การเมืองสยามเมื่อต้นรัชกาลที่ 5 ใครคือผู้สำเร็จราชการ "คนที่ 2" ?
หนังสือพิมพ์จากฝรั่งเศสอายุเก่าแก่ถึง147 ปี แจ้งข่าวความคืบหน้าการผลัดแผ่นดินในประเทศสยามเมื่อปี ค.ศ. 1868 ว่ากษัตริย์องค์ใหม่ผู้เยาว์วัยได้รับการแต่งตั้งโดยหัวหน้าขุนนางจากตระกูลที่ทรงอำนาจที่สุดให้สืบทอดราชวงศ์และจะเป็นผู้หนุนหลังรัชกาลใหม่ในฐานะผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ทว่า กษัตริย์องค์ใหม่กลับโต้แย้งว่าทรงถูกเบียดบังอำนาจและเหล่าขุนนางถูกครอบงำโดยผู้สำเร็จราชการคนนี้
แล้วใครกันแน่ที่อยู่ข้างหลังบัลลังก์เมื่อเริ่มต้นรัชกาลที่5? ท่ามกลางความผันผวนและเปลี่ยนตัวผู้นำประเทศ บุรุษอีกคนหนึ่งต่างหากที่เป็นแขนขาและดวงตาของกษัตริย์อย่างแท้จริง ในฐานะผู้สำเร็จราชการคนที่2
คนภายนอกประเทศผู้อ่านข่าวหนังสือพิมพ์ฝรั่งเศสมักจะเข้าใจอย่างผิวเผินถึงความเปลี่ยนแปลงในสยามช่วงปี ค.ศ. 1868 (พ.ศ. 2411) ภายหลังการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่4 จากข่าวลือที่เล็ดลอดออกไปเท่านั้น เพราะในสมัยนั้นยังไม่มีผู้สื่อข่าวและสำนักข่าวต่างประเทศเป็นตัวเป็นตนอยู่ในพระนคร
ส่วนในพระนครเองคนวงในก็ยังเชื่อถือแนวโน้มทางการเมืองที่ขุนนางจากครอบครัวตระกูลบุนนาคยังจะมีบทบาทต่อไปภายในราชสำนักและเป็นกลุ่มผู้ให้ข่าวต่อสังคมภายนอกที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด สถานการณ์ในระยะนั้นจึงน่าเชื่อถือว่าจะไม่มีทาง“พลิกโผ” ที่เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์(ช่วงบุนนาค) จะเป็นประธานหลักในการสรรหาพระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่ในที่สุด
สำนักข่าวหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ของฝรั่งเศสประจำกรุงปารีสยังได้เคยสัมภาษณ์คนในตระกูลบุนนาคเป็นส่วนตัวมาแล้ว เมื่อครั้งพระยาศรีพิพัฒน์(แพ บุนนาค) ในฐานะราชทูตสยามพาคณะเดินทางไปเข้าเฝ้าจักรพรรดินโปเลียนที่3 ถึงกรุงฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1861 (พ.ศ. 2404) ก็ยังเคยให้สัมภาษณ์นักข่าวของLE MONDE ILLUSTRÉ แบบน่าตกใจว่า
“ราชบัลลังก์สยามไม่ได้เป็นระบบสืบเชื้อสายโดยตรง กษัตริย์สามารถเลือกบุคคลที่เหมาะสมหรือเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ขึ้นครองราชย์ต่อจากพระองค์ได้ บุคคลในระดับแนวหน้าซึ่งเป็นที่คาดหมายกันอาจจะเป็นเจ้าพระยากลาโหมคนปัจจุบันที่ผู้คนให้ความเคารพนับถือเป็นอันมาก จึงมีความเป็นไปได้ที่ท่านจะก้าวขึ้นมาเป็นกษัตริย์องค์ต่อไปเมื่อกษัตริย์องค์ปัจจุบันสิ้นพระชนม์ลงพวกเรา(นักข่าว) ได้เก็บคำพูดของราชทูตไทยท่านหนึ่งที่ทำให้พวกเราต้องอึ้ง แต่จะไม่ขอกล่าวในที่นี้ด้วย”[1]
จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่เมื่อข่าวการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแพร่สะพัดออกไป สำนักข่าวของฝรั่งเศสจึงลงรูปตัวเต็งของผู้นำประเทศคนใหม่ในสยามคู่กันกับองค์รัชทายาทผู้เยาว์วัย รัชทายาทก็คือเจ้าฟ้าชายจุฬาลงกรณ์ ส่วนผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในรูปก็คือท่านช่วง บุนนาค บุคคลตามโผที่คาดกันไว้นานแล้ว(ดูภาพด้านล่าง)[14]
คนภายนอกยังเข้าใจผิด
เกี่ยวกับผู้แต่งตั้งกษัตริย์
การให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวต่างประเทศของขุนนางในตระกูลบุนนาค สมัยนี้อาจเรียกว่าเป็น “ทฤษฎีสมคบคิด” ที่สร้างความเข้าใจผิดให้เกิดขึ้นกับคนภายนอกประเทศที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางกับเหตุการณ์ที่แท้จริงในราชสำนัก ทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนเสมอมา คนไทยด้วยกันเองบางทีก็ยังจับต้นชนปลายไม่ค่อยได้
ความกำกวมของประวัติศาสตร์ไทยในช่วงนี้เกิดขึ้นเมื่อคนส่วนใหญ่เชื่อว่ารัชกาลที่4 ทรงแต่งตั้งให้เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ หรือเจ้าพระยากลาโหม(ต่อไปจะเรียกสั้นๆ ว่า ท่านช่วง– ผู้เขียน) เป็นผู้แต่งตั้งรัชกาลที่5 และให้ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงในฐานะผู้สำเร็จราชการแผ่นดินจนกว่าเจ้าฟ้าชายจุฬาลงกรณ์จะทรงบรรลุนิติภาวะ ความจริงแล้วไม่ใช่ เป็นแต่ทรงชี้ช่องให้ท่านช่วงเป็นผู้หนึ่งในจำนวนผู้ใหญ่3 ท่านที่จะประชุมหารือกันเลือกกษัตริย์องค์ใหม่ตามที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงชี้แจงว่า
“ในเวลาเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประชวรอยู่นั้นได้มีรับสั่งให้หากรมหลวงวงศาธิราชสนิทกับเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์และเจ้าพระยาภูธราภัยเข้าไปเฝ้าพระราชทานพระบรมราชานุญาตไว้ว่าผู้ที่จะดำรงรักษาแผ่นดินต่อไปนั้นให้พระราชวงศ์และข้าราชการปรึกษาหารือกันสุดแต่จะเห็นพร้อมกันว่าพระเจ้าน้องยาเธอหรือพระเจ้าลูกยาเธอพระเจ้าหลานเธอพระองค์ใดจะทรงสามารถปกครองให้อยู่เย็นเป็นสุขได้ก็ให้ถวายราชสมบัติแก่พระราชวงศ์นั้น*พระองค์มิได้ทรงรังเกียจ บัดนี้ท่านทั้งหลายบรรดาอยู่ในที่ประชุมนี้จะเห็นว่าเจ้านายพระองค์ใดสมควรจะทรงปกครองแผ่นดินได้ก็ให้ว่าขึ้นในท่ามกลางที่ประชุม อย่าได้มีความหวาดหวั่นเกรงขามเลย”*[10]
หลังจากเสด็จสวรรคตแล้ว เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ในฐานะเสนาบดีผู้ใหญ่จึงได้เชิญพระบรมวงศานุวงศ์และมุขมนตรีชั้นผู้ใหญ่มาประชุมกัน โดยพระเจ้าน้องยาเธอกรมหลวงเทเวศร์วัชรินทร์ ซึ่งมีพระชันษามากที่สุดในบรรดาพระราชวงศานุวงศ์ได้ทรงเป็นผู้เสนอขึ้นก่อนในที่ประชุมให้ยกสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ กรมขุนพินิตประชานาถ ซึ่งเป็นพระราชโอรสองค์ใหญ่ขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่
