สูตรปั้นดาว นาดาว อคาเดมี่ “ให้งานแสดง ล้อเลี้ยงชีวิต”
สูตรปั้นดาว "นาดาว อคาเดมี่" ให้งานนักแสดงล้อเลี้ยงชีวิต
“นักแสดงก็เป็นหนึ่งในทีมงานคนหนึ่งในกองถ่าย เขาไม่ใช่ดาราหรือซุปเปอร์สตาร์ที่ทุกคนต้องคอยประคบประหงมเขา” นี้คือสิ่งที่ “ย้ง ทรงยศ สุขมากอนันต์” ผู้บริหารหัวเรือใหญ่ของค่ายนาดาวบางกอก ที่สร้างสรรค์ผลงานอย่าง ซีรีย์ ฮอร์โมนส์ วัยว้าวุ่น, I Hate You, I Love You, โปรเจกต์ เอส เดอะซีรีส์, My Ambulance รักฉุดใจนายฉุกเฉิน และเลือดข้นคนจาง
อีกทั้งยังผลิตนักแสดงคลื่นลูกใหม่เข้าสู่วงการบันเทิงอย่างต่อเนื่องทั้ง เเบงค์ ธิติ, เจมส์ ธีรดนย์, ฟรัง นรีกุล, โอบ นิธิ, ต้าเหนิง กัญญาวีร์, ปันปัน สุทัตตา, ต่อ ธนภพ ฯลฯ จนสร้างแรงบัลดาลใจให้เยาวชนที่สนใจและรักในงานแสดง อยากมีโอกาสในการเข้ามาร่วมงานกับทางค่ายนาดาวบางกอก
จนเมื่อช่วงต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมาทาง Nadao Academy ได้เปิดโครงการค้นหาเด็กฝึก (Trainee) เพื่อพัฒนาเป็น นักแสดง ในสังกัด นาดาว บางกอก และ ศิลปิน (เดี่ยว/กลุ่ม) ในสังกัด Nadao Music ซึ่งได้กระแสตอบรับอย่างล้นหลาม แต่ทว่าการจะเป็นนักแสดงและศิลปินของค่าย Nadao Academy ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก แต่จะต้องฝ่าฟันกับบทพิสูจน์ต่างๆ มากมาย เพื่อหาคนที่เหมาะสมที่สุด
โดยทางย้ง ทรงยศ ได้เปิดเผยถึงกระบวนการการค้นหานักแสดงและศิลปินของค่าย Nadao Academy เจาะลึกถึงรายละเอียดต่างๆ ทั้งการคาแรคเตอร์, ทัศนคติ, WorkShop, รวมถึงการดูและจัดสรรเวลาของนักแสดงให้เหมาะสม
กว่าจะได้มีผลงานการแสดงเด็กๆ ต้องผ่านอะไรมาบ้าง?
น้องๆ ทุกคนที่เข้ามาเป็นนักแสดงในนาดาวจะต้องผ่านการฝึกหัด คือการเรียนการแสดง พัฒนาบุคลิกภาพ จนกว่าจะพร้อมเป็นนักแสดง ซึ่งนอกจากจะเรียนการแสดงในห้อง WorkShop แล้ว เราต้องมีงานให้น้องได้ลงไปลองฝีมือ และเราถึงจะพบว่าแต่ละคนมีปัญหาในด้านไหนอยู่หรือป่าว ซึ่งบรรดาน้องๆ ที่เพิ่งเข้ามาแล้วลงงานแสดงเลยเราจะค่อนข้างเป็นห่วง เพราะมันเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อว่าน้องๆ จะไปต่อได้ไหม
ครั้งนี้ถือเป็นการคัดนักแสดงครั้งแรกของ Nadao Academy หรือไม่*? *
ครั้งนี้เป็นการคัดนักแสดงเข้านาดาวครั้งที่สองครับ เพราะครั้งแรกเราเรียกว่า hormones the next gen เป็นการคดเลือกนักแสดงเพื่อเข้าไปเล่นซีรีย์ hormones ซีซั่น 2-3 ครับ แต่ครั้งนี้ พอเราไม่มีโปรเจคว่าน้องเข้ามาแล้วจะได้ไปเล่นโปรเจคใดโปรเจคหนึ่ง มันก็เลยเป็น Nadao Academy แล้วจริงๆ ที่เราเรียก Academy เพราะเราไม่อยากให้น้องเข้าใจว่าการเข้ามาอยู่ตรงนี้แล้วจะได้เป็นดาราได้เลย เราอยากให้น้องรู้ว่าเข้ามาแล้วต้องผ่านการฝึกฝนเรียนรู้ พัฒนาและผ่านการคัดเลือกก่อนถึงจะได้เป็นศิลปินครับ
