โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Once Upon a Time in…Hollywood : ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้างของ เควนติน ทารันติโน

a day magazine

อัพเดต 27 ก.ย 2562 เวลา 10.18 น. • เผยแพร่ 20 ก.ย 2562 เวลา 09.01 น. • คันฉัตร รังษีกาญจน์ส่อง

*บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาในหนัง*

Quentin Tarantino เป็นผู้กำกับหนังที่เป็นเซียนด้านการเล่นกับ‘เวลา’ อย่างไม่ต้องสงสัย ในคลาสวิชาภาพยนตร์เมื่อพูดถึงการเล่าเรื่องแบบไม่ลำดับเวลา(หรือที่เรียกว่าการเล่าแบบ jigsaw) หนึ่งในหนังที่นักศึกษาฟิล์มพร้อมใจกันนึกถึงก็คือPulp Fiction (1994) หรือหนังหลายเรื่องของเขาก็มักจะมีฉากที่เล่าถึงตัวละครหรือสถานการณ์ใดๆ อย่างยาวนาน ทั้งที่มันอาจจะไม่ได้มีความสลักสำคัญต่อเนื้อเรื่องหลัก เรียกได้ว่าเป็นความยียวนอย่างหนึ่งของทารันติโน

ตั้งแต่ปลายทศวรรษ00 เป็นต้นมา ทารันติโนยกระดับการเล่นกับเวลาไปสู่การยั่วล้อทางประวัติศาสตร์ เขาบิดดัดและแต่งเติมเหตุการณ์เข้าไปจนกลายเป็นการสรรค์สร้าง‘ประวัติศาสตร์ทางเลือก’ (alternate history) ไม่ว่าจะการที่เหล่านาซีถูกเผาตายคาโรงหนังในInglourious Basterds (2009) หรือการที่คนผิวสีกลายร่างเป็นคาวบอยออกแก้แค้นพวกเหยียดผิวในDjango Unchained (2012) ส่วนผลงานล่าสุดOnce Upon a Time in…Hollywood (2019) ทารันติโนก็เข้าไปแตะต้องเหตุอื้อฉาวอย่างคดีฆาตกรรม Sharon Tate

เรื่องราวของOnce Upon a Time in…Hollywood ว่าด้วย Rick(Leonardo DiCaprio) กับ Cliff(Brad Pitt) นักแสดงหนุ่มและสตันท์แมนคู่ใจกับชีวิตลุ่มๆ ดอนๆ ในฮอลลีวูด ขณะเดียวกันหนังก็เล่าถึงกลุ่มหนุ่มสาวฮิปปี้เดินร่อนไปมาตามท้องถนน ดูเผินๆ อาจรู้สึกงงงวยว่าวัยรุ่นกลุ่มนี้โผล่มาในหนังทำไม แต่หากรู้ภูมิหลังมาบ้างจะอดขนลุกไม่ได้ เพราะพวกเขาและเธอคือสาวกของ Charles Manson (หรือ‘Manson Family’) ที่ก่อเหตุฆ่าคนไปมากมายในช่วงยุค60s

ตัวละครริกและคลิฟฟ์ที่เป็นเรื่องแต่งถูกโยงใยเข้ากับโลกความเป็นจริง เมื่อเพื่อนบ้านข้างๆ ของเขาคือ นักแสดงสาว ชารอน เทต และ Roman Polański (ผู้กำกับเรื่องRosemary’s Baby) โดยในค่ำคืนของวันที่8 สิงหาคม1969 กลุ่มแมนสันแฟมิลี่ 3 คนได้บุกเข้าไปก่อเหตุฆาตกรรมหมู่ในบ้านของเทตอย่างโหดเหี้ยม ส่งผลให้เทต ลูกในท้องของเธอ และมิตรสหายอีก 3 คนเสียชีวิต(ส่วนโปลันสกีช่วงนั้นเดินทางไปหาข้อมูลที่ยุโรป)

หลายคนแสดงข้อกังขาที่ตัวละคร ชารอน เทต(รับบทโดย Margot Robbie) เป็นแค่หญิงสาวที่เดินสวยๆ ไปมาทั้งเรื่อง แต่นั่นน่าจะเป็นความจงใจของทารันติโน เพราะเมื่อพูดถึงชื่อของเทตทีไร ข่าวฆาตกรรมอันโหดเหี้ยมก็จะตามติดมาทันที ทารันติโนคงอยากให้เราเห็นภาพเธอในฐานะดาราสาวที่มีความสุข ฉากที่ผู้เขียนรู้สึกว่าซาบซึ้งมากคือตอนที่เธอเข้าโรงภาพยนตร์ไปดูหนังของตัวเอง ซึ่งทำให้เทตดูมีชีวิตชีวาอย่างเหลือเชื่อ ดังนั้นผู้เขียนจึงทึกทักเอาเองว่าโปลันสกีน่าจะชอบหนังเรื่องนี้ แม้ว่ามันจะมีฉากที่พูดถึงตัวเขาในทางที่ไม่ดีนัก แต่ข้อสำคัญคือทารันติโนนำเสนอภาพของเทตอย่างเคารพและงดงาม