กรมหลวงเทเวศร์วัชรินทร์พระองค์นี้นี่เองเป็นผู้เสนอในที่ประชุมว่า เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ยังทรงพระเยาว์ขอให้เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ช่วยว่าราชการแทนไปก่อนจนกว่าเจ้าฟ้าชายจะทรงผนวชพระ คือมีพระชนมายุครบ20 พรรษา ในปี พ.ศ. 2416 ที่ประชุมก็เห็นพ้องต้องกัน[10]
แต่การที่เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์เคยเป็นเสนาบดีชั้นผู้ใหญ่มาก่อนและเป็นผู้มีบุญบารมีมาก ส่งผลให้ท่านช่วงและญาติวงศ์บริวารของท่านซึ่งรับราชการอยู่ในรัชกาลที่3 และ4 หลายท่านก้าวขึ้นมามีอำนาจและบทบาทในการบริหารราชการแผ่นดินมากขึ้นกว่าเดิม และมีแนวโน้มจะเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานยิ่งกว่าขุนนางจากตระกูลอื่นๆ แล้วยังมีผลให้ขุนนางจากตระกูลบุนนาคก้าวขึ้นมากุมอำนาจและมีอิทธิพลสูงสุดในกรมสำคัญๆ ไว้ได้แทบทั้งหมด ทำให้อำนาจในการบริหารบ้านเมืองทั้งทางด้านการเมือง การทหาร และเศรษฐกิจตกอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด(11)
การก้าวขึ้นสู่อำนาจขั้นสูงสุดของเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ในฐานะผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในช่วงต้นรัชกาลที่5 นั้นส่งผลให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีพระชนมายุเพียง15 พรรษา เป็นยุวกษัตริย์ที่อ่อนแอ ขาดที่พึ่ง ทั้งยังขาดประสบการณ์ในการบริหารราชการทุกอย่าง ขาดคนสนับสนุนอุ้มชู และตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของท่านช่วงโดยปริยาย ดังคำอธิบายของรัชกาลที่5 เอง เมื่อมีพระราชดำรัสเล่าให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ ฟังถึงสถานภาพของพระองค์ภายใต้ผู้สำเร็จราชการในยุคนั้นว่า(ช่วง บุนนาค หรือ เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ ต่อมาได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ในรัชกาลที่5 – ผู้เขียน)
“แต่ความจริงหาเป็นเช่นความคาดหมายของคนทั้งปวงดังนั้นในเวลาซึ่งกล่าวมาแล้ว อันจะพูดตามคำไทยอย่างเลวๆ ว่ามีบุญขึ้นนั้น ที่แท้จริงเป็นผู้มีกรรมและมีทุกข์ยิ่งขึ้น ดังตัวพ่อได้เป็นมาเอง อันจะเล่าโดยย่อให้ทราบต่อไปนี้
ในเวลานั้น อายุพ่อเพียง15 ปีกับ10 วัน ไม่มีมารดา มีญาติฝ่ายมารดาก็ล้วนแต่โลเลเหลวไหลก็มิได้ตั้งอยู่ในตำแหน่งราชการอันใดเป็นหลักฐาน ฝ่ายญาติข้างพ่อคือเจ้านายทั้งปวงก็ตกอยู่ในอำนาจสมเด็จเจ้าพระยาและต้องรักษาตัวรักษาชีวิตอยู่ด้วยกันทั่วทุกองค์ ที่ไม่เอื้อเฟื้อต่อการอันใดเสียก็มี โดยมากฝ่ายข้าราชการถึงว่ามีผู้ที่ได้รักใคร่สนิทสนมอยู่บ้าง ก็เป็นแต่ผู้น้อยโดยมาก ที่เป็นผู้ใหญ่ไม่มีกำลังสามารถอาจจะอุดหนุนอันใด
ฝ่ายพี่น้องซึ่งร่วมบิดาหรือที่ร่วมทั้งมารดาก็เป็นเด็กมีแต่อายุต่ำกว่าพ่อลงไปไม่สามารถจะทำอะไรได้ทั้งสิ้น ส่วนตัวพ่อเอง ยังเป็นเด็กอายุเพียงเท่านั้น ไม่มีความสามารถรอบรู้ในราชการอันใดที่จะทำการตามหน้าที่แม้แต่เพียงเสมอเท่าที่ทูลกระหม่อมทรงประพฤติมาแล้วได้ ยังซ้ำเจ็บเกือบจะถึงแก่ความตายอันไม่มีผู้ใดสักคนเดียว ซึ่งจะเชื่อว่ารอด ยังซ้ำถูกอันตรายอันใหญ่คือทูลกระหม่อมเสด็จสวรรคตในขณะนั้นเปรียบเหมือนคนที่ศีรษะขาดแล้วจับเอาแต่ร่างกายขึ้นตั้งไว้ในที่สมมติกษัตริย์เหลือที่จะพรรณนาถึงความทุกข์อันต้องเป็นกำพร้าในอายุเพียงเท่านั้นและความหนักของมงกุฎอันเหลือที่คอจะทานไว้ได้ทั้งมีศัตรูซึ่งมุ่งหมายอยู่โดยเปิดเผยรอบข้าง ทั้งภายในภายนอกหมายเอาทั้งในกรุงเองและต่างประเทศ ทั้งโรคภัยในกายเบียดเบียนแสนสาหัส”[12]
สถานการณ์ในขณะนั้นถูกซ้ำเติมให้ยุ่งยากขึ้นเมื่อรัชกาลที่4 มีพระราชปรารภให้ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ประชุมปรึกษาหารือกันคัดเลือกผู้ที่เหมาะสมให้ขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินองค์ต่อไป แต่สถานภาพและอำนาจหน้าที่ของเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์เมื่อรัชกาลที่4 เสด็จสวรรคตทำให้ดูประหนึ่งว่าท่านมีอำนาจในการตัดสินใจแต่ผู้เดียว[10]
บางสิ่งดลใจให้สมเด็จเจ้าพระยา
ตั้งผู้สำเร็จราชการ“คนที่2”
ธรรมดาเมื่อเกิดผลัดแผ่นดินขึ้น หรือมีการเปลี่ยนรัชกาลก็มักจะเกิดความหวาดหวั่นในหมู่ประชาชนและพระราชวงศ์ด้วยเกรงว่าจะเกิดการแย่งชิงราชสมบัติขึ้นหรือเกิดโจรผู้ร้ายก่อความไม่สงบเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเนืองๆ ในสมัยก่อนหน้านั้น แม้ในครั้งนี้ก็เช่นกันก็มีความหวั่นใจกันแพร่หลาย และมีสาเหตุให้ต้องหวาดกลัวเพราะรัชกาลที่5 ยังทรงพระเยาว์ จำเป็นต้องมีคนนอกมาช่วยกำกับว่าราชการแผ่นดินแทนพระองค์ คนทั้งหลายในพระนครต่างพากันหวั่นเกรงว่าเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์จะแย่งชิงราชสมบัติ เนื่องจากตระกูลของท่านตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์เริ่มต้นมาล้วนมีบทบาทในการเลือกสรรรัชทายาทและแต่งตั้งพระเจ้าแผ่นดินเองก็หลายครั้ง[10]
ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน ให้บังเอิญชื่อของท่านช่วงดันไปซ้ำกับชื่อ “เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์” ซึ่งเป็นอัครมหาเสนาบดีที่เคย“แย่งชิงราชสมบัติ” มาก่อนในสมัยพระเจ้าปราสาททองครั้งกรุงศรีอยุธยา เรื่องมีอยู่ว่า ในปี พ.ศ. 2171 เมื่อพระเจ้าทรงธรรมใกล้จะสวรรคตนั้น ทรงมอบเวนราชสมบัติให้แก่พระเชษฐาธิราชในขณะที่พระราชโอรสองค์ใหญ่พระชันษาได้14 ปี ให้อยู่ในการกำกับดูแลของเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ อันเป็นพระญาติเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ต่อมาพวกข้าหลวงเดิมนั้นไปทูลยุยงพระเชษฐาธิราชใส่ร้ายว่าเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ว่ากำลังคิดกบฏแย่งชิงราชบัลลังก์เสียเอง จึงตรัสสั่งให้เรียกตัวมาจะชำระลงโทษ สุดท้ายเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ก็เลยตั้งตัวเป็นกบฏจริงๆ จับพระเชษฐาธิราชปลงพระชนม์ และชิงราชสมบัติมาไว้เสียเอง[10]