พัฒนาการของต้าเหนิงและโอบ
อย่างตอนฮอร์โมนส์ซีซี่น 3 เด็กนักแสดงรุ่นเก่าจบไปแล้ว แล้วก็จะเป็นเด็กเจนเนชั่นใหม่ที่จะขึ้นมามีบททั้งซีซั่นแล้ว แล้วมันมีซีนที่ต้าเหนิงที่รับบทเป็นเจน แล้วต้องยืนควงคฑากรวันนั้น 7 ชั่วโมงกลางแดดแล้วน้องเป็นลม จังหวะเรารู้สึกสงสารน้อง แล้วก็รู้สึกว่าเอ๊ะนี่เราเอาลูกเขามาลำบากหรือเปล่า (หัวเราะ) แล้วเราก้คิดว่าตัวน้อง (ต้าเหนิง) จะถอดใจมั้ยกับอาชีพนี้ เพราะลำพังเขาแค่ไปเรียนหนังสือ ไม่ต้องมาทำงานตรงนี้เขาก็มีชีวิตที่ดีได้ แต่พอเขา (ต้าเหนิง) ทำอย่างเต็มที่ในวันนั้น แล้วเขาได้ดูผลงานตัวเขาเองมันอาจจะเป็นจุดนั้นที่ทำให้น้องๆ รู้สึกภูมิใจกับสิ่งที่ทำอยู่ และเราจะต้องพาน้องก้าวไปขั้นต่อไป ซึ่งอยากจะบอกว่าความเป็นนักแสดงกว่าจะก้าวมาถึงจุดนี้มันไม่ใช่แค่หน้าตาดี แต่งตัวสวยหล่อ แล้วเข้าไปในกอง และแค่อ่านบทแล้วมันก็จะเป็นนักแสดงได้
ส่วนกรณีของโอบ (โอบ นิธิ) ที่เราประทับใจและเห็นการเติบโตของเขา ถ้าคนจำได้ตอนฮอร์โมนส์ซีซี่น 1 เขายังเป้นแค่ตัวประกอบเล็กๆ เป็นหนึ่งในแก๊งของไผ่ (ต่อ ธนภพ) คนอาจจะจำได้หรือจำไม่ได้แต่จุดเปลี่ยนสำคัญของโอบ คือมีวันหนึ่งที่ทาง GTH เขาทำซีรีส์เพื่อนเฮี้ยนโรงเรียนหลอน แล้วมันเป็นเรื่องของชายรักชาย แล้วตอนแรกเขาวางนักแสดงคนหนึ่งไว้แต่นักแสดงคนนั้นมาเล่นไม่ได้ ซึ่งเมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว ทางผู้กำกับเขายังไม่มั่นใจว่าจะมีนักแสดงที่กล้าเล่นบทนี้มากแค่ไหน เพราะในตอนนั้นมีคนกล้าเล่นบทชายรักชายน้อยไม่มากเท่าทุกวันนี้
ซึ่งเราก็เลยโทรไปหาน้อง (โอบ) ว่า “โอบมันมีบทแบบนี้มากล้าเล่นมั้ย? แต่พี่เชียร์นะ” เพราะตอนนั้นพี่นุชชี่เป็นคนกำกับ พี่เขาเป็นผู้กำกับที่เก่ง ซึ่งนักแสดงที่ดีควรจะหาโอกาสได้ร่วมงานกับผู้กำกับที่เก่ง
โอบ : พี่ให้เวลาผมตัดสินใจแค่ชั่วโมงเดียว (หัวเราะ) คือตอนนั้นเขาให้มา 3 เงื่อนไขครับ 1.คือต้องเล่นชายรักชาย 2.คือต้องมีฉากเลิฟซีนกับผู้ชาย 3.คือมีใส่กางเกงในนะ โอเคมั้ย คือตอนนั้นผมไม่ได้คิดถึงเงื่อนขพวกนี้นะ ตอนนั้นผมคิดว่า “เราพร้อมหรือยังว่ะ ที่จะออกไปทำอะไรแบบนี้” แต่มันเป็นโอกาสครั้งใหญ่พอสมควรของชีวิต ผมเลยรู้สึกว่าผมต้องทำ
ส่วนตัวพี่รู้สึกว่าจากเรื่องนี้แหละที่ทำให้คนดูและพวกพี่เห็นว่า จริงๆ เขาเป็นนักแสดงนำได้ เขาคุมหนังทั้งเรื่องได้ มันก็เลยทำให้โปรเจคต่อๆ มา พวกพี่ๆ เขาเห็นจากอนธการ แล้วก็เลยให้โอกาสโอบเล่นบทนำในมาลี และอีกหลายๆ เรื่องต่อมา
การฝึกอบรมนักแสดง-ศิลปินของ Nadao Academy เป็นยังไง?
