โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“ท่าเรือ” ประตูการค้า ธุรกิจที่เล่นกับความเสี่ยง "ราคาพลังงาน" แต่ละปีไทยขนส่งสินค้าอะไรบ้าง ?

Thairath Money

อัพเดต 18 ก.ย 2567 เวลา 06.41 น. • เผยแพร่ 18 ก.ย 2567 เวลา 06.41 น.
ภาพไฮไลต์

ปัจจุบัน “ท่าเรือแหลมฉบัง” จ.ชลบุรี นับเป็นท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ควบตำแหน่งท่าเรือที่สำคัญในการขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจ ทำหน้าที่เป็นประตูหน้าด่านของกลไกขนส่ง “สินค้า” ในภาคการค้าระหว่างประเทศ

ท่าเรือที่ทันสมัยถูกเชื่อว่าจะสามารถทำให้การส่งออกและนำเข้าสินค้าทำได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูง ลดต้นทุนทางด้านโลจิสติกส์ลง ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้แก่สินค้าไทยในยุคที่โลกการค้าเต็มไปด้วยความท้าทาย

อย่างไรก็ดี ประเทศไทยไม่ได้มีแค่ท่าเรือแหลมฉบังที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ขนถ่ายสินค้าของประเทศ หากแต่ไทยยังมีท่าเรือบริเวณแม่น้ำอย่าง “ท่าเรือกรุงเทพ” ที่ใช้เพื่อรองรับการค้าภายในประเทศอีกด้วย

ข้อมูลวิจัยของธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เผยความสำคัญของธุรกิจ “ท่าเรือ” ว่าความต้องการใช้บริการท่าเรือขนส่งสินค้าจะสอดคล้องไปกับปริมาณการส่งออก/นำเข้าสินค้า และปริมาณการผลิตของภาคอุตสาหกรรม

ขณะที่ท่าเรือขนส่งสินค้าภายในประเทศมีหน้าที่หลักในการกระจายสินค้าและวัตถุดิบ รวมถึงเชื่อมต่อห่วงโซ่อุปทานของการค้าและการผลิตภายในประเทศ สำหรับในปี 2566 พบว่ามีจำนวนเรือสินค้าที่ผ่านท่าเรือบริเวณชายฝั่งทะเลทั้งสิ้น 69,452 เที่ยว หดตัว 0.2%

  • ปี 2561: 74,685 เที่ยว
  • ปี 2562: 69,893 เที่ยว
  • ปี 2563: 63,971 เที่ยว
  • ปี 2564: 76,855 เที่ยว
  • ปี 2565: 69,580 เที่ยว

สำหรับภาพรวมธุรกิจท่าเรือขนส่งสินค้าในช่วงครึ่งแรกของปี 2567 พบว่าปรับตัวดีขึ้น สะท้อนจากปริมาณเรือที่ผ่านท่าเรือกรุงเทพและท่าเรือแหลมฉบังที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 6,888 เที่ยว หรือคิดเป็น 5.2% สอดคล้องกับปริมาณตู้สินค้าผ่านท่าเรือที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 5.25 ล้าน TEU หรือคิดเป็น 8.5% ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและการค้าระหว่างประเทศหลังการคลี่คลายของปัญหาเงินเฟ้อ

ปริมาณเรือที่ผ่านท่าเรือกรุงเทพและท่าเรือแหลมฉบัง (รายปี)

ปี 2564 (รวม 13,784 เที่ยว)

  • ท่าเรือกรุงเทพ: 4,377 เที่ยว
  • ท่าเรือแหลมฉบัง: 9,407 เที่ยว

ปี 2565 (รวม 13,803 เที่ยว)

  • ท่าเรือกรุงเทพ: 4,440 เที่ยว
  • ท่าเรือแหลมฉบัง: 9,363 เที่ยว

ปี 2566 (รวม 10,961 เที่ยว)