เรื่องนี้บังเอิญคล้ายคลึงกับเหตุการณ์เมื่อต้นรัชกาลที่5 ทั้งนามบุคคลและสถานการณ์ในเวลานั้นล้วนใกล้เคียงกัน ท่านช่วงบุนนาค ซึ่งตกเป็นเป้าสายตาของชาวราชสำนักจึงถูกเพ่งเล็งว่าจะแย่งชิงราชสมบัติเช่นกัน จำต้องคิดหาอุบายป้องกันตนเองจากคำครหานินทาของสังคม โดยเฉพาะความหวาดหวั่นของบรรดาพระบรมวงศานุวงศ์ ที่ต้องปล่อยให้คนนอกอย่างพระยากลาโหมเข้ามาเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน[10]
ความตื่นกลัวว่าจะถูกจับผิดในเรื่องทฤษฎีสมคบคิดของคนในตระกูลบุนนาคยังตกทอดมายังทายาทรุ่นหลังต่อๆ ลงมาดังคำปรารภของสมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรีพระอรรคราชเทวีในรัชกาลที่5 ผู้เป็นสมาชิกในครอบครัวสกุลบุนนาคชั้นหลานของสมเด็จเจ้าพระยา มีพระดำรัสสั่งสอนให้สมเด็จเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ผู้เป็นพระโอรส ขณะเสด็จไปทรงศึกษาอยู่ในเยอรมนีให้ทรงสงบเสงี่ยมเจียมตัวต่อสมเด็จฯเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธพระเชษฐาต่างพระมารดา อย่าให้ต้องถูกติฉินนินทาว่ากำเริบเสิบสานเป็นอันขาดต่อหน้าสมเด็จพระเชษฐาธิราชเพราะความมีสกุลบุนนาคเป็นชื่อเสียงติดพระองค์อยู่ ความว่า
“เพราะแม่รู้อยู่เต็มใจว่าชาวฟากข้างโน้น[สกุลบุนนาคตั้งบ้านเรือนอาศัยอยู่ที่ฝังธนบุรีเป็นส่วนมาก จึงเรียกกันว่าชาวฟากข้างโน้น– ผู้เขียน] นั้นเป็นที่รังเกียจของเจ้านายเป็นอันมาก เพราะผู้ใหญ่บางคนทำยุ่งเหยิงไว้ ความชั่วจึงเลยมาแปดเปื้อนแก่พวกลูกหลานต่อมา แลพวกเหล่านั้นกองพันโตหนักด้วย ประการหนึ่งตัวของลูกก็ไม่ใช่เป็นเจ้านายอย่างสามัญ ความรแวงสงไสยมักอาจต้องเกิดขึ้นเพราะเป็นเจ้าฟ้าปัญญาดี แลมีญาติข้างแม่มาก เพราะฉะนั้นจึงเห็นว่าการที่จะแก้ความรแวงว่าจะหมายเป็นใหญ่โตนั้น ก็มีอย่างเดียวที่จะต้องทำให้ทูนหม่อมโตท่านรักใคร่ไว้วางพระทัยจริง ให้ปรากฏแก่ตาคนทั้งหลายมากๆ เท่านั้น เพราะถ้าพระองค์ท่านเองโปรดปรานสนิทสนมอยู่แล้ว คนทั้งหลายก็คงไม่มีช่องที่จะเข้ายุยงได้อยู่เอง”[13]
และเมื่อรัชกาลที่4 ทรงตระหนักถึงความดีความชอบของขุนนางตระกูลบุนนาคที่ได้ช่วยสนับสนุนพระองค์ให้ได้ครองราชย์ และมีกำลังเป็นที่น่าเกรงขามต่อฝ่ายตรงข้าม จึงได้ให้ดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ในคณะรัฐบาลจนปราศจากคู่แข่งทางการเมืองจากตระกูลอื่นๆ และสามารถรวบอำนาจทางการเมืองแบบเบ็ดเสร็จไว้ได้อย่างเหนียวแน่น มีอาทิ
1. เจ้าพระยาพระคลังว่าที่สมุหพระกลาโหม(ดิศบุนนาค) ได้เลื่อนขึ้นเป็นสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ และได้ดำรงตำแหน่ง“ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน”
2. พระยาศรีพิพัฒน์รัตนราชโกษา(ทัตบุนนาค) ได้เลื่อนขึ้นเป็นสมเด็จพระยาบรมมหาพิชัยญาติ และได้ตำรงตำแหน่ง“ผู้สำเร็จราชการพระนคร”
3. พระยาศรีสุริยวงศ์(ช่วงบุนนาค) ได้เลื่อนขึ้นเป็นเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์และได้ดำรงตำแหน่งสมุหพระกลาโหม(และสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ในที่สุด)
4. จมื่นราชามาตย์(ขำบุนนาค) ได้เลื่อนขึ้นเป็นเจ้าพระยารวิวงศมหาโกษาธิบดี ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยราชการในกรมท่า(ต่อมาเปลี่ยนบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าพระยาทิพากรวงศ์มหาโกษาธิบดี)
5. นายพลพัน(ชุ่มบุนนาค– น้องชายของเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์) ได้เป็นพระยามนตรีสุริยวงศ์ ต่อมาได้เลื่อนขึ้นเป็นว่าที่สมุหพระกลาโหมฝ่ายเหนือ
6. จมื่นสมุหพิมาน(แพบุนนาค– บุตรชายของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ) ได้เป็นพระยาศรีพิพัฒน์รัตนราชโกษา ดูแลกรมพระคลังสินค้า
7. นายไชยขรรค์(แย้มบุนนาค– บุตรชายของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ) ได้เป็นพระยาวรพงศ์พิพัฒน์ ดูแลกรมทหารมหาดเล็ก
8. นายฉันหุ้มแพร(วรบุนนาค– บุตรชายของเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์) ได้เป็นจมื่นไวยวรนารถในกรมทหารมหาดเล็กต่อมาได้เลื่อนขึ้นเป็นพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์)
9. เจ้าพระยาภาณุวงศ์มหาโกศาธิบดี(ท้วมบุนนาค) น้องชายต่างมารดาของท่านช่วง บุนนาค ได้รับแต่งตั้งเป็นเสนาบดีกรมท่าดูแลกิจการต่างประเทศ
ขุนนางผู้ใหญ่ทั้ง9 ท่านจากตระกูลบุนนาคนี้ก้าวขึ้นมากุมอำนาจสิทธิ์ขาดในกรมหลักๆ ของรัฐบาลสยามครอบคลุมกรมพระกลาโหม กรมพระคลัง กรมพระคลังสินค้า กรมท่า และกรมมหาดเล็ก ซึ่งดูแลกองทัพ การจัดเก็บรายได้ของประเทศ การต่างประเทศ และกองทหารรักษาพระองค์ ทำให้เป็นตระกูลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในสมัยรัชกาลที่4-5[11]
การมีอำนาจสูงสุดของเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ เมื่อต้นรัชกาลที่5 ย่อมเป็นที่หวาดหวั่นเกรงกลัวของอาณาประชาราษฎร์ทั่วไป แม้แต่สมณชีพราหมณ์ก็ยังพากันครั่นคร้ามในบุญบารมี ขนาดพระเถระชั้นผู้ใหญ่อย่างสมเด็จพระพุฒาจารย์โตยังเข้าไปหาสมเด็จเจ้าพระยาเพื่อถามให้หายสงสัยว่า“อาตมาภาพได้ยินว่าทุกวันนี้แผ่นดินมืดมัวนักเพราะมีคนคิดร้ายจะเอาแผ่นดิน ไม่ทราบว่าจะเท็จจริงประการใดถ้าแม้นเป็นความจริงอาตมาใคร่จะขอบิณฑบาตเขาเสียสักครั้งหนึ่ง” สมเด็จเจ้าพระยาจึงรีบตอบว่า“พระคุณเจ้าอย่าได้วิตกเลยตราบใดที่กระผมยังมีชีวิตอยู่จะไม่ให้แผ่นดินมืดมัวลงด้วยมีผู้ใดแย่งแผ่นดินเด็ดขาด”**[3]
ด้วยความที่เห็นผู้คนในบ้านเมืองพากันหวาดระแวงในตัวท่าน สมเด็จเจ้าพระยาจึงตัดไฟแต่ต้นลมคัดเลือกบุรุษผู้อาวุโสท่านหนึ่งผู้เป็นเจ้านายเชื้อพระวงศ์เข้ามาแทรกกลางเป็นเครื่องกันกระทบในการบริหารราชการแผ่นดิน ท่ามกลางความกดดันที่ท่านตกเป็นจำเลยของสังคมและไม่อาจเป็นที่ไว้วางใจได้ จึงเกิดมีผู้สำเร็จราชการแผ่นดินคนที่2 ขึ้นโดยเจตนาของท่านช่วงเองเมื่อต้นรัชกาลที่5[5]
ผู้สำเร็จราชการคนที่2 เป็นใคร?
