โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ความฝันเดือนตุลาของเยาวรุ่น ปี 2517 ในหนังสือสมานมิตร ฉบับศึก

The101.world

อัพเดต 10 พ.ย. 2565 เวลา 22.35 น. • เผยแพร่ 10 พ.ย. 2565 เวลา 15.35 น. • The 101 World

ท่ามกลางความตื่นตัวทางการเมืองในเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ปรากฏภาพนักเรียนเข้าร่วมการเคลื่อนไหวทางการเมืองกับเหล่านิสิตนักศึกษา เรียกได้ว่าเป็น ‘เยาวรุ่น’ ในทศวรรษ 2510 น่าสนใจว่านักเรียนที่เข้าร่วมเดินขบวนบนถนนราชดำเนินนั้น พวกเขาคือใครและมีความคิดทางสังคมการเมืองอย่างไรจึงก้าวเท้าย่ำไปบนถนนประชาธิปไตยในวันนั้น

ที่ผ่านมามีบันทึกความทรงจำที่เล่าถึงการเคลื่อนไหวของนักเรียนมัธยมในยุค 14 ตุลา คือกลุ่มยุวชนสยามและศูนย์กลางนักเรียนแห่งประเทศไทยว่า พวกเขาและพวกเธอเป็นนักเรียนระดับมัธยมต้นและมัธยมปลายที่มีความคิดเห็นทางสังคมการเมือง สนใจปัญหาเรื่องการศึกษา และมองเห็นปัญหาทางการเมืองในช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยจาก 14 ถึง 6 ตุลา[1] และยังมีงานศึกษาเรื่องนักเรียนระดับมัธยมของโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยที่มีแนวคิดหัวก้าวหน้าจำนวน 24 คน โดยสัมภาษณ์ในกรอบวิเคราะห์ทางจิตวิทยาบุคลิกภาพเพื่อศึกษาว่าความเป็นนักเรียนฝ่ายซ้ายมีจุดเริ่มต้นอย่างไรและดำรงความเป็นฝ่ายซ้ายในเวลาต่อมาเพราะเหตุใด ด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกอดีตนักเรียนมัธยม โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยจำนวน 9 คน ที่เข้าสู่การเคลื่อนไหวช่วงเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 และได้ข้อสรุปว่าชีวิตในวัยเยาว์ การกดทับจากครอบครัวและสังคมส่งผลต่อบุคลิกภาพที่แรดิคัลหรือมีแนวคิดซ้ายของพวกเขา[2]

สิ่งที่น่าแปลกใจคือมีการอ่านความคิดของนักเรียนมัธยมในหนังสือสมานมิตร หนังสือประจำปีของโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย โดยเฉพาะฉบับศึกที่ตีพิมพ์ใน พ.ศ. 2517 น้อยเต็มที ทั้งที่มีการกล่าวอ้างถึงกันมากว่าเป็นหนังสือนักศึกษาฉบับสำคัญหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 เมื่ออ่านอย่างละเอียดพบว่าได้สะท้อนความคิด ความหวัง และความฝันของนักเรียนมัธยมศึกษา ณ ห้วงเวลานั้น มากไปกว่าที่มีการรับรู้ภาพรวมว่านักเรียนเหล่านี้มีแนวคิดหัวรุนแรงในช่วงเหตุการณ์ 6 ตุลา

จากข้อเท็จจริงในหนังสือสมานมิตร ฉบับศึก พบว่านักเรียนมัธยมมีทัศนคติต่อเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองหลากหลาย ซ้ำยังมีการปะทะกันระหว่างนักเรียนกลุ่มที่เชื่อในแนวทางประชาธิปไตยและแนวทางเชิงอนุรักษนิยมโดยมีการเผาหนังสือหนังสือสมานมิตร ฉบับศึกภายหลังจากที่ตีพิมพ์จนเป็นข่าวใหญ่ตามหน้าหนังสือพิมพ์หลายฉบับ[3]

