BCAP ตั้งเป้าปี 64 โต 20% เอยูเอ็ม 6 หมื่นล้าน แนะลงทุนหุ้นแลกการ์ด เมกะเทรนด์
นางเมธ์วดี ประเสริฐสินธนา กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน บลจ.บางกอกแคปปิตอล (BCAP) เปิดเผยว่า ปี 2564 บริษัทตั้งเป้ามูลค่าสินทรัพยภายใต้การบริหาร (AUM) เติบโต 20% มาเป็น 6 หมื่นล้านบาท จาก 5 หมื่นล้านบาท ในปี 2563 และตั้งเป้าหมายในอีก 3 ปีข้างหน้า (ปี 2565-2567) เติบโตเฉลี่ย 20% ต่อปี หรืออยู่ที่ 1 แสนล้านบาท ในปี 2567
สำหรับในปี 2563 ที่ผ่านมาผลการดำเนินงานของ BCAP มีการเติบโตในส่วนของสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร โดยในส่วนของกองทุนรวมทั่วไปมี AUM ที่ 13,000 ล้านบาท เติบโตถึง 95% เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2562 และ เทียบกับภาพรวมตลาดกองทุนรวมที่ลดลง 7% ถือว่า BCAP มีการเติบโตที่สวนทางกับภาพรวมอุตสาหกรรม
ในส่วนของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพบัวหลวงทรัพย์มั่งคั่งก็มีการเติบโตของ AUM เป็น 18,000 ล้านบาท โตขึ้นจากปี 2562 ที่ผ่านมา 15% เทียบกับภาพรวมอุตสาหกรรมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่โตเพียง 2% และในส่วนของกองทุนส่วนบุคคล หรือไพรเวทฟันด์ มี AUM ณ สิ้นปี 2563 ประมาณ 20,800 ล้านบาท เติบโต 19 %เทียบกับปี 2562 ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ BCAP มีจุดเด่นด้านนโยบายการลงทุนที่ครอบคลุมสินทรัพย์หลากหลายประเภทและบริหารด้วยรูปแบบการลงทุนระดับโลก ณ สิ้นปี 2563 BCAP มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารรวมทั้งหมด ประมาณ 50,000 ล้านบาท
ที่ผ่านมา BCAP ได้มีกองทุนมากมายเพื่อตอบโจทย์นักลงทุนไม่ว่าจะเป็น BCAP-GW กองทุนที่เป็นรูปแบบพอร์ทโฟลิโอการลงทุนที่นักลงทุนสามารถถือเป็นสัดส่วนหลักของพอร์ตการลงทุนได้ (Core-Portfolio) และยังมีกองทุนทรัพย์สินทางเลือก BCAP-GPROP กองทุนที่ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลก และเพื่อให้ตอบสนองนักลงทุน เราจึงมีการออกกองทุนเพื่อการลดหย่อนภาษี BCAP-GW SSF และยังนำโมเดลการลงทุนเพื่อการเกษียณ จากต่างประเทศ มาออกเป็นกองทุน Target date RMF ซีรี่ย์กองทุน RMF แรกในประเทศไทยที่ปรับสัดส่วนการลงทุนตามช่วงอายุของผู้ลงทุนอัตโนมัติ และยังมีกองหุ้นเทคโนโลยี BCAP-CTECH กองทุนที่ลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีสัญชาติจีน และ BCAP-USND100 กองทุนหุ้นดัชนี NASDAQ-100 ที่ลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำมากมาย เช่น Apple Google Amazon ที่สร้างผลตอบแทนหลังจาก IPO มา 11 เดือนถึง60%
ดร.ธนาวุฒิพรโรจนางกูร
ดร.ธนาวุฒิ พรโรจนางกูร รองกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าเจ้าหน้าที่จัดการการลงทุน บลจ.บางกอกแคปปิตอล กล่าวว่า ปีนี้ตลาดทุนทั่วโลกกำลังอยู่ในช่วงปรับตัวขึ้นโดย ปัจจัยที่ส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในปีนี้ว่า มีปัจจัยหลัก 2 ปัจจัยด้วยกันที่จะมีส่วนผลักดันให้ตลาดโลกฟื้นตัว
ปัจจัยแรก สภาพคล่อง ซึ่งในปัจจุบัน ดร.ธนาวุฒิกล่าวว่ามีสภาพคล่องที่ล้นตลาดสืบเนื่องมาจากนโยบายของธนาคารกลางทั่วโลกที่อัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่เศรษฐกิจเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้มีเงินสดในมือของประชาชนมากจนเกินความจำเป็น รวมถึงในส่วนของภาคธุรกิจที่เน้นถือเงินสดไว้มากเช่นกันในช่วงปีที่ผ่านมาเนื่องจากต้องการป้องกันความเสี่ยงจากการระบาดของโควิด-19
ปัจจัยที่สอง เงินเฟ้อ ที่เริ่มปรับตัวขึ้นโดยมีสินทรัพย์ที่ปรับตัวขึ้นตามเงินเฟ้อคือหุ้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน และหุ้นกลุ่มที่เกี่ยวกับการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นหุ้นที่อยู่ในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ไม่ว่าจะเป็นจีน บราซิล อินเดีย กลุ่มประเทศCLMV รวมถึงไทยด้วยเช่นกัน
“ในปีนี้ นักลงทุนเริ่มมีความหวังมากขึ้นจากการมีวัคซีน สามารถประเมินได้ว่าการระบาดของโควิด-19 นั้นใกล้สิ้นสุดจึงทำให้นักลงทุนทั้งในระดับรายย่อย และระดับสถาบันเริ่มกลับมาลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงอีกครั้งโดยเฉพาะในหุ้น”
ในส่วนกลยุทธ์ที่ดร.ธนาวุฒิแนะนำ คือเริ่มสะสมหุ้นที่ราคายังไม่สูงมากนัก โดยหุ้นที่แนะนำให้โฟกัสคือหุ้นที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโดควิด-19 สูงซึ่งราคาในปัจจุบันยังปรับตัวตามตลาดได้ไม่เต็มที่หรือหุ้นแลกการ์ด เนื่องจากหุ้นในกลุ่มนี้ยังมีโอกาศฟื้นตัวได้มากกว่าหุ้นในกลุ่มที่เพอร์ฟอร์มในปีที่แล้ว
หุ้นอีกกลุ่มที่ ดร.ธนาวุฒิให้ความสำคัญคือ หุ้นกลุ่มที่มีความเกี่ยวข้องกับ เมกะเทรนด์ ซึ่งเป็นเทรนด์ขนาดใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตและไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้เช่น การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุทั่วโลก การแพทย์ และการดิจิไทเซชั่น ซึ่งเป็นธีมการลงทุนที่เน้นผลตอบแทนในระยะยาว
“ในปัจจุบันหุ้นแลกการ์ดเป็นหุ้นที่ยังมีโอกาสฟื้นตัวได้อีกมาก ซึ่งเป็นจังหวะที่ดีที่นักลงทุนควรเริ่มเข้าไปเลือกสะสม ในขณะเดียวกันหุ้นในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับเมกะเทรนด์นั้นก็เป็นกลุ่มที่ในอนาคตเราไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งในปัจจุบันนั้นหุ้นบางตัวราคาก็ยังดีอยู่เหมาะแก่เข้าลงทุนโดยหวังผลตอบแทนในระยะยาว” ดร.ธนาวุฒิ กล่าว