อีสต์วอเตอร์ยื้อส่งมอบท่อน้ำ 'อีอีซี' กรมธนารักษ์สูญรายได้วันละ 1.5 ล้าน
‘อีสต์วอเตอร์’ ยื้อส่งมอบโครงการส่งน้ำ รัฐสูญรายได้วันละ 1.5 ล้านบาท เสียโอกาสรับเงินจากผู้ชนะประมูลอีก 870 ล. แฉกรมธนารักษ์นัดประชุม 4 รอบไม่ได้ข้อยุติ
เมื่อวันที่ 15 มกราคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมธนารักษ์จัดประชุมหารือ 3 ฝ่าย เรื่องโครงการบริหารและดำเนินกิจการระบบท่อส่งน้ำสายหลักในภาคตะวันออกหรือโครงการท่อส่งน้ำในพื้นที่อีอีซี เฉพาะโครงการท่อส่งน้ำหนองปลาไหล-หนองค้อ และโครงการท่อส่งน้ำหนองค้อ-แหลมฉบัง (ระยะที่ 2) ซึ่งมีนายสมมาตร มณีหยัน รองอธิบดีกรมธนารักษ์ เป็นประธานการประชุม ฝ่ายตัวแทนจาก บมจ. จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก (อีสต์วอเตอร์) และตัวแทนจากบริษัท วงษ์สยามก่อสร้าง จำกัด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การหารือเริ่มตั้งแต่เวลา 10.00 น. วันที่ 12 มกราคม ที่ห้องประชุมชั้น 6 กรมธนารักษ์ ใช้เวลาหลายชั่วโมงไม่สามารถหาข้อยุติได้ว่าบริษัทอีสต์วอเตอร์ ส่งมอบทรัพย์สินให้กับกรมธนารักษ์ ได้เมื่อไหร่ เพื่อที่กรมธนารักษ์ส่งมอบให้บริษัท วงษ์สยามก่อสร้าง จำกัด ซึ่งเป็นผู้ชนะการประมูลโครงการฯ เข้าไปบริหารจัดการเรื่องน้ำตามสัญญา
ในการหารือ บริษัทอีสต์วอเตอร์แจ้งแก่ที่ประชุมว่ารายการทรัพย์สินที่จะต้องส่งมอบให้กรมธนารักษ์ไม่สามารถส่งมอบเป็นบางส่วนได้ ถ้าส่งมอบควรจะส่งมอบพร้อมกันในคราวเดียว เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบกับผู้ใช้น้ำ ดังนั้น จึงทำให้ต้องเลื่อนการส่งมอบโครงการออกไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามข้อกำหนดเดิมบริษัทอีส์วอเตอร์จะต้องส่งมอบทรัพย์สินคืนแก่กรมธนารักษ์ภายในวันที่ 6 มกราคมที่ผ่านมา จึงเป็นการเลื่อนส่งมอบเป็นครั้งที่ 4 ขณะที่ตัวแทนจากบริษัท วงษ์สยามก่อสร้าง จำกัด ขอให้ทดสอบความพร้อมของระบบเครื่องสูบน้ำและอุปกรณ์ต่างๆ ว่าปัจจุบันยังสามารถใช้งานได้ตามปกติหรือไม่ ก่อนจะส่งมอบคืนแก่กรมธนารักษ์ โดยบริษัทวงษ์สยามฯขอเป็นตัวแทนกรมธนารักษ์เข้าไปทดสอบในพื้นที่ พร้อมติดตั้งระบบตรวจสอบวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ หรือ scada บริษัทอีสต์วอเตอร์บอกว่าไม่ขัดข้องและขอให้บริษัทวงษ์สยามฯแจ้งแผนวันเวลาเข้าดำเนินการในพื้นที่ภายใน 3-7 วัน อย่างไรก็ตาม เมื่อยังหาข้อยุติไม่ได้ว่าจะส่งมอบทรัพย์สินได้เมื่อไหร่ ประธานที่ประชุมจึงนัดหารือใหม่อีกครั้งในวันที่ 19 มกราคม 2566
