'เจ๊ต๊อกแต๊ก' แม่ค้าสายแซ่บ เผยประสบการณ์ขายจริง เจ็บจริง! พร้อมมอบเทคนิคสร้างธุรกิจยั่งยืน
‘เจ๊ต๊อกแต๊ก’ แม่ค้าสายแซ่บ เผยประสบการณ์ขายจริง เจ็บจริง! พร้อมมอบเทคนิคสร้างธุรกิจยั่งยืน
เมื่อวันที่ 9 กันยายน ในงาน Upskill Thailand 2023 ‘จักรวาลสร้างอาชีพ’ จักรวาลที่จะช่วยปูทางให้คุณมุ่งหน้าสู่เส้นทาง มหกรรมสร้างงาน สร้างอาชีพ ที่รวม 4 ปรากฏการณ์สุดยิ่งใหญ่ ครบทุกมิติของการสร้างอาชีพ จัดโดย เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ หนึ่งในสื่อของเครือมติชน สื่อชั้นนำระดับประเทศที่สนับสนุนการสร้างอาชีพให้กับ SMEs ที่ สามย่านมิตรทาวน์ ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์
ภายในงานมีเวทีเสวนาติดปีกความรู้ อัปสกิลทักษะผู้ประกอบการ SUCCESS CASE I ขายจริง เจ็บจริง ถ่ายทอดประสบการณ์เปิดรับแฟรนไชส์ By ตำแรดแซ่บนัว โดย เจ๊ต๊อกแต๊ก พรปวีณ์ กิจทรัพย์บารมี เจ้าของร้านตำแรดแซ่บนัว เจ้าของวลีประจำตัว “แรดๆ ค่ะ แรดๆ ค่ะ” พร้อมท่าโรยเม็ดกระถินที่เป็นเอกลักษณ์
เจ๊ต๊อกแต๊ก-พรปวีณ์ กิจทรัพย์บารมี เผยถึงเส้นทางที่กว่าจะเริ่ด กว่าจะปังมาจนถึงทุกวันนี้ เธอเล่าว่า ‘ขายหลายอย่าง’ ไม่ว่าจะเป็นกาแฟโบราณ ไปจนถึง ล็อตเตอรี่ โดยให้เหตุผลว่า เธอมีความสุขเวลาที่ได้‘หาเงิน’ ซึ่งก่อนหน้านี้เริ่มต้นจากการมองหาอาชีพเสริม โดยมีอาชีพหลักคือการรับราชการ และการจะเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ เรื่องดวงก็สำคัญ
“เวลาว่างเราก็คิดว่าจะทำอะไร ประกอบกับเราไปดูหมอ หมอดูบอกว่าให้ขายเส้นสีขาว เราก็มีไปเรียนทำก๋วยเตี๋ยวบ้าง เรียนเย็บผ้าบ้าง จริงจังถึงขนาดไปซื้อจักรเย็บผ้าในราคา 55,000 บาท แต่ถึงอย่างนั้นเราก็รู้แล้วว่าเราไม่สามารถเย็บผ้าได้” หลังจากค้นพบว่าการเย็บผ้าไม่ใช่สิ่งที่ตอบโจทย์ จึงไปยังตัวเลือกถัดไปคือการขายก๋วยเตี๋ยว แต่อุปสรรคก็มาในรูปแบบของสถานที่ เนื่องจากอาศัยในอพาร์ทเมนต์ซึ่งไม่เอื้อต่อการเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยว แม้รสมือจะแซ่บถึงเครื่องขนาดไหนก็ตาม
“หลังจากนั้นก็เหลือขนมจีน และเส้นมะละกอ ย้อนไปเมื่อปี 2554 ตอนนั้นตลาดน้ำบูมมาก ถ้าหากเราสร้างตัวตนของเราโดยการใส่ชุดไทยไปเดินที่ตลาดน้ำมันน่าจะสร้างจุดเด่นได้บ้าง เราก็ไปทำการตลาด เริ่มจากการตำกินเล่นกับเพื่อนก่อน เพื่อนบอกว่าอร่อย เราก็เลยเปิดขายส้มตำเลย” หลังจากความคิดลงล็อค เริ่มมองหาทำเลที่ตั้ง ซึ่งได้สถานที่ไม่ค่อยดีนัก แต่บอกเลยเลือดนักสู้มันแรง เธอเริ่มมองหากลุ่มเป้าหมาย และสร้างจุดเด่นให้กับตัวเอง เพราะเชื่อว่า หากทำให้คนมาสนใจเราก่อน ถัดไปจากนั้นคนถึงจะสนใจในสินค้าของเรา ซึ่งเธอตอบรับกลยุทธ์นี้ ด้วยการห่มสไบ สวมชุดไทยเดินเร่ขายในตลาด สร้างเอกลักษณ์ของตัวเองให้เป็นที่จดจำตั้งแต่นั้นมา