หลักๆ คือพอน้องออดิชั่นผ่านได้เป็นเด็กฝึกของ Nadao Academy แล้ว เราจะนั่งคุยกับน้องและพ่อแม่ว่า น้องยังเรียนหนังสือ เราจะให้น้องเรียนหนังสือที่เป็นการเรียนปกติของน้องเป็นหลักก่อน แล้วเราจะมาจัดการกันว่าน้องจะเข้ามา WorkShop, เรียนการแสดง, เรียนร้องเพลง หรือเรียนเต้นอย่างไรได้บ้าง ต่างคนอาจจะมีการจัดสรรที่ไม่เหมือนกัน อยู่ในคลาสที่แตกต่างกัน ช่วงปีแรกอาจจะมีคลาสที่แบ่งเป็นคอร์สๆ ว่าคอร์สนี้ 3 เดือนมาประเมินกัน
แล้วพอประเมินเสร็จเราจะมาดูว่า ใครยังอยู่กลุ่มเดียวกันได้หรือต้องแยกคลาสแล้ว เพราะแต่ละคนก็พัฒนาไม่เท่ากัน บางคนพอผ่านไป 1 ปี เราอาจจะพบว่าน้องบางคนอาจจะพร้อมลงสนามการแสดงได้แล้วในบทที่อาจจะไม่ยากเกินไป หรือบทที่เป็นตัวเขา แต่บางคนอาจมีปัญหาเรื่องบุคลิกภาพไม่ดีเช่น พูดไม่ชัด การเดิน การสื่อสาร หรือบางคนอาจจะประสบการณ์ชีวิตน้อย อาจต้องเติมสิ่งเหล่านั้น ซึ่ง Nadao Academy เราจะให้เวลาแค่ 1-2 ปีเท่านั้น แล้วเราจะมาประเมินน้องว่าน้องจะเป็นศิลปินหรือนักแสดงของเราในอนาคตได้มั้ยถ้าไม่ได้เราก็ไม่อยากให้น้องเสียเวลา
ต้องฝึกฝนกันนานแค่ไหนกว่าจะมีผลงานลงจอ*? *
จริงๆ ก็มีน้องหลายคนที่อยู่นาดาวมาแล้ว 2-3 ปีถึงค่อยมีผลงานเรื่องแรก อย่างต่อ ธนภพ หรือไอซ์ พาริสก็ใช้เวลา 2-3 ปี กว่าเขาจะพร้อมไปทำงานแสดง เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องเรียนรู้การแสดง มันยังมีเรื่องการพัฒนาบุคลิกภาพ ปรับทัศนคติในการทำงาน ที่นาดาวเราพยายามจะสอนให้น้องๆ รู้ว่าที่จริง นักแสดงก็เป็นหนึ่งในทีมงานคนหนึ่งในกองถ่าย เขาไม่ใช่ดาราหรือซุปเปอร์สตาร์ที่ทุกคนต้องคอยประคบประหงมเขา ถ้าจะมีคนมาดูแลเขาก็เป็นเรื่องการดูแลเพื่อให้เขาพร้อมในการแสดงก็เป็นหน้าที่ของทีมงาน แต่เมื่อหมดหน้าที่ตรงนั้นแล้วเขาก็ถือเป็นหนึ่งในทีมงานที่ต้องรับผิดชอบเหมือนคนอื่นๆ
อย่างเวลาที่มีน้องที่มาใหม่ๆ ที่อาจมีน้องบางคนไม่แม่นยำในบทขณะกำลังถ่ายทำ ก็จะถูกพี่ๆ ดุมาก ซึ่งก็จะมีพี่ๆ หลายคนพยายามบอกว่า น้องมันยังเด็กอยู่ให้อภัยมันไปอะไรอย่างนี้ แต่ส่วนตัวพี่จะบอกว่า ถ้าจะเอาข้ออ้างของการเป็นเด็กมาใช้ในการทำงาน น้องก็แค่กลับไปเรียนหนังสือ อย่าออกมาทำงาน คือเมื่อไหร่ที่ออกมาทำงานข้ออ้างของความเป็นเด็กมันใช้ไม่ได้แล้ว ซึ่งพอเด็กๆ เติบโตมากับคำแนะนำแบบนี้มันก็ช่วยให้เขาผ่านกระบวนการปรับเปลี่ยนทัศนคติอะไรบางอย่างจนเขามีความรับผิดชอบระดับผู้ใหญ่ได้แล้วในการทำงานตรงนี้ครับ