มีหลักฐานที่ทำให้เชื่อได้ว่าสมเด็จเจ้าพระยาต้องการอุปโลกน์ใครสักคนที่ไม่มีพิษสงต่อตัวท่านขึ้นมาเป็นตัวช่วยทำภารกิจคู่ขนานกับท่านในภาพพจน์เดียวกันแต่ในอีกหน้าที่หนึ่งที่แทบไม่มีความจำเป็นเลย จะได้กันท่านออกไปจากการถูกใส่ร้ายป้ายสีของขุนนางฝ่ายตรงข้าม โดยมีตำแหน่งที่สวยหรูในทางทฤษฎี แต่ไร้ซึ่งอำนาจในทางปฏิบัติ เรียกว่า“ผู้สำเร็จราชการฝ่ายราชสำนัก” ก็เพื่อเป็นกุญแจไปสู่ความปรองดองทางการเมือง
โดยการเสนอตัวเลือกเป็นเจ้านายฝ่ายหน้าที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดและทุกฝ่ายยอมรับได้ สมเด็จเจ้าพระยาเป็นผู้เสนอชื่อบุคคลนั้นขึ้นในที่ประชุมเสนาบดีอย่างเปิดเผยเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจพร้อมกับคำแก้ตัวแบบน่าเห็นใจว่าท่านไม่สันทัดในเรื่องราวของพระราชประเพณี เกรงจะทำได้ไม่ครบถ้วนบริบูรณ์ จึงใคร่จะเสนอสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนบำราบปรปักษ์ ให้สำเร็จราชการด้านราชกิจเป็นผู้อุปถัมภ์ในส่วนพระองค์พระเจ้าแผ่นดินด้วย[5]
นักประวัติศาสตร์ไทยรุ่นก่อนยังเคยให้เหตุผลที่สมเด็จเจ้าพระยายกเจ้าฟ้ากรมขุนบำราบปรปักษ์ขึ้นมาทำงานควบคู่กับท่านก็เพื่อจะไม่ให้คนทั้งหลายคาดหวังว่าท่านจะเป็นผู้รับผิดชอบทุกอย่าง ก็ด้วยคนทั้งปวงคิดหวาดระแวงอยู่ว่าเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์จะแย่งชิงราชสมบัติตามอย่างที่เคยมีมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา[4]
อนึ่ง กลุ่มต่อต้านที่เป็นคู่อริตลอดกาลของสมเด็จเจ้าพระยาในระยะนั้น และทำตัวออกหน้าออกตาอย่างไม่ปิดบังตนเองนำโดยขุนนางอาวุโสจากตระกูลดังที่เป็นคู่แข่งทางการเมืองของท่านช่วงตลอดมา ได้แก่ ขุนนางจากสายตระกูลเพ็ญกุลสายตระกูลชูโตและสายตระกูลอมาตยกุล
คนที่ตั้งตัวเป็นหัวหน้าและแสดงตนว่าเป็นศัตรูกับสมเด็จเจ้าพระยามาตั้งแต่ในรัชกาลที่4 แล้วประกอบด้วยเจ้าพระยามหินทรศักดิดำรง(เพ็ง เพ็ญกุล) เจ้าพระยาผู้นี้ได้ร่วมกับเจ้าหมื่นเสมอใจราช(เอม ชูโต) และพระวิสูตรโยธามาตย์(โหมด อมาตยกุล) ซึ่งต่อมาได้เป็นพระยากสาปนกิจโกศล ได้ร่วมกันสัญญาว่าจะคอยป้องกันสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่5 ถ้าหากสมเด็จเจ้าพระยาจะแย่งราชสมบัติ[5]
ส่วนตัวของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนบำราบปรปักษ์นั้นเป็นบุคคลที่ค่อนข้างเก็บเนื้อเก็บตัว และไม่ค่อยมีบทบาทมากนักในรัชกาลที่3 และรัชกาลที่4 พระองค์ทรงสันทัดเฉพาะงานภายในราชสำนักที่เรียบง่ายและไม่ผาดโผนนัก ได้แก่ ภารกิจภายในกรมวังกรมพระคชบาล และกรมสังฆการีธรรมการ พระจริยวัตรอันสุขุมแบบนักวิชาการอาวุโส ส่งเสริมให้พระองค์ท่านเป็นผู้ชำนาญการพิเศษในศิลปศาสตร์ที่เกี่ยวข้องแต่เรื่องราชประเพณีพงศาวดารพุทธศาสตร์ไสยศาสตร์ภูมิศาสตร์เลขะวิทยาสรภาณมนตราและพยากรณ์แพทยศาสตร์ธาตุมิศการนวกรรม หัตถโกศลรัตนศาสตร์ภูตศาสตร์ดุริยานยุตนัจจะเวธีกิฬาโกศลและสูทศาสตร์เป็นต้น ซึ่งไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับการเมืองและการบริหารราชการแผ่นดินเลย[4]
การที่เจ้านายฝ่ายหน้าถูกเสนอตัวขึ้นมาเป็นเสาหลักอีกคนหนึ่งภายในคณะรัฐบาลถูกมองว่าทำให้เป็นตัวแปรคนสำคัญในฐานะนักการเมืองสายใหม่ที่ใจซื่อมือสะอาดปราศจากมลทินไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดไม่ยึดติดกับอำนาจและที่สำคัญคือไม่ใช่คู่แข่งทางการเมืองของสมเด็จเจ้าพระยาเลยแม้แต่น้อยทั้งตัวท่านเองก็มิได้มีความทะเยอทะยานทางการเมืองเลยสักนิด[5]
เจ้านายผู้นี้มีพระนามเต็มว่าสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ามหามาลากรมพระยาบำราบปรปักษ์ เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่2 และสมเด็จเจ้าฟ้าหญิงกุณฑลทิพยวดี จึงมีศักดิ์เป็นพระราชปิตุลา(ลุง) ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่5 เป็นต้นสกุล“มาลากุล ณ อยุธยา”
เจ้าฟ้ามหามาลาฯ(ต่อไปจะเรียกสมเด็จกรมพระตามพระราชนิยมของรัชกาลที่5 – ผู้เขียน) ทรงรับราชการในกรมวังตั้งแต่ในรัชกาลที่3 พอถึงรัชกาลที่4 ก็ได้ว่าราชการกรมวัง ต่อมาในปี พ.ศ. 2411 อันเป็นปีแรกในรัชกาลที่5 ที่ประชุมเสนาบดีและพระบรมวงศานุวงศ์ได้พร้อมใจกันสถาปนาพระองค์ขึ้นเป็นผู้สำเร็จราชการในพระราชสำนักและว่าการพระคลังทั้งปวง[4]
มีพระจริยวัตรที่สมถะและสันโดษ หนังสือเฉลิมพระยศเจ้านาย อธิบายคุณสมบัติของพระองค์ไว้อย่างเรียบง่ายและไม่มีบทบาททางการเมืองมาก่อนว่า“ทรงพระปรีชารอบรู้ในอุดมวิชาคชกรรมศาสตร์ โหรกลาศาสตร์ และปฏิภาณในการแต่งกาพย์กลอนคำโคลงคำฉันท์และแบบบรรพตำราราชกิจศุภการต่างๆ มีพระอัธยาศัยซื่อตรงดำรงในยุติธรรมสัตย์สุจริตเรียบร้อยมา”[2]
อาจเรียกได้ว่าท่านเป็นนักวิชาการมากกว่านักการเมือง จึงไม่อยู่ในสายตาของเหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่ผู้บริหารราชสำนักมาก่อน กลับเป็นตัวเลือกของสมเด็จเจ้าพระยาเพราะไม่ได้เป็นศัตรูทางการเมืองของท่านตั้งแต่แรกและไม่ใช่ผู้มีผลประโยชน์ทับซ้อนเช่นนักการเมืองทั่วไป[5]
