โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

SMEs-การเกษตร

กล้วย พืชแซมในสวนไม้ผล มหัศจรรย์พืชเศรษฐกิจ สร้างรายได้สู่วิถีมั่นคง

เทคโนโลยีชาวบ้าน

อัพเดต 10 มิ.ย. 2564 เวลา 08.57 น. • เผยแพร่ 10 มิ.ย. 2564 เวลา 04.09 น.

กล้วย…เป็นพืชอาหารที่มีวิตามินเกลือแร่ที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพผู้บริโภค กล้วยที่เรารู้จักมักคุ้นกันดี เช่น กล้วยหอม กล้วยไข่ หรือกล้วยน้ำว้า กล้วยปลูกได้ทั้งในหัวไร่ปลายนา หรือปลูกในเชิงธุรกิจ ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจแปรปรวน การปลูกกล้วยจึงเป็นหนึ่งพืชที่มาแรงและน่าสนใจ เพื่อการยกระดับรายได้นำไปสู่การยังชีพที่พอเพียงและมั่นคง วันนี้จึงนำเรื่อง กล้วย พืชแซมในสวนไม้ผล มหัศจรรย์พืชเศรษฐกิจ สร้างรายได้สู่วิถีมั่นคง มาบอกเล่าสู่กัน

คุณเสน่ห์ ในจิตรเกษตรอำเภอน้ำขุ่น เล่าให้ฟังว่า กล้วยเป็นพืชที่ปลูกและเจริญเติบโตได้ดีในทุกพื้นที่ของประเทศไทย และสภาพพื้นที่อำเภอน้ำขุ่นก็มีความเหมาะสมที่จะปลูกกล้วยได้ดี ต้นกล้วยต้องได้รับน้ำพอเพียง ใส่ปุ๋ยตามสูตร ถูกอัตราส่วน และใส่ตามระยะเวลา หรือป้องกันกำจัดศัตรูได้ก็จะเจริญเติบโตได้ผลผลิตกล้วยดีมีคุณภาพ

โรคและแมลงศัตรูกล้วยกล้วยมีโรคและแมลงศัตรูเข้ามารบกวนทำลายน้อย เช่น โรคไฟทอปทอร่า มันจะทำให้รากเน่า โคนเน่า ใบเหลืองแห้ง หรือที่เรียกว่าตายพราย ป้องกันได้ด้วยการเลือกหน่อกล้วยพันธุ์ดีและปลอดโรคมาปลูก ศัตรูอีกชนิดคือหนอนม้วนใบมักจะกัดกินที่ริมใบให้แหว่งเข้าไปเป็นทางยาว ป้องกันและกำจัดได้ด้วยการจับไปทำลายทิ้ง หรือถ้าพบว่ามีจำนวนมากให้ใช้สารเคมีฉีดพ่นกำจัด การใช้สารเคมีควรปฏิบัติตามคำแนะนำในฉลาก

การปลูกกล้วยเป็นพืชแซมในสวนไม้ผล เป็นการจัดการระบบการปลูกพืชที่เกื้อกูลกัน ใช้ปัจจัยการผลิตผสมผสาน เช่น การใช้ปุ๋ย หรือค่าไฟฟ้าที่ต้องสูบน้ำขึ้นมาใช้กับพืชก็ผสมผสานกันทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง นอกจากนี้ ต้นกล้วยที่เป็นพืชแซมก็เป็นร่มเงาและปรับพื้นที่ให้ดินชุ่มชื้นให้กับไม้ผลหลัก เช่น ทุเรียน เงาะ มังคุด หรือมะม่วง

แปลงหรือสวนของเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จและสำนักงานเกษตรอำเภอน้ำขุ่น ได้จัดให้เป็นแปลงต้นแบบเพื่อเป็นศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เพื่อทำหน้าที่ถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกรในพื้นที่ เช่น การรวมกลุ่มเพื่อบริหารจัดการการผลิต หรือการลดต้นทุนการผลิต เป็นหนึ่งวิถีการยังชีพแบบพอเพียง