ความคิดของนักเรียนมัธยมที่ปรากฏในหนังสือสมานมิตร ฉบับศึก แม้เป็นเพียงกลุ่มเยาวชนจากโรงเรียนหนึ่งในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมืองนั้น แต่น่าสนใจว่าเยาวชนกลุ่มนี้มองเห็นความเปลี่ยนแปลงของสังคมจาก 14 ถึง 6 ตุลา ซึ่งถือเป็นต้นธารความคิดทางการเมืองสมัยใหม่ของแนวคิดประชาธิปไตยแบบก้าวหน้า และยังเป็นช่วงเวลาที่หนังสือนักเรียนนักศึกษาเฟื่องฟูและมีเนื้อหาแหลมคมที่สุดยุคหนึ่ง

ภาพจากหนังสือสมานมิตร ฉบับศึก ปี 2517
ภาพจากหนังสือสมานมิตร ฉบับศึก ปี 2517

‘สมานมิตร’ หนังสือแห่งสวนกุหลาบวิทยาลัย

หนังสือสมานมิตร คือหนังสืออนุสรณ์ประจำโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยที่นักเรียนแต่ละรุ่นจัดพิมพ์ขึ้นเพื่อสะท้อนความรัก ความผูกพัน และยังประกอบด้วยสาระความรู้ทางการศึกษา เศรษฐกิจ สังคม และการเมืองแก่นักเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย

ก่อนจะมาเป็นหนังสือสมานมิตร ทางโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยมีหนังสืออนุสรณ์เล่มแรกที่ชื่อว่าหนังสือ ‘สวนกุหลาบ’ ซึ่งจัดพิมพ์ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2455 เป็นรายปักษ์ ต่อมาได้จัดพิมพ์ ‘หนังสือพิมพ์สวนกุหลาบวิทยา’ ขึ้นเป็นหนังสือรายเดือนโดยจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการสมุดเอกสารและหนังสือพิมพ์ พ.ศ. 2465 ในหนังสือพิมพ์สวนกุหลาบวิทยาเริ่มมีเนื้อหาเกี่ยวกับโรงเรียน เรื่องการเรียนภาษาอังกฤษ เรื่องน่ารู้ทั่วไปในช่วงนั้น และทุกฉบับจะพิมพ์เตือนเรื่องกำหนดเวลาชำระเงินค่าเล่าเรียน การคัดชื่อออก และการลาออกของนักเรียน โดยฉบับที่ 12 ประจำเดือนมีนาคมของทุกปีจะเป็นฉบับอนุสรณ์ของนักเรียนชั้นมัธยมบริบูรณ์ โดยจัดทำเมื่อ พ.ศ. 2475 เป็นฉบับแรกที่ให้มีรูปหมู่ของนักเรียนแต่ละห้องสลับไปกับบทความจนกลายเป็นต้นแบบของฉบับอนุสรณ์ที่จัดพิมพ์พิเศษเป็นประเพณีสืบต่อมา กระทั่งเมื่อ พ.ศ. 2481 ได้มีการปรับปรุงหนังสือให้มีมาตรฐานดีขึ้นแล้วเปลี่ยนชื่อใหม่ว่า ‘อนุสรณ์สวนกุหลาบ’ ที่มีวัตถุประสงค์ในการจัดทำเพื่อเป็นหนังสืออนุสรณ์ของนักเรียนในแต่ละรุ่น ถือเป็นต้นแบบของหนังสือสมานมิตรในเวลาต่อมา[4]

เมื่อมองหนังสืออนุสรณ์ของโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยตั้งแต่ พ.ศ. 2481-2516 จะพบว่าหนังสือสมานมิตร ฉบับศึก ที่จัดพิมพ์ใน พ.ศ. 2517 นั้นมีเนื้อหาแตกต่างจากหนังสืออนุสรณ์ฯ ก่อนหน้านี้อย่างมาก[5] อาจจะด้วยเหตุผลหลักที่ตีพิมพ์ในบริบทการเมืองภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516[6] ส่วนในบริบททางสังคมของโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยขณะนั้นมีสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เป็นประธานนักเรียน[7]

