ยุทธการ 22 สิงหา : สัจวาจา ทักษิณ ชินวัตร 'ถ้าให้ยอมแพ้ ผมทำไม่ได้'
พลันที่รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข้าไปแทนที่รัฐบาล นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ พลันที่พรรคประชาธิปัตย์เข้าไปแทนที่พรรคพลังประชาชน
สัญญาณแห่งการ “ประท้วง” สัญญาณแห่งการ “ต่อต้าน” ก็เริ่ม
ดังที่ได้เคยนำเอาบทบันทึกอย่างรวบรัดของหนังสือ “19-19 ภาพชีวิตและการต่อสู้ของคนเสื้อแดง จาก 19 กันยา 49 ถึง 19 พฤษภา 53” อันมี อุเชนทร์ เชียงแสน กับ ชัยธวัช ตุลาธน ร่วมเป็นบรรณาธิการ มายืนยัน
นั่นก็คือ 28 ธันวาคม 2551 ครอบครัว “ความจริงวันนี้” จัดชุมนุมครั้งที่ 4 ที่สนามหลวง
แล้วเคลื่อนไปปิดล้อมรัฐสภาในตอนดึกเพื่อขัดขวางการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (นายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่ได้รับเลือกจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 15 ธันวาคม 2551)
จนในวันที่ 30 ธันวาคม 2551 จึงมีการเปลี่ยนสถานที่แถลงไปกระทรวงการต่างประเทศ
การประท้วงนี้ขยายตัวต่อเนื่องไปจนถึงเช้าวันที่ 1 มกราคม 2552
ปรากฏการณ์ที่เห็นก็คือ มีการเคลื่อนไหว มีการชุมนุมเกือบตลอดเดือนมกราคมและที่สำคัญเป็นอย่างมากก็คือ การแถลงของ “คนเสื้อแดง” โดย นายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำผู้ดำเนินรายการ “ความจริงวันนี้”
เป็นการชุมนุมในวันที่ 31 มกราคม ใช้ชื่อว่า “แดงทั้งแผ่นดิน” หรือกับชื่อภาษาอังกฤษ “Red in the Land”
ที่เห็นในการเคลื่อนไหววันที่ 30 มกราคม ก็คือ นายวีระ มุสิกพงศ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายจักรภพ เพ็ญแข และคณะผู้ดำเนินรายการ “ความจริงวันนี้” พร้อม “กลุ่มเสื้อแดง” ประมาณ 100 คน
เดินทางไปยื่นหนังสือต่อสถานเอกอัครราชทูตประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 9 ประเทศ เพื่อขอให้ชาติสมาชิกอาเซียนทบทวนท่าทีต่อการเข้าร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่รัฐบาลไทยเป็นเจ้าภาพปลายเดือนกุมภาพันธ์
นี่คือการยกระดับการเคลื่อนไหวจากเรื่อง “ในประเทศ” ให้กลายเป็นเรื่อง “ระหว่างประเทศ”
อย่าได้แปลกใจกับท่าทีและการตั้งรับของรัฐบาล
นั่นก็คือ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงสั่งการ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ดำเนินการเด็ดขาดทันทีต่อผู้ฝ่าฝืนกฎหมายในวันนัดชุมนุมใหญ่ที่ท้องสนามหลวง
การชุมนุมความจริงวันนี้ “แดงทั้งแผ่นดิน” หรือ Red in the Land จึงได้รับความสนใจเป็นอย่างสูง
ทุกอย่างเป็นไปตามการจัดวางอย่างครบถ้วน
หากติดตาม “บันทึกประเทศไทย ปี 2552” ของ “มติชน” ก็จะสัมผัสได้จากสภาพการณ์ในวันที่ 31 มกราคม ม็อบ “เสื้อแดง” เริ่มชุมนุมนุมที่ท้องสนามหลวงในช่วงเย็น จากนั้น เวลา 21.00 น.