ต้าเหนิง : คือพอเราเข้ามาอยู่ในค่ายเราจะเห็นรุ่นพี่ทุกคนที่ทำงาน ว่าเขาทำงานอย่างไร มันเหมือนกับเขาสอนเราไปในตัวด้วย เพราะนักแสดงรุ่นแรกๆ ทำงานหนักเพราะแดด (พี่ย้ง) โหดมากค่ะ
การรับเด็กอายุ 12-13 ปี เข้าฝึกเป็นนักแสดง ดูจะไวไปมั้ย*? *
คือการมาเทรนและฝึกหัดมันไม่ใช่การเรียนรู้การทำงานอย่างเดียว จริงๆหลักๆ มันคือฝึกพัฒนาทางด้านทัศนคติในด้านการทำงานด้วย จริงๆ พอน้องยิ่งเป็นเด็กการสอนเขาเรื่องทัศนคติในการทำงานมันง่ายกว่า จะเห็นว่าน้องๆ หลายคนที่ทำงานและโตมากับเรา เราจะจูนการทำงานได้ตรงกันมากกว่า
นักแสดงต้องเตรียมพร้อมรับโอกาสใหม่ๆ ตลอดเวลา
มีอันหนึ่งที่พี่ว่าสำคัญมากๆ เลยก็คือ นักแสดงทุกคนต้องพร้อมกับการไปแคสติ้ง หรือการออดิชั่นครับ คือนักแสดงหลายๆ คน ที่รู้สึกว่าตัวเองเป็นเบอร์ใหญ่แล้วก็จะคิดว่าบทไหนถ้าอยากให้เขาเล่น บทนั้นต้องมาเพื่อเขา แต่น้องที่นาดาวทุกคน พร้อมที่จะไปแคสติ้ง หรือออดิชั่น เพื่อให้ผู้กำกับเห็น โปรดิวเซอร์เห็น ว่าเขาเหมาะสมกับบทมั้ย แล้วเลือกเขา อันนี้คือสิ่งที่เราพยายามบอกน้อง ซึ่งพอเวลามีหนังแต่ละเรื่องมาเด็กๆ ทุกคนจะออกตัวเลยผมพร้อมแคสติ้ง ผมพร้อมออดิชั่นครับ พร้อมที่จะลงสนามเพื่อที่จะชิงบทนั้นมาเป็นของตัวเอง อันนี้เป็นแอตติจูดของน้องๆ ที่เราเห็นตอนนี้ครับ
ต้าเหนิง : เราแคสบทตัวเองด้วยค่ะ บทที่แบบเขียนให้เรา เราก็ต้องแคส
คือตอนนั้นเราเขียนบทให้นักแสดงทุกคนที่ผ่าน hormones the next gen มาอยู่แล้ว แต่ว่าระหว่างทางเราไม่อยากให้น้องรู้สึกว่าบทนี้เป็นของตายของเขาเพราะเราเขียนให้เขา คือเมื่อไหร่ที่น้องคิดแบบนั้น น้องจะวางใจแล้วไม่พัฒนาตัวเอง หรือไม่เตรียมตัวเองให้พร้อม เราเลยมีกระบวนการที่ว่าต่อให้เราจะเขียนบทให้ใคร แต่ถ้าน้องไม่ได้ทำให้ผู้กำกับเชื่อมั่น ผู้กำกับก้จะสามารถแคสนักแสดงคนอื่นมารับบทได้
มุมมองของผู้ปกครองเป็นอย่างไรบ้าง?