ภาพจากหนังสือสมานมิตร ฉบับศึก ปี 2517
ภาพจากหนังสือสมานมิตร ฉบับศึก ปี 2517

หนังสืออนุสรณ์ประจำปี 2517 ของโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยแบ่งออกเป็น 2 เล่ม เช่นเดียวกับฉบับ พ.ศ. 2516 โดยเล่มแรกเป็นภาพของคณาจารย์และนักเรียนระดับชั้นต่างๆ มีบทความและบทกลอนสั้นๆ สอดแทรก ส่วนเล่มที่สอง หรือเรียกว่า ฉบับศึก มีบทความเกี่ยวกับการศึกษาโดยมีสารณียกรคือ ประชา สุวีรานนท์ ซึ่งหนังสือทั้งสองเล่มมีรูปแบบและเนื้อหาที่แตกต่างจากหนังสือสมานมิตรในปีก่อนค่อนข้างมาก ในด้านรูปแบบทั้งสองเล่มมีขนาดเล็กลงเป็น 16 หน้ายก เท่ากับขนาดของพ็อกเกตบุ๊ก ในเล่มแรกมีการถ่ายภาพนักเรียนระดับชั้น ม.1-4 ที่เปลี่ยนไปโดยให้นักเรียนยืนหรือนั่งคละกันอย่างไม่เป็นระเบียบเช่นรูปแบบเดิม และเล่มที่สองคือในฉบับศึกนี้จะมีหน้าปกเป็นรูปกำปั้นมีโซ่ผูกและด้านหลังปกมีบทกลอน ภายในเล่มประกอบด้วยภาพเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับการเรียนและการเมือง ส่วนเนื้อหาสำคัญคือ มีโครงการสำรวจทัศนคตินักเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย พ.ศ. 2517 จำนวน 3,000 คน

โครงการสำรวจทัศนคตินักเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย พ.ศ. 2517 ในหนังสือสมานมิตร ฉบับศึก

หนังสือสมานมิตร ฉบับศึก ปี 2517

โครงการสำรวจทัศนคตินักเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย พ.ศ. 2517 ในหนังสือสมานมิตร ฉบับศึก ได้สำรวจทัศนคติทางสังคมการเมืองของนักเรียนระดับมัธยมศึกษา โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย จำนวน 3,000 คน โดยได้รับคำตอบกลับจำนวน 2,000 ชุด ซึ่งในแบบสอบถามทัศนคติได้ถามเกี่ยวข้องกับระบอบการปกครองประชาธิปไตยและเผด็จการ ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา รวมทั้งทัศนคติต่อกรรมกร และชาวนา

ผลของการสำรวจทัศนคติเรื่องการศึกษาไทย ปัญหาในสังคมไทย และแนวคิดทางการเมืองของนักเรียน สรุปได้ดังนี้

1. เรื่องการศึกษา นักเรียนให้ความสำคัญต่อครูโดยระบุว่ามีอิทธิพลทางความคิดค่อนข้างสูง โดยตอบคำถามว่า ครูเป็นบุคคลที่ให้ความรู้และทัศนคติต่อนักเรียน คิดเป็นร้อยละ 54 ของนักเรียนที่แบบสอบถาม และมองการสอนของครูในเชิงบวก ร้อยละ 39 และระบุว่าสิ่งที่ครูสอนสามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ หากมีข้อสังเกตในแง่ของคุณภาพหลักสูตรการศึกษากล่าวคือ มีนักเรียนร้อยละ 30 ชี้ว่าหลักสูตรการศึกษาไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง

2. เรื่องปัญหาสังคมที่เน้นเรื่องปัญหาชาวนาและกรรมกรนั้น ปรากฏทัศนคติของนักเรียนว่า ชาวนาเป็นคนสำคัญของชาติร้อยละ 44 และเห็นด้วยกับการเรียกร้องการขึ้นค่าแรงของกรรมกรร้อยละ 48 นอกจากนี้ในแง่ของสื่อมวลชนในบริบทของรัฐบาลหลัง 14 ตุลา นักเรียนระบุว่ายังมีข้อบกพร่องในการนำเสนอข้อเท็จจริงควรปรับปรุงร้อยละ 44 ทั้งนี้ นักเรียนกลับให้ความสนใจการเมืองมากกว่าปัญหาความยากจน เช่น แสดงทัศนคติเรื่องปัญหาของสลัมว่าเป็นเรื่องธรรมดาถึงร้อยละ 47

3. เรื่องความคิดทางการเมือง นักเรียนเกือบครึ่งระบุว่าลัทธิคอมมิวนิสต์ ไม่เหมาะสมกับการปกครองในไทย คือร้อยละ 45 โดยมีความสนใจประชาธิปไตยร้อยละ 39 และปรากฏตัวเลขที่ค่อนข้างสูงในคำตอบว่านักเรียนควรสนใจการเมืองถึงร้อยละ 63 ขณะที่มองว่านักศึกษาควรมีความรับผิดชอบต่อสังคม ร้อยละ 35 และไม่เห็นด้วยการกับเคลื่อนไหวทางการเมืองร้อยละ 37

เมื่ออ่านผลสำรวจทัศนคติของนักเรียนของแบบสอบถามชุดนี้จะพบว่า ทัศนคติของนักเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย พ.ศ. 2517 จำนวน 2,000 คน มีข้อค้นพบที่แตกต่างจากงานศึกษาของวสันต์ ลิมป์เฉลิม[8] ซึ่งเสนอไว้ว่านักเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยมีลักษณะความคิดเป็นฝ่ายซ้ายสูง หากในผลสำรวจทางทัศนคติฯ และกรณีการเผาหนังสือสมานมิตร ฉบับศึก จะเห็นได้ว่านักเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย มีความหลากหลายทางความคิดหากพัฒนาการทางความคิดฝ่ายซ้ายของนักเรียนบางคนได้ต่อยอดและเข้มข้นขึ้นภายหลังจากการได้เข้ามาศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย

ทั้งนี้น่าสนใจว่ายังมีงานศึกษาของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของรัฐที่ได้นำเสนอผ่านงานวิจัยและรายงานการสดับตรับฟังว่า นักเรียน นักศึกษาในช่วงเวลา พ.ศ. 2516-2518 อยากเปลี่ยนแปลงประเทศเป็นคอมมิวนิสต์ ซึ่งผลการสำรวจทัศนคติฯ นี้เป็นข้อมูลสำคัญชิ้นหนึ่งที่โต้แย้งผลการศึกษาของรัฐเพราะแสดงให้เห็นว่านักเรียนเกือบครึ่งหนึ่งของโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย เมื่อ พ.ศ. 2517 ระบุว่าการปกครองในระบอบคอมมิวนิสต์ไม่เหมาะสมกับประเทศไทย

คุณค่าของหนังสือสมานมิตร ’17 ฉบับศึก

ภาพการเผาหนังสือสมานมิตร ฉบับศึก ณ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ปี 2517

ภายหลังการตีพิมพ์หนังสือสมานมิตร ’17 ฉบับศึก ได้เกิดความขัดแย้งขึ้นระหว่าง 15-27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2517 เมื่อคณะกรรมการนักเรียนแจกจ่ายหนังสือสมานมิตรและมีนักเรียนบางกลุ่มมองว่าเนื้อหาของหนังสือสมานมิตรทั้งสองเล่มกล่าวโจมตีระบบการศึกษาในเวลานั้นค่อนข้างรุนแรงโดยเฉพาะในฉบับศึก นอกจากจะมีบทความต่างๆ ที่กล่าวถึงระบบการศึกษาแล้วยังมีบทกลอนบางบทกล่าวโจมตีการเรียนการสอนในโรงเรียน ประกอบกับรูปแบบหนังสือสมานมิตรมีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างหน้ามือเป็นหลังมือจึงทำให้เกิดปฏิกิริยาขึ้นในหมู่นักเรียนบางกลุ่มขึ้น