ผู้ชุมนุมประมาณ 20,000 คน ก็เคลื่อนจากท้องสนามหลวงมุ่งหน้าไปยังทำเนียบรัฐบาล
เวลา 21.35 น. นายวีระ มุสิกพงศ์ แถลงข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล
1 ให้เร่งรัดำเนินคดีกับแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ยึดถนนราชดำเนิน ทำเนียบรัฐบาล สถานีโทรทัศน์ NBT และสนามบินดอนเมือง สนามบินสุวรรณภูมิ
2 ให้ปลด นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นตำแหน่งทางการเมือง
3 รับร่างรัฐธรรมนูญ คปพร. ยกเลิกรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 แล้วนำรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 กลับมาประกาศและบังคับใช้
4 เมื่อประกาศรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วให้ยุบสภาคืนอำนาจประชาชน
โดยจะให้เวลารัฐบาลในการพิจารณาและดำเนินการ 15 วัน หากรัฐบาลไม่ทำตามข้อเรียกร้อง จะชุมนุมไม่เลิก
นี่คือปฏิบัติการ “แดงทั้งแผ่นดิน” ครั้งที่ 1 ของ “ครอบครัวความจริงวันนี้”
ขณะที่ด้านหนึ่ง ครอบครัว “ความจริงวันนี้” ปักหลักชุมนุมที่บริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล ยื่นข้อเสนอ 4 ข้อต่อรัฐบาล
อีกด้านหนึ่ง ก็มีการเคลื่อนไหวประสานจาก “ต่างประเทศ”
วันที่ 2 กุมภาพันธ์ พรรคเพื่อไทยจัดสัมมนา ส.ส.พรรคที่โรงแรมกรีนเนอร์รี่ รีสอร์ท เขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา โดยมีบุคคลในครอบครัวชินวัตร ไม่ว่าจะเป็น นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ไม่ว่าจะเป็น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่ว่าจะเป็น นายพายัพ ชินวัตร
ไม่ว่าจะเป็น นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี รวมถึงอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย อดีตกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้โทรศัพท์เข้ามาในที่ประชุม ยืนยัน
จากที่เคยประกาศว่าจะวางมือทางการเมือง แต่การกลั่นแกล้งทางการเมืองกลับเข้มข้นขึ้น ดังนั้น จึงพร้อมที่จะกลับมาสู้ทางการเมืองต่อไป
“ผมจะต่อสู้ ถ้าจะให้ผมยอมแพ้ผมทำไม่ได้ และพวกท่านที่อยู่ข้างเคียงผมวันนี้ก็ขอให้สบายใจได้เลยว่าผมจะไม่ทิ้งทุกคนเช่นกัน ผมพร้อมจะกลับไปเป็นนายกรัฐมนตรีให้ประชาชนอีกครั้งหนึ่ง
ถ้าประชาชนพร้อมเมื่อไรผมก็พร้อมเมื่อนั้น ถ้าประชาชนพ่ายแพ้ก็ถือว่าผมหมดหน้าที่
ถึงแม้ผมจะต้องอยู่ต่างประเทศอีกนาน แต่ผมจะไม่ยอมตายในต่างประเทศแน่นอน อย่างมากที่สุดผมสู้ไม่ได้ผมก็จะแอบลักลอบเข้าไปตายในภาคอีสาน”
ความน่าสนใจอยู่ที่ 1 คำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ขณะเดียวกัน 1 อยู่ที่การขานรับในเชิงนโยบายและในเชิงปฏิบัติการในที่ประชุมพรรคเพื่อไทย และ 1 เท่ากับเป็นการประสานกับการเคลื่อนไหวของ “แดงทั้งแผ่นดิน”
นี่คือการประสานพลังระหว่าง “ต่างประเทศ” กับพลังภายใน “ประเทศ” อย่างมากด้วยกัมมันต์ทางการเมือง
ความน่าสนใจจึงอยู่ที่ความต่อเนื่องในเดือนกุมภาพันธ์ 2552
หลังการประชุม ส.ส.พรรคเพื่อไทย หลังการโฟนอินเข้ามาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จึงสัมผัสได้ในแต่ละจังหวะก้าวในทางการเมือง
1 ปฏิบัติการ “แดงทั้งแผ่นดิน”
นั่นก็คือข้อเรียกร้องให้ดำเนินคดีกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ให้ปลด นายกษิต ภิรมย์ จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้นำรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 กลับมาใช้ และให้ยุบสภา คืนอำนาจประชาชน
ขณะเดียวกัน 1 เป็นจังหวะก้าว ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย เสนอต่อที่ประชุมเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ให้เดินหน้าญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาล
แม้จังหวะก้าวนี้จะยังไม่ราบรื่นแต่เมื่อมีการประชุมอีกครั้งในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ก็เป็นมติโดยสมบูรณ์ของพรรคเพื่อไทย
พรรคเพื่อไทยตั้งคณะทำงานขึ้น 2 ชุด
ชุด 1 เป็นคณะทำงานเรื่องข้อมูลเอกสาร หลักฐาน มี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็นประธาน
ชุด 1 เป็นคณะทำงานคัดเลือกผู้อภิปราย มี นายวิทยา บุรณศิริ เป็นประธาน
จากนั้น ในวันที่ 10 มีนาคม พรรคเพื่อไทยมีมติยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี พร้อมกับแบ่งการทำงานออกเป็น 3 ส่วนคือ
1 การยื่นถอดถอนนายกรัฐมนตรี 2 การตั้งทีมเพื่อยื่นอภิปรายนายกรัฐมนตรี 3 ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล
ความน่าสนใจอยู่ตรงพรรคเพื่อไทยมีมติเป็นเอกฉันท์ ให้เสนอชื่อ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน และประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย เป็นนายกรัฐมนตรี แนบไปพร้อมกับญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ
นี่ย่อมเป็นความน่าสนใจเป็นอย่างสูงของพรรคเพื่อไทยและสำหรับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง
https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ยุทธการ 22 สิงหา : สัจวาจา ทักษิณ ชินวัตร ‘ถ้าให้ยอมแพ้ ผมทำไม่ได้’
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com