เมตร ชิ้นรองคือรูปดอกบัวบาน ภายในมีรูปพระลักษมีนั่งประณมกร แสดงปางกวนน้ำทิพย์ ทั้งสองกระทงมีบทขับเสนาะกรรณของ ช. ณ บางช้าง9 กำกับครบครัน และโรงเรียนยุพราชวิทยา ก็หยิบถ้วยรางวัลได้ทั้งสองกระทง”10

จากรายละเอียดข้างต้นทำให้ทราบว่า ในระยะแรกของการจัดทำกระทงใหญ่นั้น กระทงของยุพราชวิทยาลัยและของหน่วยงานอื่นๆ ล้วนมีรูปแบบพื้นฐานเป็นรูปเรือต่างๆ ต่อมาเมื่อกรมทางหลวงได้มาร่วมประเพณีลอยกระทงของจังหวัดเชียงใหม่ รูปแบบของกระทงจึงเริ่มเปลี่ยนแปลงไป เพราะกระทงที่กรมทางหลวงส่งเข้าประกวดนั้นทำเป็น ภาพตอนนารายณ์บรรทมสินธุ์ ใช้บัลลังก์นาคเป็นตัวกระทง และใช้คนจริงๆ แต่งกายเป็นพระนารายณ์กับพระมหาเทวีทั้งสอง”11

เมื่อกรมทางหลวงเริ่มเปลี่ยนแปลงรูปแบบของกระทงจากประเพณีนิยมเดิมเป็นรายแรกแล้ว จากนั้นมากระทงที่ส่งเข้าประกวดในแต่ละปีก็ยิ่งทวีความงดงามและแปลกตามากยิ่งขึ้น มีกระทงส่งเข้าประกวดทั้งกระทงลอยน้ำ คือ กระทงที่สามารถนำไปลอยน้ำได้จริง และกระทงบก ที่ผู้จัดทำเพียงแต่ส่งมาเข้ากระบวนแห่เพื่อแสดงความสวยงามและความคิดสร้างสรรค์ จำนวนกระทงที่ส่งเข้าประกวดก็ทวีจำนวนมากขึ้น จากไม่ถึงสิบกระทงเป็นสิบกว่า ยี่สิบกว่า บางปีมีถึงกว่าห้าสิบกระทง นอกจากกระทงที่ต่างก็ออกแบบสร้างสรรค์กันมาอย่างวิจิตรพิสดารแล้ว ที่ไม่น้อยหน้าไปกว่ากันก็คือ ขบวนแห่ของแต่ละกระทงซึ่งจัดกันมาอย่างยิ่งใหญ่และงดงาม งานลอยกระทงของจังหวัดเชียงใหม่จึงยิ่งสนุกครึกครื้น มีคนดูแน่นขนัดไปทุกถนนหนทางแทบเดินไม่ได้ สองฟากฝั่งแม่น้ำปิงแน่นอัดไปด้วยฝูงชนที่พากันมาจองที่นั่งไว้ตั้งแต่บ่าย บางคนถึงกับห่ออาหารมารับประทานด้วย เพราะเกรงจะไม่ได้ที่ดูดีๆ”12

ต่อมาใน พ.ศ. 2512 องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยในปัจจุบัน ได้มาเปิดสำนักงานสาขาที่จังหวัดเชียงใหม่13 จึงได้ร่วมกับเทศบาลนครเชียงใหม่จัดการส่งเสริมประเพณีลอยกระทงจังหวัดเชียงใหม่ให้เป็นเทศกาลท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัด จึงมีนักท่องเที่ยวทั้งจากภายในและต่างประเทศแห่แหนกันมาเที่ยวชมงานลอยกระทงจังหวัดเชียงใหม่กันเป็นจำนวนมากทุกๆ ปี

เชิงอรรถ

[1] ต่อมาเปลี่ยนเป็นมณฑลพายัพ ซึ่งประกอบไปด้วยเมืองนครเชียงใหม่ นครลำปาง นครลำพูน นครน่าน แพร่ เชียงรายและแม่ฮ่องสอน