ภาพการประชุมและถกเถียงเรื่องหนังสือสมานมิตร ฉบับศึก ณ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ปี 2517
สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ประธานนักเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ปี 2517

เหตุการณ์ความขัดแย้งได้เริ่มต้นในช่วงบ่ายของวันที่แจกหนังสือนั่นเอง โดยมีกลุ่มนักเรียนกลุ่มหนึ่งนำหนังสือสมานมิตรฉบับศึกมาเผาไฟกลางสนามทำให้เกิดความตึงเครียด กระทั่งต่อมาเกิดมีการชกต่อยขึ้น รวมถึงล้อมและตะโกนขู่สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ประธานนักเรียน จนนำไปสู่การประชุมสภานักเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยเรื่องหนังสือสมานมิตร ฉบับศึก แต่ก็ไม่ได้ข้อยุติเป็นที่น่าพึงพอใจ ท้ายที่สุดในที่ประชุมของสภานักเรียน คณะผู้จัดทำและคณาจารย์ก็ไม่ได้มีมาตรการจัดการกับหนังสือสมานมิตร ฉบับศึก แต่อย่างใด

ในเวลาต่อมา สถานะของหนังสือสมานมิตร ฉบับศึกหวนกลับมามีคุณค่าทางการศึกษาด้านวิชาการ เช่น ใช้ในการศึกษาความคิดทางการเมืองหรือทัศนคติทางการเมืองของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาในทศวรรษ 2510 ซึ่งถือว่าเป็นนักเรียนหัวก้าวหน้าเพราะมีนักเรียนของโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยหลายคนกลายเป็นแกนนำของขบวนการนักศึกษาภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 และมีบทบาทในการเคลื่อนไหวทางสังคมการเมือง การเรียกร้องความเสมอภาค และความชอบธรรมให้แก่คนจน กรรมกร และชาวนา รวมถึงมีบทบาทสำคัญในการเคลื่อนไหวทางการเมืองในเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519

ท้ายที่สุดเมื่ออ่านหนังสือสมานมิตร ฉบับศึกเล่มนี้ยังทำให้มองเห็นความคิดและความหวังของนักเรียนมัธยมต่อสังคมการเมืองไทยหรือเยาวรุ่นใน พ.ศ. 2517 ว่าต่างมีความหวัง ความคิด และความฝันต่อสังคมที่ดีงาม ก้าวหน้า และระบบการศึกษาที่ดีขึ้นจนนำไปสู่ความฝันเดือนตุลา พ.ศ. 2519

 [+]

