โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ศาลศีรษะปลาวาฬ ที่พระราชวังเดิม แรกเริ่มสร้างในสมัยไหน?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 18 ธ.ค. 2567 เวลา 09.43 น. • เผยแพร่ 16 ธ.ค. 2567 เวลา 22.53 น.
กระดูกปลาวาฬที่นำมาจัดแสดงในศาลศีรษะปลาวาฬ พระราชวังเดิม

ศาลศีรษะปลาวาฬ พระราชวังเดิม แรกเริ่มสร้างในสมัยไหน?

ในพระราชวังเดิม ธนบุรี มีสถานที่สำคัญหนึ่งตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ กับพระตำหนักเก๋งคู่ ที่เรียกว่า “ศาลศีรษะปลาวาฬ” เป็นที่จัดแสดงโครงกระดูกปลาวาฬที่ถูกระบุว่าเป็นปลาวาฬบรูด้าหรือวาฬแกลบ ข้อมูลจากเว็บไซต์พระราชวังเดิม โดยมูลนิธิอนุรักษ์โบราณสถานในพระราชวังเดิม ได้บอกเล่าถึงความเป็นมาของศาลนี้ไว้ดังนี้ :

“ในระหว่างการขุดสำรวจครั้งล่าสุดได้พบฐานอาคารทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า บริเวณพื้นที่ที่อยู่ระหว่างศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชและตำหนักเก๋งคู่หลังเล็ก ซึ่งเมื่อพิจารณาจากหลักฐานทางเอกสารประกอบแล้วสันนิษฐานว่าเป็นซากของอาคารศาลศีรษะปลาวาฬเดิมที่สร้างขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นก่อนรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและได้พังลงในคืนวันที่ 11 เมษายน พ.ศ.2443 ซึ่งเป็นคืนที่สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมีกรมพระจักรพรรดิพงศ์สิ้นพระชนม์

รูปแบบสถาปัตยกรรมของอาคารหลังเดิมตามที่ปรากฏหลักฐานทางประวัติศาสตร์เป็นอาคารโถงแบบจีนส่วนศาลศีรษะปลาวาฬ หลังปัจจุบันทางมูลนิธิอนุรักษ์โบราณสถานในพระราชวังเดิมได้ปรึกษากับกรมศิลปากร และเห็นชอบให้สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2542 บนฐานของศาลหลังเดิมที่ได้ขุดพบเพื่อใช้เป็นที่ จัดแสดงกระดูกศีรษะปลาวาฬ (ที่ได้พบอยู่ใต้ถุนศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชในคราวสำรวจพื้นที่ทางโบราณคดีในช่วงการบูรณะครั้งล่าสุด) รูปแบบของอาคารหลังปัจจุบันได้ ประยุกต์ให้เหมาะสมกับอาคารโบราณสถานโดยรอบโดยยังคงรูปแบบเป็นเก๋งจีน” (จาก http://www.wangdermpalace.org/Ancient%20Sites_th.html)

แต่ข้อซึ่งเป็นปริศนาก็คือซากปลาวาฬดังกล่าวนั้นมาจากไหน ทำไมจึงมาอยู่ในพระราชวังเดิม และศาลศีรษะปลาวาฬเดิมนั้นสร้างในสมัยไหน ก่อนที่จะมาพังลงในสมัยรัชกาลที่ 5 จากข้อมูลหลักฐานทางเอกสารเท่าที่มี พบว่ามีความเป็นไปได้อยู่ 2 ทาง คือ

(1) คนในรุ่นธนบุรี-ต้นรัตนโกสินทร์ไปจับมาเอง เพราะแม้แต่สมัยอยุธยาตอนปลาย คนกรุงเก่าก็มีความรู้เรื่องวิธีจับสัตว์ทะเลที่มีขนาดใหญ่และดุร้าย เช่น ปลาฉนาก และปลาฉลาม ดังปรากฏในเอกสาร “คำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม: เอกสารจากหอหลวง” ที่มีข้อความตอนหนึ่งกล่าวถึงเรือพระที่นั่งต่างๆ สำหรับเก็บไว้ใช้งานในโรงเรือหลวง มีเรือชนิดหนึ่งที่ถูกระบุว่าคือ “เรือพระครุธพาหนะสองลำ 1 สำหรับทรงเสด็จไปประพาษทรงเบดปลาฉนากฉลามตามชายทะเล”

สอดคล้องกับเรื่องในพระราชพงศาวดารที่กล่าวถึงสมเด็จพระสุริเยนทราธิบดี (พระเจ้าเสือ) ทรงนิยมเสด็จประพาสทรงเบ็ดตกปลาฉลาม ที่เขาสามมุกและเกาะสีชัง ขนาดปลาฉนาก ปลาฉลาม ยังจับกันได้ ปลาวาฬก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องยาก แต่ “เรือพระคุรธ” ที่ว่านั้นจะมีอุปกรณ์ เครื่องไม้เครื่องมือ หรือเทคโนโลยีอะไร ที่จะช่วยให้มนุษย์ตัวเล็กกระจ้อยร่อยสามารถสู้แรงกำลังของสัตว์ทะเลขนาดใหญ่ได้นั้น ไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด

(2) ปลาวาฬมาเกยตื้นตายเอง ข้อนี้ปรากฏอยู่ในเอกสาร “จดหมายเหตุโหร” ที่ระบุเอาไว้ว่า “ปีมะเมีย จ.ศ.1172 เดือน 3 ปลาวาฬตายบางพูด น้ำเค็มถึงวัดเขมา” บางพูดนั้นอยู่ตรงคลองบางพูด ในท้องที่ตำบลบางพูด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรีในปัจจุบัน และวัดเขมาก็คือวัดเขมาภิรตารามราชวรวิหาร ตำบลสวนใหญ่ อำเภอเมืองนนทบุรีในปัจจุบัน

ตามปฏิทินเก่า “ปีมะเมีย จ.ศ.1172 เดือน 3” จะตรงกับเดือนธันวาคม พ.ศ.2352 เป็นปีเดียวกับที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 7 เดือน 12 (กันยายน) นำมาสู่การปรับเปลี่ยนเจ้านายวังหน้าที่ฝั่งธนฯ (ในพื้นที่พระราชวังเดิม) โดยเจ้าฟ้ากรมหลวงเสนานุรักษ์ ได้เลื่อนเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) สืบแทนสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร ซึ่งเสด็จขึ้นครองราชย์เป็น “พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย” ส่วนตำแหน่งวังหลังนั้นเจ้าฟ้ากรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์ (ทองอิน) ทรงเป็นเจ้านายวังหลังพระองค์เดียวในสมัยรัตนโกสินทร์ เพราะหลังจากสิ้นพระชนม์ไปเมื่อ พ.ศ.2349 ก็ไม่มีการตั้งเจ้าวังหลังอีกเลย พื้นที่พระราชวังเดิมได้ถูกปรับปรุงมาเป็นที่ประทับของกรมพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า)

ในเดือน 12 ของปี จ.ศ.1172 หลังสิ้นรัชกาลที่ 1 ได้ไม่นานนั้นเองก็มีเหตุการณ์กรณีกรมขุนกษัตรานุชิต (เจ้าฟ้าเหม็น) ถูกจับกุมและต้องโทษประหารฐานคิดก่อการขบถ การที่เพิ่งมีการผลัดแผ่นดินและมีการสำเร็จโทษเจ้านายเชื้อสายพระเจ้าตาก หลังจากนั้นผ่านเวลาไปเพียง 3 เดือนเศษ ก็มีเหตุการณ์น้ำหลากท่วมโดยน้ำทะเลหนุนขึ้นมาจนถึงย่านเมืองนนทบุรี และกระทั่งมีสัตว์ทะเลใหญ่อย่างปลาวาฬมาเกยตื้นตายถึงบริเวณปากคลองบางพูด ถือเป็นเรื่องประหลาดวิปริตผิดธรรมชาติ เหตุนี้จึงมีการทำพิธีและตั้งศาลขึ้นในพระราชวังเดิม

อย่างไรก็ตาม พระยาประมูลธนรักษ์ผู้ตรวจชำระและรวบรวมจดหมายเหตุโหรได้ให้วงเล็บอธิบายขยายความเพิ่มเติมในส่วนนี้ว่า “ถ้าหมายความว่าปลาวาฬตายลอยขึ้นไปถึงบางพูดดูไกลนัก เห็นจะขุดได้ซากปลาวาฬที่บางพูด ถึงรัชกาลที่ 5 ก็ขุดได้ที่บางซื่อฤาบางเขนอีกตัว 1” ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการขุดพบซากโครงกระดูกปลาวาฬ แต่ศาลปลาวาฬเดิมก็ไม่น่าจะเพิ่งตั้งในสมัยรัชกาลที่ 5 เพราะได้มีการโอนย้ายพระราชวังเดิมไปให้อยู่ในความดูแลของกองทัพเรือแล้วในตอนนั้น ตัวศาลก็เป็นศาลเดิมมีมาก่อนรัชกาลที่ 5 ที่ได้มีการขุดพบซากแล้วนำมาจัดแสดงในภายหลังนั้น

อีกทั้งเมื่อพิจารณาว่า การมีปลาวาฬมาเกยตื้นตายเมื่อปี จ.ศ.1172 ก็เป็นเหตุการณ์สำคัญที่โหรนำเอามาบันทึกไว้เป็นสื่อสัญลักษณ์เกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญของยุคสมัยเอาไว้ ตามนี้แล้วศาลศีรษะปลาวาฬเดิมน่าจะสร้างสมัยรัชกาลที่ 2 โดยเจ้าฟ้ากรมหลวงเสนานุรักษ์ เจ้านายวังหน้าในสมัยนั้นนั่นเอง

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 27 มกราคม 2562

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ศาลศีรษะปลาวาฬ ที่พระราชวังเดิม แรกเริ่มสร้างในสมัยไหน?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...