“มันจะมีคนกลุ่มหนึ่งที่ชอบเรา ทำให้คนสนใจเราก่อน เขาถึงจะมาสนใจสินค้าของเรา มันคล้ายกับการไปสัมภาษณ์งานอยู่เหมือนกันนะ มันอยู่ที่วิธีการคิด ถ้าคิดแล้วมันปัง มันจะปังตั้งแต่เริ่มต้น” เจ๊ต๊อกแต๊กกล่าว
หลังจากทดลองขายอยู่ประมาณ 4 เดือนแรก ก็พบกับคำว่า ‘ขาดทุน’ แต่ ‘ไม่เป็นไร’ เพราะเธอชอบทำมาค้าขาย
“วันแรกมีแต่เพื่อนซื้อ ขาดทุน ขยับมาวันที่ 2 ลงของสองวันพันห้า ขายได้ไม่ถึงพันที่เหลือแจก ถามว่าเอากำไรจากตรงไหน ก็จากการขายน้ำบ้าง ขายล็อตเตอรี่บ้าง เราก็มีการเอากำไรจากตรงนั้น ตรงนี้มาถัวเฉลี่ย ก็ยังมีคนถามเรานะว่ายังจะขายต่ออีกเหรอ เราก็บอกว่าไม่เป็นไร เพราะชอบ ขาดทุนไปสี่เดือน เฉพาะส้มตำอย่างเดียว”
แต่ท้ายที่สุดแม้จะขาดทุนไป 4 เดือน เมื่อเริ่มเข้าเดือนที่ 7 และ 8 เธอก็เริ่มเป็นที่รู้จัก พร้อมกับเล่าย้อนถึงที่มาของชื่อร้านตำแรด แซบนัวนี้ว่า มาจากการไปดูดวงอีกเช่นกัน ว่าชื่อร้าน 3-5 พยางค์นั้นเป็นกำไร ผสานกับฉายาที่เพื่อนสมัยเรียนชอบเรียก เธอยอมรับพร้อมกับหัวเราะว่า “เป็นหลักคิดการทำธุรกิจที่มีเส้นมูตลอดเวลา”
ถึงดูจะเป็นอย่างที่ว่าตั้งแต่เริ่มขายส้มตำ จนมาถึงการตั้งชื่อร้าน แต่ต้องบอกลเยว่าไม่ใช่ทั้งหมด เธอเผยถึงกลยุทธ์ที่ทำให้ร้านส้มตำเล็ก ๆ เป็นที่รู้จัก และทำให้สามารถขยายสาขาออกไปมากมายอย่างเช่นทุกวันนี้ว่า
เวลาเราเป็นแม่ค้า แม่ค้าเวลามาซื้อเรา เราต้องการอะไรเป็นอย่างแรก ต้องการความประทับใจ ต้องการความอร่อย ต้องการคุณภาพ ก็เลยคิดว่าของที่มันจะอร่อยและมีคุณภาพ ต้นทุนมันจะต้องไม่แรง เราขายได้น้อยแต่กำไรเยอะ กินน้อย กินนาน กินเยอะ ๆ และที่สำคัญโซเชียลเป็นสิ่งสำคัญ ที่ตัดทิ้งไม่ได้เลย”
“ใครไม่จับมือถือ ใครไม่ทำการตลาดในแพลตฟอร์ม ในเรื่องของติ๊กต่อก ในเรื่องของเพจ หรือยูทูป ไม่รอดบอกได้เลย จะไปรอแต่รายการ สื่อโทรทัศน์เข้ามาวิ่งหาคุณ โดยที่คุณไม่ช่วยเหลือตัวเอง มันไม่รอด ณ ปัจุบันนี้ สื่อคือมือถือเครื่องเดียวนี่แหละแล้ววันหนึ่งเราทำ 100 คลิป อาจจะมี 1 คลิปที่เป็นไวรัลเดี๋ยวก็จะมีสื่อ มียูทูปเบอร์ตามมา ถ้าเธอได้ออก 1 รายการ อีก 100 รายการก็จะตามมา” เจ๊ต๊อกแต๊กกล่าว
ในส่วนเรื่องของแฟรนไชส์ เจ๊ต๊อกแต๊กเล่าจุดเริ่มต้นที่ตัดสินใจขายว่า ‘ขายแบบไม่รู้’ คิดอยู่แค่อย่างเดียวคือ ‘เงิน’ ซึ่งกระบวนการคิดที่ไม่เป็นระบบนี้ทำให้เธอพลาดไปหลายสิ่ง
