วีซ่า ระบุ คนไทยใช้ โมบายแบงกิ้ง 96% มากสุดในอาเซียน เมินพกเงินสด ถือบัตรเดบิตลดลง
วีซ่า ระบุ คนไทยใช้ โมบายแบงกิ้ง 96% มากสุดในอาเซียน พกเงินสดลดลง พบจำนวนบัตรเดบิตลดลง 20 % ต่อปี เพราะส่วนใหญ่หากบัตรหมดอายุเลือกไม่ต่อใหม่แล้ว โดยคนไทยพร้อมเข้าสู่สังคมไร้เงินสด ( Cashless Society) ในปี 2028
2 ต.ค. 2567 นายปุณณมาศ วิจิตรกุลวงศา ผู้จัดการ วีซ่า ประจำประเทศไทย กล่าวว่า จากการศึกษาเรื่องทัศนคติการชำระเงินของผู้บริโภคประจำปีฉบับล่าสุดของวีซ่า (Visa Consumer Payment Attitudes Study) ว่าประเทศไทยเป็นผู้นำด้านความถี่ในการใช้แอปพลิเคชันโมบายแบงก์กิ้งมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยอ้างอิงจากการศึกษาล่าสุดพบว่า 97 %ของผู้บริโภคชาวไทยบอกว่าพวกเขาใช้งานแอปพลิเคชันโมบายแบงก์กิ้งอย่างน้อยหนึ่งครั้งต่อสัปดาห์หรือมากกว่านั้น ตามมาด้วยผู้บริโภคชาวเวียดนาม (95%) และชาวอินโดนีเซีย (90%)
โดยเฉลี่ย 89% ของผู้บริโภคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ใช้แอปพลิเคชันโมบายแบงก์กิ้งอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง ซึ่งแอปพลิเคชันโมบายแบงก์กิ้งยังเป็นการทำธุรกรรมออนไลน์ที่คนเลือกใช้มากที่สุดในทุกประเทศที่ทำการสำรวจ โดยประเทศไทยเป็นอันดับหนึ่ง ด้วยตัวเลข 96 % ของผู้บริโภคที่ระบุว่านิยมใช้แอปพลิเคชันธนาคารบนมือถือมากกว่าบริการบนเว็บไซต์ ตามด้วยผู้บริโภคชาวอินโดนีเซีย (95%) และชาวเวียดนาม (92%)
ทั้งนี้ยิ่งผู้บริโภคในภูมิภาคใช้จ่ายแบบดิจิทัลมากขึ้นเท่าใด พวกเขาก็พกเงินสดน้อยลงเท่านั้น โดยการศึกษาของวีซ่าระบุว่า 46 % ของผู้บริโภคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พกเงินสดน้อยลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า นำโดยชาวเวียดนาม (56%) มาเลเซีย (49%) และไทย (47%)
“ซึ่งเหตุผลหลักที่ทำให้พวกเขาพกเงินสดน้อยลง คือ ใช้จ่ายผ่านการชำระเงินแบบดิจิทัลในรูปแบบคอนแทคเลส หรือไร้สัมผัสมากขึ้น มีสถานที่รับชำระเงินแบบดิจิทัลมากขึ้น และกังวลว่าเงินสดจะสูญหายหรือถูกขโมย คนไทยมองว่าประเทศไทยมีความพร้อมที่จะเข้าสู่สังคมไร้เงินสด ( Cashless Society) เร็วกว่าประเทศอื่น โดยผู้บริโภคชาวไทยคาดว่าไทยจะเข้าสู่สังคมไร้เงินสดภายในปี 2028”
นายปุณณมาศ กล่าวว่า จำนวนบัตรเดบิตถูกใช้น้อยลง เพราะปัจจุบันกดเงินตู้ ATM ไม่ต้องมีบัตรเดบิตก็กดได้จากฟังก์ชั่นกดเงินไม่ใช้บัตรโดยจำนวนบัตรเดบิตน้อยลง 20 % ทุกปี เพราะหากบัตรเดบิตหมดอายุแล้วเลือกจะไม่ถือบัตรต่อ แต่คนที่ใช้บัตรเดบิต อยู่คือคนที่ไม่มีบัตรเครดิตและต้องการซื้อของออนไลน์ เพราะการซื้อของออนไลน์อาจจะไม่ครอบคลุมพร้อมเพย์
“แต่มองว่าบัตรเดบิตจะไม่หายไปจากประเทศไทย ส่วนหนึ่งด้วยสถานการณ์หนี้ล้น ทำให้ความต้องการซื้อโดยบัตรเดบิตมีบทบาท เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคมีความเป็นห่วงเรื่องหนี้ของตัวเอง และจะบังคับตัวเองไม่ให้ใช้เงินในอนาคตแต่ใช้เงินปัจจุบัน ทำให้การซื้อของจะใช้บัตรเดบิตมากกว่าบัตรเครดิต และปีหน้า บัตรเดบิต จะเข้ามามีบทบาทในระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น ซึ่งเดบิตมีอยู่แต่ไม่โต”
การชำระเงินแบบเรียลไทม์ (Real-time payments หรือ RTP) ก็เป็นอีกทางเลือกที่กำลังแพร่หลายอย่างรวดเร็วเช่นกัน โดยมีผู้บริโภคชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถึง 76 % รู้จักวิธีการชำระเงินในรูปแบบนี้ และ 47 % เคยใช้บริการโอนเงินแบบเรียลไทม์มาก่อน ประเทศไทยอยู่อันดับแรกของภูมิภาคในด้านความถี่ของการใช้บริการชำระเงินแบบเรียลไทม์ โดย 86 % ของผู้ตอบแบบสอบถามทำธุรกรรมแบบเรียลไทม์อย่างน้อยหนึ่งครั้งต่อสัปดาห์ ตามด้วยเวียดนามที่ 84 % และอินโดนีเซียที่ 69 %
แม้การชำระเงินแบบเรียลไทม์จะเป็นที่รู้จักและมีอัตราการยอมรับสูง แต่ผู้บริโภคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ยังคงสงวนท่าทีในการเลือกชำระเงินในรูปแบบนี้โดยข้อกังวลลำดับต้นๆ ที่ทำให้พวกเขาลังเลคือ ความเสี่ยงด้านความปลอดภัย (44%) ชอบชำระเงินดิจิทัลรูปแบบอื่นมากกว่า เช่น บัตรเครดิต/ บัตรเดบิต (42%) และขาดความเข้าใจในการใช้งาน (41%)