คุณต้อยหรือ คุณสุดาพร ภักดีบุตรเกษตรกรปลูกกล้วย เล่าให้ฟังว่า ในสภาวะวิกฤตเศรษฐกิจผันผวนได้ส่งผลกระทบต่อวิถีความไม่มั่นคงครอบครัว อาชีพเกษตรกรรม จึงเป็นทางเลือกเพื่อการยังชีพที่เป็นวิถีพื้นฐานที่ทำให้ได้เก็บผลผลิตมากินในครัวเรือน หรือก่อให้มีรายได้จากการขายผลผลิตได้นำมาจุนเจือครัวเรือนหรือใช้เป็นทุนการผลิต

พื้นที่ปลูกไม้ผลมี 18ไร่ ปลูกไม้ผลผสมผสานหลายชนิด เช่น ทุเรียน มะม่วง มังคุด หรือกล้วย ช่วงเริ่มต้นได้นำกล้วยหอมทองและกล้วยน้ำว้า มาลงปลูกเป็นพืชแซมเพื่อให้เป็นพืชร่มเงาหรือพืชพี่เลี้ยงให้กับไม้ผลหลัก เพื่อให้ได้ผลผลิตเก็บมากินในครัวเรือน ได้ขายผลผลิตกล้วยเพื่อนำรายได้มาเป็นทุนหมุนเวียนใช้ในการผลิตเกษตร

การเตรียมหน่อพันธุ์ได้ซื้อหน่อพันธุ์คุณภาพที่ปลอดโรคทั้งจากในพื้นที่และต่างถิ่น ความสูง 60 เซนติเมตรขึ้นไป ซื้อหน่อละ 20-30บาท เป็นพันธุ์กล้วยน้ำว้า 4,000 หน่อ และพันธุ์กล้วยหอมทอง 3,000 หน่อ พื้นที่ 1ไร่ ปลูกกล้วยน้ำว้าและกล้วยหอมทองได้โดยเฉลี่ยราว 400ต้น พื้นที่ทั้งหมดจะปลูกกล้วยได้กว่า 7,000 ต้น

การใช้มูลวัวแห้งได้ซื้อมูลวัวแห้ง น้ำหนัก 15 ตัน หรือที่บรรจุในรถยนต์บรรทุก 10ล้อ ราคา 22,000 บาท เพื่อนำมาเป็นปุ๋ยรองก้นหลุมปลูกและใช้ปรับสภาพพื้นที่แปลงปลูกไม้ผล

การปลูกได้เริ่มปลูกต้นฝน ขุดหลุมปลูก กว้าง ยาว และลึก ด้านละ 50 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกแห้ง วางหน่อพันธุ์กล้วยลงปลูกเกลี่ยดินกลบ ระยะระหว่างต้นและแถวปลูก ห่างกัน 4×4 เมตร และ 5×5 เมตร พื้นที่ 1ไร่ ปลูกกล้วยได้ราว 400 ต้น หลังการปลูกให้น้ำแต่พอชุ่มเลี้ยงกอให้มี 3-5 ต้น ต่อกอ

การใส่ปุ๋ย ได้ใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยชีวภาพ ใส่อัตรา 1 กิโลกรัม ต่อต้น ต่อปี แบ่งใส่ 3ครั้ง เว้นระยะห่างกัน 3 เดือน และก่อนตัดเก็บ 1 เดือน ได้ใส่ปุ๋ยหวาน สูตร 13-13-21 อัตรา 2-3 กำมือ ต่อกอ แล้วให้น้ำแต่พอชุ่ม

การให้น้ำ ต้นกล้วยต้องให้ได้รับน้ำพอเพียง ทุก 2-3 วัน จะให้น้ำต่อครั้ง หรือถ้าดินแห้งจัดได้เพิ่มการให้น้ำอีก ในฤดูฝนให้ต้นกล้วยรับน้ำจากน้ำฝน เมื่อปฏิบัติดูแลบำรุงรักษาดีก็ช่วยให้ได้ผลผลิตกล้วยดีมีคุณภาพ