“เราขายแฟรนไชส์เดือนแรกได้ 120 สาขา คูณ 50,000 บาท เห็นเงินล้านภายในเสี้ยววันเลย แต่เราไม่ได้มีกระบวนการคิดเป็นระบบว่ามันจะต้องเติบโตไปในแนวทางไหน เราก็ขายไปเฉย ๆ และเราพยายามมองว่าตรรกะคนจะเหมือนกับเรา แม่ค้าจะมีคุณธรรม จริยธรรมเหมือนกับเรา รักลูกค้าเหมือนกับเรารัก ตราบใดที่นิ้วมือไม่เท่ากัน ผู้คนในสังคมก็ไม่เท่ากัน ตราบใดที่ความโลภครอบงำความอยากได้ของเรา ความต้องการของพ่อค้าแม่ค้าก็ไม่เท่ากันเหมือนกัน ตอนนั้นให้ครกแค่ 3 ใบ และสูตรอย่างเดียว คือขายขาด”
ซึ่งภายหลังจากนี้ ประเทศไทยเข้าสู่ช่วงระบาดของโควิด 19 ทำให้จาก 120 สาขา เหลือเพียง 30 สาขา โดยเธอเน้นย้ำว่า เป็นสาขาที่อยู่รอดปลอดภัย และมั่นคง เพราะทุกสิ่งผ่าน‘กระบวนการคิด’ มาทั้งหมดแล้ว
“เราดูแลทุกคนเปนครอบครัว และเราสามารถสร้างรายได้ให้เขาหลักล้าน เราอาจจะเป็นฟันเฟืองเล็ก ๆ แต่เราไปจุดประกายให้เขาได้ เขาอาจะทำธุรกิจอย่างอื่นาแต่ไม่ได้มีความรู้ด้านหารทำอาหาร เราก็จะบอกเลยว่าอาหารเราทำด้วยใจรัก และอยากส่งต่อความอร่อยให้ผู้บริโภค และถ้าหากเราใส่ใจยังไงลูกค้าก็กลับมา เราไม่ได้คาดหวังแค่ว่าเงิน เพราะมันจะไม่ยั่งยืน บางคนบอกไม่อร่อย ไม่อร่อยไม่เป็นไร เพราะอาหารก็เหมือนกับการแต่งหน้า เราแต่งหน้ายังไม่เหมือนกันเลย มันขึ้นอยู่ที่ว่าผู้บริโภคเข้ามาหาเรานั้นต้องการอะไร 50% รสชาติอาหาร 30% คือชอบแม่ค้า”
“จะบอกเลยว่าความชอบของคนมันไม่เหมือนกัน อาหารมันเป็นจริตของการปรุงรส บางคนกินหวาน บางคนกินเค็ม” เจ๊ต๊อกแต๊กกล่าว
จากนั้น เจ๊ต๊อกแต๊กก็ไล่เรียงและอธิบายต่อถึงเรื่องการทำธุรกิจแบบนอนสต็อป
“เคยได้ยินไหม ขายดีนะ แต่เจ๊ง เจ๊งเพราะเธอไม่จด ถ้าเธอจดเธอจะรู้เรื่องหมดเลยว่าค่าใช้จ่ายทั้งหมดมันเป็นอย่างไร เชื่อเถอะค่ะร้านใหญ่ ๆที่ขายได้หลักล้านก็มาจากการที่ขายได้หลักร้อยเหมือนกับเรานี่แหละ เขาเดินเร็ว เดินถูกจังหวะ ทัศนคติของเราคือ เราคือส้มตำข้างทาง แต่เราจะสามารถสร้างเงินหลักล้านได้ และหลายล้านด้วย ส้มตำสาขาตลิ่งชันของเรา ร้อนก็ร้อน ข้างทาง กินในเพิง รถจอดยาวสองกิโล การที่ทำร้านอาหารไม่จำเป็นจะต้องใหญ่โต หรือหรูหรา อยู่ที่ว่าเราจะเสริร์ฟอะไรให้กับลูกค้า ลูกค้าต้องการอะไร แค่นั้นเอง” พร้อมทั้งย้ำว่า ‘การตลาดเป็นสิ่งสำคัญ’
สำหรับวิธีการที่จะทำให้ธุรกิจมีความยั่งยืนนั้น เธอบอกว่า ‘อยู่ที่ตัวแม่ค้า’ เพราะสิ่งที่ยากที่สุดคือการค้นหาว่าสิ่งใดบ้างที่เหมาะกับเรา
“บางคนเกิดมานานยังไม่รู้เลยว่าอะไรเหมาะกับตัวเอง สังคมปัจจุบันของเรามักบอกว่าอาชีพที่มีเกียรติคืออาชีพที่มั่งคั่ง และมีความยั่งยืนในสถานะทางสังคม ต้องศรัทธาในตัวเองก่อนว่าเราทำได้ ถึงแม้ร้อยชีวิตจะบอกว่าเธอทำไม่ได้ แต่ถ้าเราเชื่อว่าเราทำได้ เราก็จะทำได้” แม่ค้าที่เริ่ด และแซ่บนัวที่สุดกล่าว