  • ท่าเรือกรุงเทพ: 3,293 เที่ยว
  • ท่าเรือแหลมฉบัง: 7,668 เที่ยว

สำหรับสินค้าสำคัญที่ขนส่งผ่านท่าเรือบริเวณชายฝั่งทะเล ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและเคมีภัณฑ์ คิดเป็นสัดส่วนราว 90% ของปริมาณการขนส่งสินค้าทั้งหมด แบ่งเป็น

  • 64.4% ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม
  • 25.5% สินค้าเบ็ดเตล็ด
  • 4.9% เคมีภัณฑ์
  • 3.4% เชื้อเพลิง
  • 2.0% อื่น ๆ

ส่วนโครงสร้างสินค้าที่ขนส่งผ่านท่าเรือบริเวณแม่น้ำ ข้อมูลปี 2566 ประกอบไปด้วย

  • 30.6% เชื้อเพลิง
  • 11.6% ดิน หิน ทราย
  • 11.4% ปุ๋ย
  • 11.3% ซีเมนต์
  • 9.5% มันสำปะหลัง
  • 25.6% อื่น ๆ

การขนส่งสินค้าบริเวณแม่น้ำของไทยจะมีเส้นทางหลักอยู่ 2 เส้นทาง ได้แก่

  • ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา
  • ลุ่มแม่น้ำป่าสัก

โดยในปี 2566 พบว่ามีจำนวนเรือสินค้าที่ผ่านท่าเรือบริเวณแม่น้ำทั้งสิ้น 22,456 เที่ยว ลดลง 38.6% YoY ซึ่งเป็นการปรับตัวลดลงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี แนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องจากการขยายตัวและพัฒนาของระบบขนส่งทางบกทั้งทางถนนและทางรางทำให้การขนส่งทางบกมีความสะดวกและรวดเร็วขึ้น

อีกทั้งการขนส่งผ่านแม่น้ำยังได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติที่รุนแรง แม่น้ำบางส่วนตื้นเขิน ทำให้เรือต้องใช้เวลาในการเดินทางนานขึ้น

ธุรกิจท่าเรือยังนับเป็นธุรกิจที่อยู่บนความเสี่ยงจากต้นทุนราคาพลังงานและค่าจ้างแรงงานที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ประกอบกับปัญหาความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ รวมถึงความผันผวนของเงินบาทที่อาจกระทบปริมาณการค้าโลกและปริมาณการส่งออกสินค้าของไทยให้เติบโตต่ำกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ได้

เมื่อเจาะสถานการณ์ด้านผู้ประกอบการ ข้อมูลระบบพบว่าในปี 2566 มีผู้ประกอบการที่จดทะเบียนนิติบุคคลและยังเปิดดำเนินการในธุรกิจท่าเรือขนส่งสินค้าทั้งสิ้น 147 ราย ลดลงเล็กน้อยจากปี 2565 ที่มีจำนวน 150 ราย แบ่งเป็น

  • ผู้ประกอบการขนาดใหญ่จำนวน 22 ราย
  • ผู้ประกอบการ SME จำนวน 125 ราย

" ผู้ประกอบการรายใหญ่ครอบครองส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 72.8% ขณะที่ผู้ประกอบการ SME ต้องแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดที่เหลืออยู่เพียง 27.2% "

สำหรับในด้านผลการดำเนินงานพบว่าปี 2566 ธุรกิจท่าเรือขนส่งสินค้ามีรายได้รวมทั้งสิ้น 48,909 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.0% อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงความสามารถในการทำกำไรพบว่าปรับตัวด้อยลงเล็กน้อย โดยมีอัตรากำไรสุทธิ (NPM) อยู่ที่ระดับ 21.8% ลดลงเล็กน้อยจากปี 2565 ที่อยู่ระดับ 22.9% ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากต้นทุนการดำเนินงานที่ปรับเพิ่มขึ้นตามระดับราคาพลังงานและอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น

ที่มา : วิจัย LH

ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่

https://www.thairath.co.th/money/economics/thailand_econ

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “ท่าเรือ” ประตูการค้า ธุรกิจที่เล่นกับความเสี่ยง "ราคาพลังงาน" แต่ละปีไทยขนส่งสินค้าอะไรบ้าง ?

ข่าวอื่นที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : Thairath Money
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...