โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"ออสเตรเลีย" เบียด "กาตาร์" จ่อขึ้นแท่นผู้ส่งออก LNG เบอร์ 1 โลก

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 29 ส.ค. 2562 เวลา 10.12 น. • เผยแพร่ 29 ส.ค. 2562 เวลา 10.08 น.

ในขณะที่โลกพยายามลดการใช้พลังงานจากน้ำมันและถ่านหิน “ก๊าซธรรมชาติเหลว” (LNG) ถือว่าเป็นหนึ่งในพลังงานที่กำลังมีบทบาทมากขึ้นทั่วโลก และมีคาดการณ์จากอีไอเอว่า “ออสเตรเลีย” มีโอกาสที่จะผงาดขึ้นมาเป็นผู้ส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว รายใหญ่ที่สุดของโลกอย่างถาวร แทนที่ “กาตาร์” ในปี 2020

ซีเอ็นบีซีรายงานอ้างคำแถลงของรัฐบาลออสเตรเลียระบุว่า ในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ ออสเตรเลียมีการส่งออกก๊าซ LNG เฉลี่ยประมาณ 11,400 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน เทียบกับปี 2011 ส่งออกอยู่ที่ 2,600 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วันโดยปริมาณการส่งออกก๊าซ LNG ของออสเตรเลีย แซงหน้า “กาตาร์” ซึ่งเป็นคู่แข่งรายสำคัญในฐานะที่เป็นผู้ส่งออกเบอร์หนึ่งของโลกแล้ว

โดยปริมาณส่งออกก๊าซ LNG ของกาตาร์ ตามมาเป็นอันดับ 2 อยู่ที่ 10,100 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน และสหรัฐอเมริกาเป็นอันดับ 3 ด้วยปริมาณส่งออกที่ 8,900 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน

คำแถลงของรัฐบาลแคนเบอร์ราระบุด้วยว่า มีความเป็นไปได้สูงที่ออสเตรเลียจะสามารถรักษาตำแหน่งผู้ผลิตและส่งออกเบอร์ใหญ่ของโลกได้อย่างถาวร โดยรัฐบาลได้ตั้งงบประมาณกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนการเพิ่มกำลังการผลิต LNG สำหรับการพัฒนาโครงการระหว่างปี 2019-2023 และตั้งเป้าขยายโครงการการผลิต LNG เป็น 10 แห่งภายในปี 2020 จากปัจจุบันมี 8 แห่ง

ทั้งนี้ เมื่อเดือน มิ.ย.ออสเตรเลียได้เปิดตัว“พรีลูด” (Prelude) โครงการ LNG ลอยน้ำแห่งที่ 8 ของบริษัท รอยัลดัตช์เชลล์ ในแหล่งก๊าซธรรมชาติทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองบรูม ในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย

ซีเอ็นบีซีระบุว่า โครงการพรีลูดถือว่าเป็นอีกหนึ่งโครงการ LNG ขนาดใหญ่ที่สุดของออสเตรเลีย โดยมีปริมาณการรองรับถังเก็บ LNG เทียบเท่ากับขนาดสระว่ายน้ำมาตรฐานที่ใช้ในการแข่งโอลิมปิกถึง 175 สระ ขณะที่โครงการ LNG แห่งอื่น เช่น วีตสโตน (Wheatstone), อิชทิส (Ichthys) และดาร์วิน (Darwin) ก็เตรียมเพิ่มกำลังการผลิต LNG ตั้งแต่เดือน ก.ย.นี้

นักวิเคราะห์ของสำนักบริหารสารสนเทศพลังงานของสหรัฐ (EIA) กล่าวว่า“กาตาร์” อาจสูญเสียตำแหน่งผู้ส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว LNG รายใหญ่ที่สุดของโลกให้กับออสเตรเลียในปี 2020 และอาจจะสูญเสียตำแหน่งนี้อย่างถาวร ดูจากแผนพัฒนาของทางการแคนเบอร์รา ทั้งยังมีเป้าหมายเพิ่มกำลังการผลิตแตะระดับที่ 110 ล้านตัน/ปี ภายในปี 2024 เพิ่มจาก 77 ล้านตัน/ปี ในปี 2018