แต่สถานการณ์กลับไม่เป็นไปตามที่สมเด็จเจ้าพระยาคิดไว้ เนื่องจากพระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่(รัชกาลที่5) กลับทรงมอบความไว้วางใจให้เสด็จลุงอย่างท่วมท้น โดยได้มอบอำนาจอาญาสิทธิ์ซึ่งไม่ทรงมีมาก่อนให้กำกับดูแลหน่วยงานราชการที่ไปควบคุมอำนาจบริหารของผู้สำเร็จราชการคนแรกอีกชั้นหนึ่งโดยไม่รู้ตัว เช่น งานด้านมหาดไทย การปกครองท้องถิ่น ความมั่นคง การดูแลหัวเมืองขึ้น และกิจการต่างประเทศ และเป็นบุคคลที่อยู่เบื้องหลังบัลลังก์รัชกาลที่5 อย่างแท้จริงในที่สุด[4]
ศูนย์กลางการกระจายอำนาจ“คนใหม่”
มีเหตุผลที่ทำให้เชื่อได้ว่าภายหลังพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งที่2 พ.ศ. 2416 เสร็จสิ้นลง รัชกาลที่5 ก็ทรงรับผิดชอบพระราชกิจต่างๆ ด้วยพระองค์เอง อำนาจหน้าที่ของสมเด็จเจ้าพระยาในฐานะผู้สำเร็จราชการคนที่1 ก็สิ้นสุดลง แต่ภารกิจของผู้สำเร็จราชการคนที่2 กลับเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม และยังดำเนินต่อไปนานนับสิบปี แสดงถึงการยอมรับในตัวบุคคลผู้สามารถทำงานร่วมกับพระเจ้าแผ่นดินได้สนิทใจกว่าสมเด็จเจ้าพระยา[5]
กับภาระหน้าที่ในฐานะ“ผู้ช่วย” ของสมเด็จเจ้าพระยาในระยะ5 ปีแรกของรัชกาลที่5 (พ.ศ. 2411-15) สมเด็จกรมพระผู้ถูกวางตัวให้ช่วยงานราชการกำกับดูแลเรื่องภายในราชสำนักอย่างเดียว บัดนี้กลายเป็นผู้มีภาระหน้าที่เหนือบรรดาขุนนางทั้งหมด จะเป็นรองก็แต่พระเจ้าแผ่นดินเท่านั้น[4]
ในสมัยต้นรัชกาลที่5 หรือก่อนการปฏิรูประเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ในปี พ.ศ. 2435 นั้นประเทศสยามยังไม่มีการจัดสรรหน่วยงานราชการให้ขึ้นกับกระทรวงดังเช่นทุกวันนี้ การปกครองส่วนกลางและส่วนภูมิภาคถูกควบคุมดูแลโดย2 กรมขนาดใหญ่ได้แก่ กรมพระกลาโหมและกรมมหาดไทย
“กรมพระกลาโหม” ควบคุมดูแลกิจการฝ่ายทหารและบังคับบัญชาหัวเมืองฝ่ายใต้อีก19 เมือง เสนาบดีประจำกรมนี้เรียก“สมุหพระกลาโหม” ซึ่งขุนนางตระกูลบุนนาคเปลี่ยนมือกันบังคับบัญชากรมนี้ตลอดมา สมุหพระกลาโหมผู้มีชื่อเสียงสำคัญ ได้แก่ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์(ดิศ บุนนาค) คนต่อมาได้แก่เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์(ช่วง บุนนาค) และพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์(วร บุนนาค) ตามลำดับ การที่ตำแหน่งสมุหพระกลาโหมสืบทอดมาในสายสกุลเดียวกันจากรุ่นปู่ลงมาถึงบุตรชายและหลานชาย ย่อมหมายถึงการถ่ายเทอำนาจของคนในตระกูลบุนนาคให้แก่กันอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้อิทธิพลของสมเด็จเจ้าพระยา(คือท่านช่วง บุนนาค) ก็มีอย่างไม่ขาดตอนตามไปด้วยในรัชกาลที่5
ในอีกด้านหนึ่งอิทธิพลอันยิ่งใหญ่ของ“กรมมหาดไทย” หรือกิจการฝ่ายพลเรือนตกอยู่ในกำมือของ“สมุหนายก” ก็มิได้ยิ่งหย่อนไปกว่าสมุหพระกลาโหมเลย“สมุหนายก” มีอำนาจหน้าที่ปกครองฝ่ายพลเรือนและหัวเมืองฝ่ายเหนือรวม26 เมือง รวมไปถึงหัวเมืองขึ้นทางภาคตะวันออกทั้งหมด ได้แก่ มณฑลลาวเฉียง มณฑลลาวพวน มณฑลลาวกาว มณฑลเขมร และมณฑลลาวกลาง
ตำแหน่งสมุหนายกนี้มิได้สืบทอดจากบรรพบุรุษดังเช่นปรากฏกับสมุหพระกลาโหม โดยเมื่อสมุหนายกในรัชกาลที่4 คือ เจ้าพระยาภูธราภัย(นุช บุณรัตพันธุ์) ถึงแก่อสัญกรรมแล้ว ทายาทของเจ้าพระยาภูธราภัยก็มิได้สืบตำแหน่งนั้น รัชกาลที่5 ทรงเห็นเป็นโอกาสให้สมเด็จกรมพระเข้ามาแทนตำแหน่งทันทีเมื่อปี พ.ศ. 2421 และท่านก็ได้กำกับหน้าที่อันสูงส่งนั้นต่อมาอีกถึง 10 ปีจนสิ้นอายุขัยของท่าน[5]
สมเด็จกรมพระในฐานะผู้สำเร็จราชการคนที่2 จึงได้ก้าวขึ้นมาเป็นขั้วอำนาจใหม่และอัครมหาเสนาบดีควบตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแห่งราชสำนักและสมุหนายกอันเป็นตำแหน่งศูนย์กลางของการกระจายอำนาจควบคุมดูแลราชการภายในราชอาณาจักร และหัวเมืองประเทศราชในขอบเขตขัณฑสีมา และดำรงตำแหน่งสำคัญนี้อยู่ต่อไปแม้นว่าสมเด็จเจ้าพระยาจะยุติบทบาทผู้สำเร็จราชการคนที่1 ลงแล้วก็ตาม[2]
หลักฐานการมีอยู่ของผู้สำเร็จราชการคนที่2 เป็นเรื่องพบยากในหน้าประวัติศาสตร์ เนื่องจากเป็นภาวะพิเศษเมื่อท่านเข้ามามีบทบาทไม่นานช่วงเปลี่ยนถ่ายอำนาจของผู้บริหารสูงสุดของรัฐบาลสยาม จากนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงสามารถแก้ไขปัญหาการยึดติดกับตัวบุคคลแบบเก่า เช่น การลดบทบาทตัวขุนนางจากตระกูลบุนนาคลงแล้วตั้งสภาองคมนตรีขึ้นเป็นที่ปรึกษาของพระเจ้าแผ่นดินแทนการหารือกันเองภายในกลุ่มเสนาบดีที่มักจะมีสมเด็จเจ้าพระยาเป็นประธานดังที่ผ่านมา
เพราะฉะนั้นหลักฐานเดิมที่เหลืออยู่เกี่ยวกับบทบาทและผลงานของผู้สำเร็จราชการคนที่2 จึงมักจะสอดแทรกอยู่ภายในหมายรับสั่งที่พระราชทานสมเด็จกรมพระโดยตรงเท่านั้น ที่บ่งชี้ความมีตัวตนของท่านคู่ขนานกับตำแหน่งผู้สำเร็จราชการคนที่1 โดยอาศัยการสังเกตหมายรับสั่งบางฉบับในภาวะพิเศษนี้
ฉบับที่90
(สมเด็จเจ้าพระยาสอนมวยสมเด็จกรมพระ)
ร.ที่72ทูลสมเดจพระเจ้าบรมวงษเธอเจ้าฟ้ามหามาลากรมพระบำราบปรปักษ์
