โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

BCAP ตั้งเป้าปี 64 โต 20% เอยูเอ็ม 6 หมื่นล้าน แนะลงทุนหุ้นแลกการ์ด เมกะเทรนด์

การเงินธนาคาร

อัพเดต 15 มี.ค. 2564 เวลา 10.38 น. • เผยแพร่ 15 มี.ค. 2564 เวลา 10.17 น.

นางเมธ์วดี ประเสริฐสินธนา กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน บลจ.บางกอกแคปปิตอล (BCAP) เปิดเผยว่า ปี 2564 บริษัทตั้งเป้ามูลค่าสินทรัพยภายใต้การบริหาร (AUM) เติบโต 20% มาเป็น 6 หมื่นล้านบาท จาก 5 หมื่นล้านบาท ในปี 2563  และตั้งเป้าหมายในอีก 3 ปีข้างหน้า (ปี 2565-2567) เติบโตเฉลี่ย 20% ต่อปี หรืออยู่ที่ 1 แสนล้านบาท ในปี 2567

สำหรับในปี 2563 ที่ผ่านมาผลการดำเนินงานของ BCAP มีการเติบโตในส่วนของสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร โดยในส่วนของกองทุนรวมทั่วไปมี AUM ที่ 13,000 ล้านบาท เติบโตถึง 95% เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2562 และ เทียบกับภาพรวมตลาดกองทุนรวมที่ลดลง 7% ถือว่า BCAP มีการเติบโตที่สวนทางกับภาพรวมอุตสาหกรรม

ในส่วนของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพบัวหลวงทรัพย์มั่งคั่งก็มีการเติบโตของ AUM เป็น 18,000 ล้านบาท โตขึ้นจากปี 2562 ที่ผ่านมา 15% เทียบกับภาพรวมอุตสาหกรรมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่โตเพียง 2% และในส่วนของกองทุนส่วนบุคคล หรือไพรเวทฟันด์ มี AUM ณ สิ้นปี 2563 ประมาณ 20,800 ล้านบาท เติบโต 19 %เทียบกับปี 2562 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้  BCAP มีจุดเด่นด้านนโยบายการลงทุนที่ครอบคลุมสินทรัพย์หลากหลายประเภทและบริหารด้วยรูปแบบการลงทุนระดับโลก ณ สิ้นปี 2563 BCAP มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารรวมทั้งหมด ประมาณ 50,000 ล้านบาท

ที่ผ่านมา BCAP ได้มีกองทุนมากมายเพื่อตอบโจทย์นักลงทุนไม่ว่าจะเป็น BCAP-GW กองทุนที่เป็นรูปแบบพอร์ทโฟลิโอการลงทุนที่นักลงทุนสามารถถือเป็นสัดส่วนหลักของพอร์ตการลงทุนได้ (Core-Portfolio) และยังมีกองทุนทรัพย์สินทางเลือก BCAP-GPROP กองทุนที่ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลก และเพื่อให้ตอบสนองนักลงทุน เราจึงมีการออกกองทุนเพื่อการลดหย่อนภาษี BCAP-GW SSF และยังนำโมเดลการลงทุนเพื่อการเกษียณ จากต่างประเทศ มาออกเป็นกองทุน Target date RMF ซีรี่ย์กองทุน RMF แรกในประเทศไทยที่ปรับสัดส่วนการลงทุนตามช่วงอายุของผู้ลงทุนอัตโนมัติ และยังมีกองหุ้นเทคโนโลยี BCAP-CTECH กองทุนที่ลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีสัญชาติจีน และ BCAP-USND100 กองทุนหุ้นดัชนี NASDAQ-100 ที่ลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำมากมาย เช่น Apple Google Amazon ที่สร้างผลตอบแทนหลังจาก IPO มา 11 เดือนถึง60%

ดร.ธนาวุฒิพรโรจนางกูร

ดร.ธนาวุฒิ พรโรจนางกูร รองกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าเจ้าหน้าที่จัดการการลงทุน บลจ.บางกอกแคปปิตอล กล่าวว่า ปีนี้ตลาดทุนทั่วโลกกำลังอยู่ในช่วงปรับตัวขึ้นโดย ปัจจัยที่ส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในปีนี้ว่า มีปัจจัยหลัก 2 ปัจจัยด้วยกันที่จะมีส่วนผลักดันให้ตลาดโลกฟื้นตัว

ปัจจัยแรก สภาพคล่อง ซึ่งในปัจจุบัน ดร.ธนาวุฒิกล่าวว่ามีสภาพคล่องที่ล้นตลาดสืบเนื่องมาจากนโยบายของธนาคารกลางทั่วโลกที่อัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่เศรษฐกิจเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้มีเงินสดในมือของประชาชนมากจนเกินความจำเป็น รวมถึงในส่วนของภาคธุรกิจที่เน้นถือเงินสดไว้มากเช่นกันในช่วงปีที่ผ่านมาเนื่องจากต้องการป้องกันความเสี่ยงจากการระบาดของโควิด-19

ปัจจัยที่สอง เงินเฟ้อ ที่เริ่มปรับตัวขึ้นโดยมีสินทรัพย์ที่ปรับตัวขึ้นตามเงินเฟ้อคือหุ้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน และหุ้นกลุ่มที่เกี่ยวกับการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นหุ้นที่อยู่ในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ไม่ว่าจะเป็นจีน บราซิล อินเดีย กลุ่มประเทศCLMV รวมถึงไทยด้วยเช่นกัน

“ในปีนี้ นักลงทุนเริ่มมีความหวังมากขึ้นจากการมีวัคซีน สามารถประเมินได้ว่าการระบาดของโควิด-19 นั้นใกล้สิ้นสุดจึงทำให้นักลงทุนทั้งในระดับรายย่อย และระดับสถาบันเริ่มกลับมาลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงอีกครั้งโดยเฉพาะในหุ้น”

ในส่วนกลยุทธ์ที่ดร.ธนาวุฒิแนะนำ คือเริ่มสะสมหุ้นที่ราคายังไม่สูงมากนัก โดยหุ้นที่แนะนำให้โฟกัสคือหุ้นที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโดควิด-19 สูงซึ่งราคาในปัจจุบันยังปรับตัวตามตลาดได้ไม่เต็มที่หรือหุ้นแลกการ์ด เนื่องจากหุ้นในกลุ่มนี้ยังมีโอกาศฟื้นตัวได้มากกว่าหุ้นในกลุ่มที่เพอร์ฟอร์มในปีที่แล้ว

หุ้นอีกกลุ่มที่ ดร.ธนาวุฒิให้ความสำคัญคือ หุ้นกลุ่มที่มีความเกี่ยวข้องกับ เมกะเทรนด์ ซึ่งเป็นเทรนด์ขนาดใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตและไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้เช่น การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุทั่วโลก การแพทย์  และการดิจิไทเซชั่น ซึ่งเป็นธีมการลงทุนที่เน้นผลตอบแทนในระยะยาว

“ในปัจจุบันหุ้นแลกการ์ดเป็นหุ้นที่ยังมีโอกาสฟื้นตัวได้อีกมาก ซึ่งเป็นจังหวะที่ดีที่นักลงทุนควรเริ่มเข้าไปเลือกสะสม ในขณะเดียวกันหุ้นในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับเมกะเทรนด์นั้นก็เป็นกลุ่มที่ในอนาคตเราไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งในปัจจุบันนั้นหุ้นบางตัวราคาก็ยังดีอยู่เหมาะแก่เข้าลงทุนโดยหวังผลตอบแทนในระยะยาว” ดร.ธนาวุฒิ กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...