โอบ : คือที่บ้านผมจะเป็นคนที่เข้มงวดเรื่องการเรียนมากๆ ว่าลูกต้องได้เกรดเท่านี้ อยากให้ลูกได้คณะดีๆ มหาวิทยาลัยดีๆ แบบนี้ จนมาวันหนึ่งที่เราสามารถพิสูจณ์ได้ว่าสิ่งที่เราสามารถทำงานแสดงควบคู่ไปกับการเรียนได้ จากแต่ก่อนที่แม่จะเป็นคนเข้มงวดว่าลูกต้องเป็นแบบนี้ๆ ปัจจุบันเขาบอกเราแค่ว่าสอบให้ผ่านและมีเวลาพักผ่อนบ้างแค่นั้นแม่ก็โอเคแล้ว
ต้าเหนิง : ที่บ้านจะห่วงเรื่องการพักผ่อนค่ะ ในช่วงที่ทำงานหนักมากๆ ส่วนเรื่องอื่นไม่ค่อยห่วง แม่หนูค่อนข้างปล่อยให้เราแบบออไปใช้ชีวิต ลองไปจัดการชีวิตตัวเองดู แต่เขาก็จะคอยซัพพอร์ตเราตลอด
รายได้ของนักแสดงเป็นอย่างไร?
จริงๆ อาชีพนักแสดงก็เป็นเหมือนทีมงานคนหนึ่งในกองถ่าย ที่นาดาวเราจะแบ่งงานเป็น 2 ประเภทคือ งานคราฟท์ หมายถึงงานศิลปะ (หนัง,ละคร,ซีรีย์ และเพลง) แล้วก็งานคอมเมอร์เชียล คือเราพยายามบอกน้องว่าอย่าไปซีเรียสเรื่องค่าจ้างมากนัก ถ้างานนั้นเป็นงานที่ดีแต่ค่าตัวไม่เยอะ เราควรจะรับงานนั้นแล้วทำมันให้ดีที่สุด เพราะเมื่อไหร่ที่เรามีงานคราฟท์ที่ดี มันจะส่งผลต่องานคอมเมอร์เชียลเช่น งานอีเว้นท์ งานโฆษณาสินค้าต่างๆ อันหลังเนี่ยจะเป็นงานที่สร้างรายได้ให้เรา
จริงๆ งานคราฟท์เป็นเหมือนงานที่เราได้เงินเดือน คือรายได้ไม่สูงมาก แต่ก็ทำให้เราพอเลี้ยงชีพได้ แต่เมื่อไหร่ที่นักแสดงคนไหนที่สามารถทำงานคราฟท์ที่ดี ดูแลตัวเองดี ก็จะมีงานคอมเมอร์เชียลที่มีรายได้สูงตามมา
บรรยากาศในค่ายนาดาวเป็นอย่างไรบ้าง?
คือตอนแรกก็กลัวนะในการเอาคนหลายคนมาอยู่รวมกัน พอเราอยู่กันแบบพี่น้องกันมาเราจะค่อนข้างกังวลว่าเขาจะอยู่ด้วยกันได้หรือเปล่า แต่โชคดีที่วัฒนธรรมองค์กรเรามันเป็นวัฒนธรรมแบบพี่น้องมั้งครับ พอเข้ามาแล้วกลายเป็นว่า พอรุ่นน้องเข้ามารุ่นพี่ก็พยายามสอนอะไรก็ตาม ทำให้เราอยู่กันเหมือนพี่น้องที่คุยกันได้ในหลายๆ เรื่อง
ขอบคุณภาพจากเพจ Nadao Bangkok