ด้วยเวลานี้สมเดจเจ้าพระยาฯเข้ามาหาหม่อมฉันแจ้งความว่าท่านได้ทราบความตามปากนอกแล้วสอบถามดูได้ความว่าพระยาศรีสิงหเทพกับพระยาจ่าแสนต่างคนถือเปรียบแก่งแย่งกันไปไม่ปรองดองกันฝ่ายพระยาศรีก็ว่าเป็นธุระข้างเมืองลาวพระยาจ่าแสนเป็นธุระข้างเมืองเขมร ต่างคนต่างไม่รู้ไม่เหนกันดังนี้กลัวว่าราชการในกรมมหาดไทยจะฟั่นเฟือนผันแปรไปเมื่อต่างคนต่างโค้งไปด้วยกันทั้งสองข้างดังนี้แล้วที่ไหนท่านจะทรงบังคับบัญชาลงได้เวลาวันนี้ท่านก็ได้ว่ากล่าวดุดันเอาพระยาจ่าแสนมากสอนให้กลัวเกรงอ่อนน้อมต่อพระองค์ท่านอย่าให้ทำดื้อดึงทลึ่งทลั่งไป
ท่านจึงขอให้หม่อมฉันจัดการเรื่องนี้เสียให้เรียบร้อยขอให้ช่วยให้พระองค์ท่านมีอำนาจบังคับบัญชาตลอดได้จริงๆอย่าให้การแยกย้ายกันไปที่โน่นบ้างที่นี่บ้างให้รวบรวมราชการเข้าไว้ทำให้พร้อมๆกันแห่งเดียวจึงจะสมควรที่เปนกรมใหญ่หม่อมฉันจึงได้บอกแก่ท่านว่าท่านยังทรงรังเกียจเกรงอยู่ว่าเขาจะติเตียนว่าตื่นเต้นจึงไม่อาจจะตั้งออฟฟิซและรวบรวมการเข้าได้ สมเดจเจ้าพระยาฯท่านว่าจะอายใครมอบการให้แล้วก็ควรต้องรักษาการให้เต็มที่ขอให้ตั้งออฟฟิซเสียเหมือนหนึ่งกรมพระกระลาโหมแลกรมท่ามีราชการสิ่งใดให้ได้ประชุมทำพร้อมๆกันจึงจะดีท่านผู้ใหญ่ท่านมาเตือนดังนี้
จดหมายมา ณ วัน2 ฯ7 ปีขาน สัมฤทธิศก ศักราช1240
(พระบรมนามาภิไธย) Chulalonkon R.S.[6]
ฉบับที่268
(จับผิดเจ้าพระยาภาณุวงษ์(ท้วมบุนนาค))
ร.ที่195ทูลสมเดจพระเจ้าบรมวงษเธอเจ้าฟ้ามหามาลากรมพระบำราบปรปักษ์
ด้วยหม่อมฉันได้รับหนังสือของท่านลงวันนี้ว่าด้วยเรื่องความมองโอนั้นได้ทราบความทุกประการแล้ว
ให้ท่านทรงมีหนังสือตอบถึงเจ้าพระยาภาณุวงษในเรื่องความต่างๆที่มีมานั้นในเรื่องความเมืองเชียงใหม่ว่าหม่อมฉันได้สั่งให้ท่านรวบรวมความรายนี้ท่านจะมีหนังสือไปให้ทราบเรื่องการประชุมเรื่องสุรานั้นท่านควรจะจัดให้พระยาพิพิธโภไคสวรรย์กับผู้ใดที่เปนตระลาการชำระในความสุราไปด้วยแลเตือนว่าด้วยหนังสือที่ให้มีไปถึงกงซุลอังกฤษเตือนเรื่องความมองโอนั่นว่าหม่อมฉันทูลถามท่านว่าเมื่อวัน3 ฯ10 ค่ำในที่ประชุมเสนาบดีหม่อมฉันถามเจ้าพระยาภาณุวงษว่าหนังสือที่ให้มีเตือนเรื่องความมองโอนั้นได้มีแล้วฤๅยังเจ้าพระยาภาณุวงษบอกแก่หม่อมฉันว่าได้มีไปแล้วแลกงซุลอังกฤษตอบมาแล้วได้คัดไปถวายท่านแล้วนั้นหนังสือตอบมาว่ากระไรท่านก็ต้องบอกแก่หม่อมฉันตามความที่เปนจริงว่าเจ้าพระยาภาณุวงษยังไม่มีมาท่านต้องทรงต่อว่าเสียให้เข็ดด้วยเปนการจะหาผิดถวายท่านว่าเหลวไหลในราชการท่านก็ยังไม่ได้รับหนังสือของเจ้าพระยาภาณุวงษในเรื่องนั้นคำที่บอกแก่หม่อมฉันนั้นเจ้าพระยาภาณุวงษก็เปนผู้ใหญ่แล้วทำไมจึงบอกง่ายๆดังนี้เอาให้ขอโทษเสียให้ได้แลทำถามเสียว่าได้คำตอบมาแล้วฤๅยังด้วย
อนึ่งท่านต้องทรงเหนประโยชน์ในพระองค์และประโยชน์ในราชการมากที่จะได้เสดจมาเองในประชุมเสนาบดีทุกคราวจะได้เปนการป้องกันคนหาความผิดใส่ให้เปล่าๆและจะได้เปนการดีในราชการที่จะได้สำเรจแล้วเรวไปเปนอันมากใครดีใครผิดก็คงจับได้ง่าย
เรื่องเมืองนครจำปาศักดิ์แลเรื่องเมืองอุไทยธานีนั้นพรุ่งนี้จึงจะทูลมายังตรวจดูไม่ตลอด
จดหมายทูลมา ณ วัน1 ฯ10 ค่ำ ปิมเมียจัตวาศก ศักราช 1244
(พระบรมนามาภิไธย) สยามินทร์[8]
ฉบับที่741
(เป็นประธานผู้สำเร็จราชการแผ่นดินเมื่อรัชกาลที่5 เสด็จออกนอกพระนคร)
ร. ที่704
มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯสั่งว่าจะเสด็จพระราชดำเนินประพาศตรวจตราการในฝั่งทะเลตะวันออกครั้งนี้กำหนดประมาณ24-25 วันจึ่งจะเสด็จพระราชดำเนินกลับกรุงเทพมหานครราชการทั้งปวงทรงมอบไว้แก่สมเด็จพระเจ้าบรมวงษเธอเจ้าฟ้ามหามาลากรมพระบำราบปรปักษสมเดจพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมีกรมหลวงจักรพรรดิพงษ์ ท่านเจ้าพระยาสุรวงษไวยวัฒน์ที่สมุหพระกระลาโหมเมื่อมีราชการอันใดมาให้ปฤกษาพร้อมด้วยพระบรมวงษานุวงษแลท่านเสนาบดีคือกรมหมื่นภูธเรศธำรงศักดิ์กรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม เจ้าพระยาภาณุวงษมหาโกษาธิบดีเจ้าพระยาพลเทพเจ้าพระยามหินธรศักดิ์ธำรงเจ้าพระยาศรีพิพัฒแลขุนนางผู้ใหญ่บังคับราชการทั้งปวงให้สำเรจเด็ดขาดการควรจะให้ตลอดไปได้โดยเรวฉันใดก็ให้ปฤกษาพร้อมกันบังคับไปอย่าต้องให้รอคอยเสดจกลับก่อนให้เสียราชการเลย
การทั้งปวงซึ่งเปนพนักงานตามน่าที่ตามกรมก็ให้เสนาบดีแลอธิบดีในกรมนั้นๆบังคับบัญชาการไปตามกรมแห่งตนตลอดจนโรงศาลชำระความทั้งปวงอย่าให้หยุดยั้งรอว่าเปนเวลาเสดจไม่อยู่ให้ทำการเสมออยู่เหมือนแต่ก่อนขอทูลสมเดจพระเจ้าบรมวงษเธอด้วยราชการในกรมมหาดไทยในเวลานี้ราชการข้างเมืองเขมรแลข้างเมืองเชียงใหม่เปนการคับขันอยู่ถ้าเมืองพระตะบองจะมีโทรเลขฤๅหัวเมืองอื่นๆมีใบบอกเข้ามาเปนการบอกข่าวฤๅขอคำบังคับบัญชาประการใดขอให้ทรงบังคับออกไปโดยทันทีตามเลาการที่เคยบังคับมาแต่ก่อนถ้าเปนการแปลกประหลาดมาใหม่เปนการขัดข้องทรงสงไสยประการใดควรปฤกษาก็ให้ปฤกษากันกับเจ้าพระยาสุรวงษไวยวัฒนเป็นต้นให้ได้ตอบบังคับออกไปอย่าให้ต้องรออยู่ช้าเปนอันขาดเว้นไว้แต่ที่เปนการแผ่นดินสลักสำคัญ ซึ่งปฤกษาพร้อมกันเหนว่าควรจะขอผัดขอรอจึ่งค่อยขอผัดถ้าเปนการขัดข้องประการใดก็ให้ทูลปฤกษาสมเดจพระเจ้าบรมวงษเธอฯและปฤกษาเจ้าพระยาสุรวงษไวยวัฒน์คิดอ่านผ่อนผันโต้ตอบไปเมื่อการเกี่ยวข้องด้วยกรมใดให้ปฤกษาหาฤๅกันกับอธิบดีในกรมนั้นๆให้การสำเร็จไปโดยเร็วจงได้