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับโครงการบริหารและดำเนินกิจการระบบท่อส่งน้ำสายหลักในภาคตะวันออกลงนามสัญญาระหว่างกรมธนารักษ์และบริษัทวงษ์สยามก่อสร้างจำกัด ไปเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2565 ซึ่งตามสัญญา กรมธนารักษ์จะต้องจัดการเพื่อส่งมอบทรัพย์สินจากผู้ประกอบการรายเดิม คือ บมจ.จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก มายังกรมธนารักษ์ก่อน จากนั้นกรมฯส่งมอบทรัพย์สินให้กับบริษัทวงษ์สยามฯ แต่ที่ผ่านมากรมฯยังไม่ได้รับมอบทรัพย์สินคืนจากอีสต์วอเตอร์ โดยอ้างเหตุผลต่างๆ นานา ทำให้การส่งมอบทรัพย์สินไม่มีความคืบหน้า แม้จะหารือร่วมกัน 3 ฝ่ายมาแล้ว 4 ครั้ง
สำหรับโครงการท่อส่งน้ำที่ บมจ.จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออกจะต้องส่งมอบให้กรมธนารักษ์ ได้แก่ โครงการท่อส่งน้ำที่ไม่มีสัญญาเช่า จำนวน 2 โครงการ ได้แก่ โครงการท่อส่งน้ำหนองปลาไหล-หนองค้อ และโครงการท่อส่งน้ำหนองค้อ-แหลมฉบับ (ระยะที่ 2) ทั้งสองโครงการนี้อีสต์วอเตอร์จะต้องส่งมอบให้กรมธนารักษ์ทันที
ส่วนโครงการท่อส่งน้ำฯที่มีสัญญาเช่า จำนวน 1 โครงการ ได้แก่ โครงการท่อส่งน้ำดอกกราย อีสต์วอเตอร์ จะส่งมอบให้กรมธนารักษ์หลังจากสิ้นสุดสัญญาในวันที่ 31 ธันวาคม 2566 อย่างไรก็ตาม โครงการท่อส่งน้ำที่มีความสำคัญและต้องส่งมอบให้เร็วที่สุด คือ โครงการท่อส่งน้ำหนองปลาไหล-หนองค้อ และโครงการท่อส่งน้ำหนองค้อ-แหลมฉบับ (ระยะที่ 2) เพื่อให้บริษัท วงษ์สยามก่อสร้าง จำกัด เข้าไปบริหารจัดการตามที่กรมธนารักษ์ว่าจ้าง
ด้านนายอนุฤทธิ์ เกิดสินธ์ชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท วงษ์สยามก่อสร้าง จำกัด กล่าวว่า นับตั้งแต่วันที่มีการเซ็นสัญญาเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2565 แล้วนั้น จะต้องตรวจรับและส่งมอบงานภายใน 60 วันตามกฎหมาย ครบกำหนดในวันที่ 6 มกราคม 2566 แต่ว่าตั้งแต่เซ็นสัญญามาจนถึงวันนี้ ยังทำอะไรไม่ได้ไม่สามารถเข้าไปบริหารจัดการน้ำเพราะอีสต์วอเตอร์ไม่ยอมส่งมอบทรัพย์สิน ไม่ว่าจะเป็นท่อส่งน้ำหรืออุปกรณ์ต่างๆ ตรงนี้ทำให้รัฐคือกรมธนารักษ์เสียหาย ทั้งจากสูญเสียรายได้ราววันละ 1.5 ล้านบาท รัฐยังเสียค่าแรกเข้ารัฐจะได้รับหลังส่งมอบทรัพย์สินอีก 870 ล้านบาท
“ความเสียหายเกิดขึ้นวันละ 1.5 ล้านบาท เริ่มนับตั้งแต่วันกำหนดส่งมอบเป็นเงินเท่าไหร่ตัวเลขนี้มีเอกสารยืนยันหมด และยังมีอยู่ในทีโออาร์ด้วย การส่งมอบทรัพย์สินที่สามารถทำได้เลยมี 2 โครงการ เพราะไม่มีสัญญาระหว่างกรมธนารักษ์กับอีสต์วอเตอร์ แต่วันนี้ก็ยังยื้ออยู่อีก บริษัทวงษ์สยามฯเป็นแค่ผู้รับจ้างกรมธนารักษ์ให้บริหารจัดการน้ำ ความล่าช้าทั้งหมดนี้ทำให้รัฐและกรมธนารักษ์เสียทั้งโอกาสและรายได้” นายอนุฤทธิ์กล่าว