2 คือ เดือน 8 สองครั้งใน 1 ปี ซึ่งตามปฏิทินจันทรคติของไทยนั้นปีปกติจะมี 12 เดือน คิดเป็นจำนวนวันได้ปีละ 354 หรือ 355 วัน หลายๆ ปีเข้าจะรวมวันทบเข้าเป็นปีอธิกมาศ คือปีนั้นมี 13 เดือน โดยปีที่เป็นอธิกมาศจะมีเดือน 8 สองครั้ง คิดเป็นจำนวนวันได้ปีละ 384 วัน

3 “ประกาศให้ใช้วันอย่างใหม่,” ราชกิจจานุเบกษา 5 แผ่นที่ 53 (วันอาทิตย์ เดือนสี่ แรมสิบห้าค่ำ ปีชวดสัมฤทธิศก 1250) น. 451-456.

4 ศรีเลา เกษพรหม. “ลอยกระทง,” สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ เล่ม 11 (ยักขินี-ลี้, อำเภอ). น. 5852.

5 “การลอยกระทง,” ยุพราชวิทยา ปีที่ 3 ฉบับ ส.ค.ส. 2493, น. 30-31.

6 พันเอก (พิเศษ) พูนพล อาสนจินดา. “บทบาทของท้องถิ่นในการส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยว,” อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ ศาสตราจารย์ พันเอก (พิเศษ) พูนพล อาสนะจินดา ป.ม., ป.ช., น. 351.

7 รองอำมาตย์โท ชุ่ม ณ บางช้าง. วัฒนธรรมของจังหวัดเชียงใหม่. น. 30.

8 เรื่องเดียวกัน

9 คือ รองอำมาตย์โท ชุ่ม ณ บางช้าง ครูโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย

10 การลอยกระทง,” ยุพราชวิทยา ปีที่ 3 ฉบับ ส.ค.ส. 2493, น. 31-34.

11 รองอำมาตย์โท ชุ่ม ณ บางช้าง. วัฒนธรรมของจังหวัดเชียงใหม่. น. 30.

12 เรื่องเดียวกัน

13 ปัจจุบันคือ สำนักงานการท่องเที่ยว ภาคเหนือ เขต 1

 

บรรณานุกรม

ชุ่ม ณ บางช้าง, รองอำมาตย์โท. วัฒนธรรมของจังหวัดเชียงใหม่. (พิมพ์แจกในงานพระราชทานเพลิงศพและฌาปนกิจศพ พระและนางพิบูลย์บริหาร ณ สุสานช้างคลาน วันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2507). เชียงใหม่ : โรงพิมพ์พระสิงห์การพิมพ์, 2507.

“ประกาศให้ใช้วันอย่างใหม่,” ราชกิจจานุเบกษา 5 แผ่นที่ 53 (วันอาทิตย์ เดือนสี่ แรมสิบห้าค่ำ ปีชวดสัมฤทธิศก 1250), น.  451-456.

พูนพล อาสนะจินดา, ศาสตราจารย์ พันเอก (พิเศษ). อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ ศาสตราจารย์ พันเอก (พิเศษ) พูนพล อาสนะจินดา ป.ม., ป.ช., กรุงเทพฯ : บริษัท โรงพิมพ์กรุงเทพ (1984) จำกัด, 2535.

โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย. ยุพราชวิทยา ปีที่ 3 ฉบับ ส.ค.ส. 2493. เชียงใหม่ : โรงพิมพ์พุทธนิคม, 2493.

ศรีเลา เกษพรหม. “ลอยกระทง,” สารานุกรมวัฒนรรมไทย ภาคเหนือ เล่ม 11 (ยักขินี-ลี้, อำเภอ). กรุงเทพฯ : มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์, 2542.

เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์เมื่อ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...