อนึ่งขอทูลสมเดจพระเจ้าบรมวงษเธอฯแลสมเดจพระเจ้าน้องยาเธอฯด้วยการจ่ายเงินในพระคลังเงินที่เปนเงินประจำเดือนขอให้ทรงสั่งจ่ายไปอย่าให้ต้องรอคั่งค้างเปนที่ร้องกันว่า ขัดข้องเดือดร้อนต่างๆแลถ้าจะมาราชการจรอันใดซึ่งจะต้องจ่ายใช้เงินโดยทันทีไม่ว่าจะมากน้อยเท่าใดให้ท่านทั้งสองพระองค์นี้มีอำนาจที่จะสั่งจ่ายได้ตลอดไป
แลขอให้สมเดจพระเจ้าบรมวงษเธอฯทรงจัดเจ้านายอยู่ประจำรักษาวังให้เจ้าพระยามหินธรศักดิ์ธำรงและเคาน์ซิลขุนนางผู้ใหญ่เข้าเวรผลัดเปลี่ยนกันมารักษาพระบรมมหาราชวังตามเคย ขอให้ท่านทั้งปวงพร้อมเพรียงกันรักษาราชการอย่าให้การทั้งปวงขัดข้องเสื่อมทรามไปด้วยเหตุที่เสดจไม่อยู่ได้
(พระบรมนามาภิไธย) สยามินทร์[9]
ฉบับที่900
(ให้วางนโยบายป้องกันรักษาดินแดน)
ร.ที่753 พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท
วันที่3 ฯ10 ค่ำ ปีระกาสัปตศก ศักราช1247
ทูลสมเด็จพระเจ้าบรมวงษเธอเจ้าฟ้ามหามาลากรมพระบำราบปรปักษ์
ด้วยทรงจดหมายส่งหนังสือบอกต่างๆหลายฉบับได้อ่านแล้วแต่ฉบับหนังสือไปรเวตที่5 พระยามหาอำมาตย์ว่าด้วยหัวเมืองลาวตามเชิงเขาบรรทัดข้อความที่ได้ความมานั้นก็เปนความจริงทั้งนั้นหัวเมืองเหล่านี้ญวนคงเปนเจ้าของมากกว่าเราแต่เรายังมีคำที่จะพูดได้ว่าเมืองเหล่านี้เปนเมืองส่วยของเราอย่างหนึ่งโจรผู้ร้ายเข้ามาเบียดเบียนหัวเมืองลาวชั้นในเข้ามาเราต้องระวังรักษาความศุขชีวิตแลทรัพย์สมบัติของราษฎรอย่างหนึ่งเรารู้ว่าญวนกับฝรั่งเศสมีการรบพุ่งต่อกัน เจ้าแผ่นดินญวนหนีขึ้นมาตั้งอยู่ปลายเขตรแดนเราไปช่วยห้ามปรามรักษามิให้พวกลาวเข้าเปนกำลังญวนต่อสู้ฝรั่งเศสเปนการช่วยโดยทางพระราชไมตรีความสามข้อนี้เปนเหตุพอที่เราจะจัดการป้องกันรักษาหัวเมืองลาวตามเชิงเขาประทัดได้
หัวเมืองลาวเหล่านี้ถ้าข้างฝ่ายญวนบ้านเมืองเปนปรกติหม่อมฉันก็จะไม่คิดอ่านทะเยอทยานแต่บัดนี้รู้เปนแน่แล้วว่าจะเปนของฝรั่งเศสจึงจำเปนต้องหวงแหนไว้เพื่อจะป้องกันลำน้ำโขงถ้าหากว่าฝ่ายฝรั่งเศสได้เมืองญวนเปนสิทธิจะหวงเขาไว้ไม่ได้ก็แล้วไปถ้าบางทีการที่เราช่วยเหลือแขงแรงเปนกำลังได้ทั้งฝ่ายเขมรฝ่ายญวนแลที่เมืองเหล่านี้ไม่มีประโยชน์อันใดนัก จะเปนเหตุให้เราพูดหวงแหนไว้ได้ตลอดก็ไม่มีประโยชน์อันใดนักแต่ได้เปนเขื่อนเปนคูภายนอก เพราะเหนดังนี้จึ่งได้คิดอยากได้ไว้
การซึ่งพระยามหาอำมาตย์จะขึ้นไปเมืองเขมราษฎ์ครั้งนี้โดยจะบอกกับบาดน้ำบาทหลวง ฤๅให้กิตติศัพท์รู้ไปถึงญวนว่าเราไปช่วยฝรั่งเศสก็จะเปนประโยชน์ดีอยู่ฝ่ายญวนก็จะไม่กล้าเข้ามา ข้างฝ่ายฝรั่งเศสก็จะเหนเปนเราช่วยเหลือแล้วถือเอาโอกาสนั้นออกไปจัดการหัวเมืองเหล่านี้เสียให้ทั่วทุกเมืองให้พูดยืนดื้อเอาว่าเมืองเหล่านี้เปนเมืองของเราเราจึงออกไปจัดการป้องกันรักษาไม่ให้เปนกำลังแก่ญวนสัตรูกันกับฝรั่งเศส
ข้อซึ่งพระยามหาอำมาตย์จะให้ตอบบาทหลวงตามเรื่องราวพงษาวดารตามเหตุผลนั้นเขาก็คิดชอบอยู่แล้วแต่อย่าให้พูดถึงเมืองงานเมืองหมอกแลอย่าให้รับว่าเมืองพวนเมืองลาวเหล่านี้เปนของญวนพูดเลือนๆเสียเกี่ยวไว้เปนของเราให้มากๆเปนดีขอให้ทรงมีตราน้อยชี้แจงออกไปให้พระยามหาอำมาตย์ทราบตามทางราชการดังนี้
(พระบรมนามาภิไธย) สยามินทร์[9]
ฉบับที่896
(ถูกขอร้องไม่ให้ละทิ้งมหาดไทย)
ร.ที่431 พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท
วันที่7 ฯ8 ค่ำ ปีระกาสัปตศก ศักราช1247
ทูลสมเดจพระเจ้าบรมวงษเธอเจ้าฟ้ามหามาลากรมพระบำราบปรปักษ์
ด้วยทรงจดหมายลงวัน5 ฯ8 ค่ำ เปนความที่ทรงพระดำริห์การในเมืองนครเสียมราฐแลเมืองลาวมานั้นได้ทราบความแล้ว
การซึ่งทรงพระดำริห์การเมืองนครเสียมราฐนั้นเปนการรอบคอบถูกต้องตามความจริงแน่ ผู้ที่จะไปนั้นหม่อมฉันเหนว่าพระยามหาอำมาตยเปนดีกว่าใครๆหมดแต่เหนว่าไปติดราชการอยู่ทางโน้นจึงได้ถวายพระองค์สายไปยังมีอีกคนหนึ่งที่มีสติปัญญาเคยไปมาครั้งหนึ่งแล้วคือพระยาเจริณราชไมตรีแต่เปนคนเดาะเสียทั้งไทยทั้งฝรั่งกลัวว่าพระยาคทาธรจะดูถูกฝรั่งก็จะไม่เชื่อถ้าทรงเหนว่าหมอสายจะออกไปไม่ได้โดยเปนรดูฝนและไม่ชำนาญในราชการก็ได้แต่มีตราขึ้นไปให้พระยามหาอำมาตยลงมาการข้างเชียงแตงศริทันดรแสนปางเขาก็ได้วางไว้แล้วจะช้าไปก็แต่ความเมืองมหาสารคามเรื่องหนึ่งวิตกแต่การที่เมืองนครเสียมราฐเปนเวลาวุ่นอยู่ดังนี้ถ้าไม่ได้จัดการให้เรียบร้อยโดยเรวจะมีเหตุการณ์ประการใดจะแก้ไขยากด้วยการเป็นทั้งภายนอกภายในอยู่ด้วยครั้นจะหาตัวเข้ามาว่าที่กรุงเทพฯการที่จะสืบสวนก็ยากบ้านเมืองก็มีการพัวพันทั้งสองเมือง หม่อมฉันมีความวิตกมากอยู่
การในเมืองลาวนั้นเหนว่าได้ทำโทษเปนการกวดขันถึงประหารชีวิตรเสียสักรายสองรายคงจะสงบด้วยลาวเหล่านี้ก็ขี้ขลาดที่กำเริบกันนักไปทั้งนี้ก็เพราะเหนว่าจะสู้ความจนเลยเลิกไปได้เท่านั้น
การซึ่งจะเสดจเองนั้นเหนว่าการเพียงนี้ก็ยังมิควรที่จะเสดจราชการในกรุงนี้มากมายนั้น จะทิ้งการมหาดไทยไว้ให้แก่ใครทำเหนจะไม่ได้ประการหนึ่งก็ทรงพระชราแล้วก็จะไปบอบช้ำยับเยินเสียในการที่ยังไม่เปนการจำเปนดังนี้ก็จะเปนที่เสียใจมาก
(พระบรมนามาภิไธย) สยามินทร์[9]
ฉบับที่444
(กำกับดูแลคณะสำรวจสร้างทางรถไฟไปจีน)
ร.ที่485 (ข)
ทูลสมเดจพระเจ้าบรมวงษเธอเจ้าฟ้ามหามาลากรมพระบำราบปรปักษ์