“นิโคลัส บราวน์” ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยก๊าซและ LNG ของ Wood Mackenzie บริษัทให้คำปรึกษาและวิจัยด้านพลังงานในกรุงลอนดอน กล่าวว่า การเพิ่มกำลังการผลิตและความต้องการที่ผันผวนจากลูกค้า โดยเฉพาะในญี่ปุ่น จีน และเกาหลีใต้ ส่งผลให้ราคาซื้อขายก๊าซลดลงอย่างหนักตั้งแต่ปลายปี 2018

ขณะที่ความกังวลเกี่ยวกับการเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่ยังชะลอตัว และสงครามการค้าจะกดดันให้ราคาก๊าซ LNG มีความผันผวนมากขึ้น ทั้งประเมินว่าในปีนี้จะเผชิญกับสถานการณ์ราคา LNG ที่ต่ำลงเรื่อย ๆ และราคาอาจจะปรับลดลงอีกในปีหน้า เนื่องจากซัพพลายที่เพิ่มขึ้นในหลายประเทศ

“ซัพพลายที่เพิ่มเข้ามา ไม่ได้มีแต่ออสเตรเลีย แต่สหรัฐก็มีเป้าหมายจะเพิ่มการผลิตเช่นกัน โดยจะเพิ่มการผลิตก๊าซจากโครงการคาเมรอน ซึ่งอยู่ในเกาะเอลบา รวมถึงในโครงการฟรีพอร์ตในเทกซัส” บราวน์กล่าวเพิ่มเติม

สำหรับ “กาตาร์” โดยกระทรวงพลังงานประกาศเมื่อต้นเดือน ส.ค.ที่ผ่านมาว่า รัฐบาลได้อนุมัติให้เพิ่มกำลังการผลิตก๊าซ LNG อีก 43% ภายในปี 2024 เพื่อให้สามารถแข่งขันได้กับประเทศผู้ส่งออกรายอื่น จากปี 2018 ที่กำลังการผลิตก๊าซ LNG ของกาตาร์ อยู่ที่เกือบ 80 ล้านตัน/ปี

อย่างไรก็ตาม “ซาอัด เชอริดา อัล-คาบี” ประธานและซีอีโอของกาตาร์ปิโตรเลียม กล่าวยอมรับว่า ความขัดแย้งระหว่างกาตาร์กับซาอุดีอาระเบีย รวมถึงชาติอาหรับอื่น ๆ ได้แก่ อียิปต์ บาห์เรน เยเมน ลิเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ยังยืดเยื้อและอาจเป็นอุปสรรคต่อเส้นทางการส่งออก LNG ของกาตาร์ให้ได้ตามเป้าหมาย รวมถึงทำให้ต้นทุนการขนส่งสูงขึ้น

ทั้งนี้ ประธานกาตาร์ปิโตรเลียมกล่าวว่า ในเวลานี้ดีมานด์ในประเทศเอเชียถือว่าแข็งแกร่งที่สุด “จีน” ยังคงเป็นประเทศนำเข้ารายใหญ่ที่สุด และยังมีประเทศอื่นที่น่าสนใจ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย และเวียดนาม

ขณะที่บลูมเบิร์กรายงานอ้างวิจัยของ “แมคคินซีย์” บริษัทที่ปรึกษาด้านการบริหารชั้นนำของโลกระบุว่า ความต้องการใช้ก๊าซ LNG ของโลก จะแตะ 384 ล้านตันในปี 2020 จากปี 2018 ปริมาณการใช้ทั่วโลกอยู่ที่ 319 ล้านตัน และประเมินว่าในอีก 2-3 ปีข้างหน้า จะเกิดความสมดุลระหว่างดีมานด์และซัพพลายซึ่งคาดว่าการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้นจะส่งผลให้ดีมานด์การใช้ในทั่วโลกเพิ่มขึ้นตามจากราคาก๊าซที่ถูกลง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...