โรคและแมลงศัตรูกล้วยสำนักงานเกษตรอำเภอน้ำขุ่นแนะนำว่า ถ้าพบว่ามีโรคไฟทอปทอร่า ที่ทำให้รากเน่า โคนเน่า ใบเหลืองแห้ง หรือที่เรียกว่าตายพราย ให้ขุดต้นนำไปทำลายทิ้ง หรือควรคัดเลือกหน่อกล้วยพันธุ์ดีมีคุณภาพและปลอดโรคมาปลูก และหลังการปลูกถ้าพบว่ามีหนอนม้วนใบกัดกินที่ริมใบให้แหว่งเข้าไปเป็นทางยาว ถ้าพบไม่มากให้จับไปทำลายทิ้ง หรือพบว่ามีจำนวนมากให้สวมเครื่องป้องกันและใช้สารเคมีไปฉีดพ่นเพื่อป้องกันกำจัด

คุณต้อย หรือ คุณสุดาพร เกษตรกรปลูกกล้วยเล่าให้ฟังในท้ายนี้ว่า หลังจากปลูกต้นกล้วยจะมีการแตกหน่อมาก ต้องตัดหรือขุดหน่อออกเพื่อแต่งกอให้เหลือ 3-5ต้น การติดเครือขนาดใหญ่ต้องใช้ไม้ค้ำยันเพื่อป้องกันต้นกล้วยโค่นล้มทำให้ผลกล้วยเสียหายเมื่อต้นกล้วยอายุ 9เดือน ผลกล้วยเริ่มจะสุกได้ตัดเก็บ ตัดที่โคนต้นกล้วย ให้ค่อยๆ โน้มเอนลงมาเพื่อป้องกันเครือกล้วยหรือผลกล้วยกระแทกช้ำ นำไปเก็บรักษาไว้ในโรงเรือนเพื่อรอพ่อค้าเข้ามาซื้อ

ลักษณะผลหรือลูกผลกล้วยน้ำว้าที่นี่ทดลองวัดความยาวได้ 5นิ้ว วัดรอบผลได้ 6นิ้ว มีน้ำหนักราว 2-3ขีด 1 หวี มี 12-14 ผล น้ำหนักต่อหวี 3-4 กิโลกรัม 1 เครือ มีมากกว่า 8-12หวี น้ำหนักทั้งเครือ 40-50 กิโลกรัม

ลักษณะเนื้อผลกล้วยน้ำว้าสุกเนื้อมีความเหนียว นุ่ม หวาน มีกลิ่นหอมเล็กน้อย มีวิตามินเกลือแร่ที่เสริมสร้างให้ผู้บริโภคมีสุขภาพแข็งแรง ผลขนาดโตกินได้ 3-5คำ กิน 2-3ลูก หรือผล ก็อิ่มท้อง จึงมักถูกเลือกไว้เป็นผลไม้คู่ครัว

ตลาด ผลผลิตทั้งกล้วยน้ำว้าและกล้วยหอมทอง เมื่อหักต้นทุนแล้วในปีแรกมีรายได้ 35,000-40,000 บาท ต่อไร่ เป็นกล้วยมหัศจรรย์พืชเศรษฐกิจที่มีตลาดรองรับ พ่อค้าเข้ามาซื้อที่สวน เป็นวิถีที่ทำให้ผู้ปลูกได้สร้างงานสร้างรายได้เพื่อนำไปสู่การสร้างสุขตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและพัฒนาคุณภาพชีวิตให้มีความมั่นคงและยั่งยืน

จากเรื่อง กล้วย พืชแซมในสวนไม้ผล…มหัศจรรย์พืชเศรษฐกิจ สร้างรายได้สู่วิถีมั่นคง เป็นการปลูกกล้วยในยามวิกฤตเศรษฐกิจแปรปรวน เป็นวิถีดำรงชีพเพื่อการสร้างสุขตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณสุดาพร ภักดีบุตร เลขที่ 45 หมู่ที่ 3 บ้านห้วยเสลา ตำบลขี้เหล็ก อำเภอน้ำขุ่น จังหวัดอุบลราชธานี โทร. (098) 512-1697 หรือ คุณลุงโทน โทร. (091) 090-2464ก็ได้ครับ

 

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2560

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...