References ↑1 โปรดดูเพิ่มเติม บันทึกความทรงจำเรื่องของการก่อตั้งศูนย์นักเรียนแห่งประเทศไทยและการจัดทำหนังสือของนักเรียนในช่วงก่อนและหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ได้ที่ ฤดี เริงชัย. (2519). หยดหนึ่งในกระแสธาร. กรุงเทพฯ: มิ่งมิตร. และธงชัย วินิจจะกูล. (2517). บทสัมภาษณ์ธงชัย วินิจจะกูล เลขาธิการศูนย์กลางนักเรียนแห่งประเทศไทย. ใน สัมภาษณ์. กรุงเทพฯ: ประชาชาติ, หน้า 157-187. ↑2 วสันต์ ลิมป์เฉลิม. (2533). ประวัติชีวิตและจังหวะเวลาทางประวัติศาสตร์ : พัฒนาการสู่ความเป็นนักเคลื่อนไหวฝ่ายซ้ายของนักเรียนมัธยมกลุ่มหนึ่งในบริบทการเมืองไทย ระหว่างปี 2516-2519. วิทยานิพนธ์ปริญญารัฐศาสตรมหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, คณะรัฐศาสตร์. ↑3 ข่าวความขัดแย้งเรื่องหนังสือสมานมิตรปรากฏในหนังสือพิมพ์ประชาชาติ ประชาธิปไตย มหาชน ประชาชาติรายสัปดาห์ เดลินิวส์ และเดลิไทม์ ในระหว่างวันที่ 15-27 พฤศจิกายน 2517 ↑4 ประวัติหนังสือสมานมิตรจากเว็บไซต์ห้องสมุดโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย. ↑5 ความสำคัญของหนังสือสมานมิตร ฉบับศึก ได้ส่งทอดจากทศวรรษ 2510 มาสู่ทศวรรษ 2540 โดยปรากฏขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2545 โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยมีการจัดนิทรรศการแสดงผลงานของนักเรียนโดยชุมนุมสวนรักสวน โดยนิทรรศการตั้งคำถามถึงหนังสือสมานมิตร ฉบับศึก ภายใต้แนวความคิดที่จะเสนอเรื่องราวให้สมาชิกส่วนอื่นๆ ของสวนกุหลาบฯ ได้ร่วมกันรับรู้ถึงการมีอยู่ของหนังสือเล่มนี้ด้วยการพูดคุยแลกเปลี่ยนและร่วมกันประเมินความก้าวหน้าของแนวความคิดเกี่ยวกับการศึกษาที่มีอยู่ในหนังสือเล่มดังกล่าว ภายใต้สถานการณ์การปฏิรูปการศึกษาที่เป็นอยู่ในปี 2545 โดยแกนนำของชุมนุมสวนรักสวน ณ ขณะนั้น ชี้ว่า “การหยิบยกเรื่อง ‘ศึก…’ ขึ้นมา เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของโจทย์ปัญหาเกี่ยวกับฐานะทางประวัติศาสตร์ของโรงเรียนเพื่อกระตุ้นให้นักเรียนปัจจุบันตระหนักถึงการพัฒนาโรงเรียนในระยะยาวมากกว่า” ↑6 โปรดดูเพิ่มเติม เรื่องของการจัดนิทรรศการสังคมนิทรรศน์ของนักเรียนมัธยมศึกษาในกรุงเทพมหานคร รวมถึงนักเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ระหว่าง พ.ศ. 2516-2517 ได้ที่ ธงชัย วินิจจะกูล. (2517). บทสัมภาษณ์ธงชัย วินิจจะกูล เลขาธิการศูนย์กลางนักเรียนแห่งประเทศไทย. ใน สัมภาษณ์. กรุงเทพฯ: ประชาชาติ, หน้า 157-187. ↑7 ต่อมาสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เป็นหนึ่งในแกนนำของนักศึกษาที่เคลื่อนไหวในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 และระหว่างวันที่ 4-6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 ร่วมกับสุธรรม แสงประทุม ธงชัย วินิจจะกูล และเกษียร เตชะพีระ ฯลฯ โปรดดูเพิ่มเติม เกษียร เตชะพีระ. (2526). บันทึกความรู้สึกแห่งยุคสมัย. ใน รู้สึกแห่งยุคสมัย. กรุงเทพฯ: องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, หน้า 49-58. ↑8 วสันต์ ลิมป์เฉลิม. (2533). ประวัติชีวิตและจังหวะเวลาทางประวัติศาสตร์ : พัฒนาการสู่ความเป็นนักเคลื่อนไหวฝ่ายซ้ายของนักเรียนมัธยมกลุ่มหนึ่งในบริบทการเมืองไทย ระหว่างปี 2516-2519. วิทยานิพนธ์ปริญญารัฐศาสตรมหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, คณะรัฐศาสตร์.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...