ด้วยมิสเตอเออาร์กุฮอนซึ่งสำเนาหนังสือกรมท่าแปลเปนมิสเตอเออาร์โกรกุฮอนเปนอินยีเนียอังกฤษในอินเดียมีหนังสือมายังเจ้าพระยาภานุวงษว่าจะขอแต่งให้พวกที่จะตรวจตราแผ่นดินบ้านเมืองซึ่งควรจะทำทางรถไฟฤๅไม่ควรจะทำจะให้มิสเตอโฮลท์แฮลเลตเปนหัวน่ามาในกองตรวจตรานั้นเข้าทางเมืองเชียงใหม่ฤๅเมืองรแหงขึ้นไปเมืองเชียงแสนแล้วจะตรวจกลับลงมาตลอดจนถึงกรุงเทพฯ
เหนว่าการที่เขาคิดนี้เปนประโยชน์แก่การค้ามิได้เปนอันตรายแก่บ้านเมืองอย่างใดอย่างใดจะต้องยอมให้ตรวจโดยทางไมตรีขอให้ท่านมีตราถึงพระยาราชสัมภารากรและพระยาสุจริตรักษา เจ้าเมืองกรมการตามระยะทางที่จะลงมาถึงกรุงเทพฯให้ยอมให้พวกเซอรเวนี้ได้ตรวจตราดูการแลซื้อเสบียงอาหารโดยสะดวก
แลถ้าพวกเซอรเวนี้เข้าทางเมืองเชียงใหม่ให้พระยาราชสัมภารากรจัดให้จ่าเขมงสัตริยาวุธไปกับพวกเซอรเวจนถึงเมืองเชียงแสนแลกลับลงมาจนถึงเมืองตากถ้าพวกเซอรเวจะไปตรวจตราดูสิ่งใดทำอย่างใดให้ตรวจตราดูด้วยแล้วจดหมายเปนรายงานไว้ให้ลเอียดทั้งการที่พวกเซอรเวทำแลพื้นบ้านภูมเมืองที่ตัวเหนเองว่าเปนอย่างไรมีใบบอกลงมายังกรุงเทพฯให้ทราบถ้าพวกเซอรเวเข้าทางเมืองตากฤๅกลับลงมาจากเชียงใหม่ถึงเมืองตากก็ให้พระยาสุจริตแต่งกรมการที่มีสติปัญญากำกับพวกเซอรเวตรวจตราลงมาเหมือนเช่นจ่าเขมงสัตริยาวุธอย่าให้เสียราชการได้การที่เขาจะมาเซอรเวนี้คงจะมาในแล้งนี้ขอท่านได้ออกตราเสียโดยเร็วแล้วมีหนังสือแจ้งความไปให้เจ้าพระยาภาณุวงษทราบด้วยว่าได้ออกตราไปแล้ว
ทูลมา ณ วัน6 ฯ1 ค่ำ ปีมแมเบญจศก ศักราช1245
(พระบรมนามาภิไธย) สยามินทร์[7]
(หมายเหตุ: ฉบับที่444)
การสำรวจทางรถไฟไทยไปจีนครั้งนี้เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2428-29 (ค.ศ. 1885-86) ด้านหนึ่งเริ่มจากเมืองมะละแหม่งในพม่า อีกด้านหนึ่งเริ่มจากกรุงเทพฯ ขึ้นไปบรรจบกันที่เมืองตาก (ระแหง) จากนั้นก็จะวางเป็นเส้นเดียวสู่เมืองเชียงแสนแล้วต่อเข้าจีนทางตอนใต้ด้านเมืองซูเมา แต่ยังไม่ได้สร้างเพราะเกิดสงครามตังเกี๋ยเสียก่อน เพิ่งจะถูกรื้อฟื้นขึ้นใหม่ในปี พ.ศ. 2557 นี้เอง เอกสารชิ้นนี้เป็นหลักฐานเดียวที่พบในเมืองไทยเกี่ยวกับโครงการนี้ ก็เป็นสิ่งเริ่มต้นมาตั้งแต่สมัยสมเด็จกรมพระเป็นสมุหนายก กำกับกิจการมหาดไทย
“สมเด็จกรมพระ” ดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการคนที่2 เป็นเวลานาน10 ปีเต็มระหว่างปี พ.ศ. 2411-21 นานกว่าผู้สำเร็จราชการคนที่1 (สมเด็จเจ้าพระยา) ถึง5 ปี จึงได้รับพระราชทานแต่งตั้งเป็นเสนาบดีที่สมุหนายกและได้ทรงทำหน้าที่สำคัญนี้อีก8 ปีเต็ม(พ.ศ. 2421-29) ก็ได้สิ้นพระชนม์ลงในวันที่1 กันยายน พ.ศ. 2429 สิริรวมพระชันษาได้67 ปี[5]
รัชกาลที่5 ทรงพระอาลัยโศกเศร้าเสียพระราชหฤทัยยิ่งนักนับเป็นการขาดเสาหลักของแผ่นดินคนหนึ่งไปอย่างไม่อาจหาใครมาทดแทนได้ถึงกับเคยตรัสยกย่องคุณสมบัติของสมเด็จกรมพระไว้ก่อนหน้าวันสิ้นพระชนม์ว่า “ถ้ามีเหตุการณ์ที่สมเด็จเป็นอย่างไรลงข้าเองก็เหมือนแขนขาดตาบอดเป็นสิ้นตัวลงเมื่อนั้น”**[4]
เอกสารประกอบการค้นคว้า :
[1] ไกรฤกษ์ นานา. สยามกู้อิสรภาพตนเอง ทางออกและวิธีแก้ปัญหาชาติบ้านเมือง เกิดจากพระราชกุศลายของพระเจ้าแผ่นดิน. สำนักพิมพ์มติชน, 2550. (อ้างจากLE MONDE ILLUSTRÉ, Paris, 13 Juillet 1861).
[2] เฉลิมพระยศเจ้านาย, โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร, 2472.
[3] ณัฐวุฒิ สุทธิสงคราม. สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ เล่ม1. สำนักพิมพ์แพร่พิทยา, 2516.
[4]__. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์(ภาคต้น). องค์การค้าของคุรุสภา, 2514.
[5]__. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์(ภาคปลาย). องค์การค้าของคุรุสภา, 2514.
[6]__. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์(เล่ม1).องค์การค้าของคุรุสภา, 2514.
[7]__. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์(เล่ม4).องค์การค้าของคุรุสภา, 2514.
[8]__. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์(เล่ม5). องค์การค้าของคุรุสภา, 2514.
[9]__. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์(เล่ม9). องค์การค้าของคุรุสภา, 2514.
[10] ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จฯ กรมพระยา. ความทรงจำ. บุญส่งการพิมพ์, 2507.
[11] เทอดพงศ์ คงจันทร์. การเมืองเรื่องสถาปนาพระจอมเกล้าฯ. สำนักพิมพ์มติชน, 2547.
[12] พระบรมราโชวาท พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ พระราชทานสมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศฯ, โรงพิมพ์มหามกุฎราชวิทยาลัย, 2504.
[13] ลายพระหัตถ์ สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้า สุขุมาลมารศรี พระอรรคราชเทวี ทรงประทาน สมเด็จเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์, พิมพ์แจกในงานพระเมรุสมเด็จเจ้าฟ้าฯ พ.ศ. 2493.
[14] LE MONDE ILLUSTRÉ, Paris, 19 Decembre 1868.
หมายเหตุ บทความในนิตยสารชื่อ หลักฐานใหม่ ผู้สำเร็จราชการ“คนที่๒” สมัยรัชกาลที่๕มีจริง
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 5 กันยายน 2562