ส่วนช่วงไคลแมกซ์ของเรื่อง ทารันติโนก็ปรุงแต่งประวัติศาสตร์เสียใหม่อย่างสนุกมือ พวกแมนสันแฟมิลี่เปลี่ยนแผนไปบุกบ้านของริกและคลิฟฟ์ จนทำให้ถูกทั้งสองอัดเละเทะ และตอนจบของเรื่องเทตและเพื่อนๆ ก็ไม่ตาย แถมยังมาเชิญริกไปปาร์ตี้ที่บ้านด้วย อย่างไรก็ดี ผู้เขียนกลับรู้สึกว่าฉากจบของหนังมันเศร้าเอามากๆ เมื่อไตเติลขึ้นเรื่องว่า ‘Once Upon a Time in…Hollywood’ มันเป็นการย้ำเตือนว่านี่คือเรื่องแต่ง นี่คือนิทานจำพวกที่เปิดเรื่องด้วยประโยค ‘กาลครั้งหนึ่ง…’ ที่มีฉากจบสวยงาม ตรงข้ามกับโลกความเป็นจริงอันโหดร้ายอย่างสุดกู่

ถึงกระนั้นOnce Upon a Time in…Hollywood ก็ได้รับเสียงตอบรับอย่างดี อาจเพราะทารันติโนให้สิ่งที่คนดูต้องการ ในความคิดของคนส่วนใหญ่แมนสันและพวกเป็นคนเลวทราม สมควรแล้วที่จะถูกทารุณแบบในหนัง(เพื่อนของผู้เขียนเล่าว่า ที่อเมริกาผู้ชมโห่ร้องยินดีอย่างรุนแรงกับฉากไคลแมกซ์) ซึ่งนี่เป็นกลยุทธ์เดียวกับเรื่องInglourious Basterds ที่ทารันติโนกำหนดให้พวกนาซีถูกลงทัณฑ์อย่างเจ็บแสบ

ในทางกลับกัน หนังเรื่องใดที่บอกเล่าalternate history ในแบบที่ผู้ชมไม่คุ้นชินหรือ‘ขัดใจ’ คนดูก็มีสิทธิถูกด่าเละได้ ตัวอย่างเช่นDownfall (2004) ที่พยายามทำให้อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ดูมีความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่เพียงคนบ้าที่สั่งฆ่าล้างยิว หรือJojo Rabbit (2019) หนังตลกที่ฮิตเลอร์กลายเป็นเพื่อนในจินตนาการของพระเอกและมีคาแร็กเตอร์บ้าๆ บอๆ ถูกแบ่งเสียงตอบรับของผู้ชมเป็นสองฝั่ง

หนังแนวalternate history ที่ผู้เขียนชื่นชอบ(และถูกด่าเช่นกัน) คือMarie Antoinette (2006) ของ Sofia Coppola ความผิดยุคผิดสมัย(anachronism) คือคอนเซปต์หลักของหนังเรื่องนี้ เราจึงได้ยินเพลงของวงNew Order ในหนังที่มีฉากหลังเป็นฝรั่งเศสยุคศตวรรษที่18 และแทนที่จะทำหนังพีเรียดเคร่งขรึม คอปโปลากลับทำให้หนังมีโทนวี้ดว้ายแบบหนังไฮสกูลอเมริกัน และที่สำคัญคือตอนจบของเรื่อง มารี อองตัวเนตต์ กลับไม่ถูกกิโยตินบั่นคอ สร้างความโกรธแค้นกับผู้คน(โดยเฉพาะชาวฝรั่งเศส) อย่างมาก แต่ในอีกแง่หนึ่ง มองได้ว่านี่คือความกล้าหาญและบ้าบิ่น

ส่วนคำถามว่าหนังไทยมีแนว alternate history หรือไม่ เราอาจต้องย้อนถามก่อนว่าเรามีหนังประวัติศาสตร์ที่นอกเหนือจากการเล่าประวัติศาสตร์ชาตินิยมบ้างหรือยัง เดือนก่อนหน้าผู้เขียนได้ดูละครเวทีเรื่องหนึ่งที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับกบฏบวรเดช จึงเกิดสงสัยว่ามีหนังไทยเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้หรือไม่ หลังจากลองค้นดูก็พบว่าแทบไม่มี หรือเป็นฉากเล็กๆ ที่ถูกตัดออกจากหนังบางเรื่อง หรือถ้าว่าด้วยเหตุการณ์ที่มีดราม่าวนมาทุกปีอย่าง6 ตุลาฯ2519 ก็ยังไม่มีหนังที่เล่าถึงเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา

เช่นนั้นแล้ว มีประวัติศาสตร์มากมายที่ยังไม่ได้‘สร้าง’ ในหนังไทย แต่เวลาที่จะมาถึงคือเมื่อไร คำตอบก็เหมือนจะอยู่แสนไกล

Highlights

  • ภาพยนตร์เรื่องนี้คือผลงานล่าสุดของ Quentin Tarantino ผู้กำกับที่เป็นเซียนด้านการเล่นกับ‘เวลา’ ครั้งนี้เขาเข้าไปแตะต้องเหตุอื้อฉาวอย่างคดีฆาตกรรม Sharon Tate
  • หนังเล่าถึงกลุ่มหนุ่มสาวฮิปปี้ที่เดินร่อนไปมาตามท้องถนน แต่หากรู้ภูมิหลังมาบ้างจะอดขนลุกไม่ได้ เพราะพวกเขาและเธอคือสาวกของ Charles Manson ที่ก่อเหตุฆ่าคนไปมากมายในช่วงยุค60s
  • ไตเติลเรื่องที่ขึ้นว่า 'Once Upon a Time in…Hollywood' มันเป็นการย้ำเตือนว่านี่คือเรื่องแต่ง นี่คือนิทานจำพวกที่เปิดเรื่องด้วยประโยค 'กาลครั้งหนึ่ง…' ที่มีฉากจบสวยงาม ตรงข้ามกับโลกความเป็นจริงอันโหดร้ายสุดกู่
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...