โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

มองสังคมเกาหลีผ่านซีรีส์ Moving เมื่อความหลากหลายคือทางรอด คนแปลกแยกจึงกลายเป็นฮีโร่

TODAY

อัพเดต 05 ก.ย 2566 เวลา 03.43 น. • เผยแพร่ 02 ก.ย 2566 เวลา 02.59 น. • workpointTODAY

“นายไม่ได้แปลกหรอก แค่แตกต่างนิด ๆ แล้วก็เป็นคนพิเศษ”: มองสังคมเกาหลีผ่านซีรีส์ Moving
เมื่อความหลากหลายคือทางรอด คนแปลกแยกจึงกลายเป็นฮีโร่

ในช่วงต้นเดือนสิงหาคมนี้แพลตฟอร์ม Disney+ Hotstar ได้เปิดตัวซีรีส์เกาหลีเรื่อง Moving (무빙) แนวเรื่องสไตล์ฮีโร่ (K-Hero) ผู้ใช้พลังพิเศษเหมือนซุปเปอร์แมน ดัดแปลงจาก Webtoon ชื่อเรื่องเดียวกัน ผลงานจากปลายปากกาของ Kang Pool

Moving คงเอกลักษณ์ของซีรีส์เกาหลีที่เน้นการเล่าเรื่องที่เข้าใจง่าย ตัวละครมีประสบการณ์ร่วมกับคนดู อีกทั้งใส่ใจกับคุณภาพในการผลิต นอกจากนี้ยังได้นักแสดงนำรุ่นใหญ่อย่าง รยูซึงรยง โจอินซอง ฮันฮโยจู และ รยูซึงบอม มาร่วมแสดง พร้อมเสริมทัพด้วยนักแสดงรุ่นเล็กหน้าใหม่ เช่น อีจองฮา โกยุนจอง และ คิมโดฮุน เรื่องราวในซีรีส์จึงเต็มไปด้วยอรรถรสและสีสันที่น่าติดตาม และชวนให้คนดูอินไปกับบทบาทของตัวละครมากขึ้น

Moving เล่าเรื่องราวของเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองเกาหลีที่มีพลังวิเศษ เหนือมนุษย์ เช่น พละกำลัง ปล่อยกระแสไฟฟ้า ฟื้นฟูร่างกาย หรือบินได้ ซึ่งปลดเกษียณจากการทำภารกิจ หันมาใช้ชีวิตอย่างคนทั่วไป กำลังถูกหน่วยงานลับ ๆ ของสหรัฐอเมริกาตามเก็บสังหารทีละคน รวมถึงลูกของพวกเขาด้วย เนื่องจากพลังพิเศษนี้ถูกส่งต่อทางสายเลือด ทำให้ลูก ๆ เกิดมามีความสามารถพิเศษเหมือนพ่อแม่ รยูซึงรยง รับบท “จางจูวอน”จึงต้องคอยพา โกยุนจอง รับบท “จางฮีซู”ลูกสาวของเขาย้ายบ้านและโรงเรียนตลอด ไม่เว้นแม้แต่ ฮันฮโยจู รับบท “อีมีฮยอน”ต้องหอบลูกน้อยที่พร้อมจะลอยตัวได้เหมือนพ่อ อีจองฮา รับบท “คิมบงซอก”มาเปิดร้านขายทงคัตซึในทำเลที่ห่างไกลจากผู้คนเพื่อรอการกลับมาของใครบางคนอยู่

นอกจากเส้นเรื่องบู๊ แอคชั่น ความดราม่า และเส้นเรื่องครอบครัวแล้ว Moving ยังพาคนดูไปดื่มด่ำกับความรักใส ๆ วัยรุ่นของบรรดารุ่นลูกอีกด้วย ซึ่งความสัมพันธ์ของพวกเขาที่ก่อตัวขึ้นไม่เพียงแต่จะจับใจคนดู แต่ยังแฝงประเด็นทางสังคมให้ตกตะกอนคิดอีกด้วย

“โลกใบนี้มีคนหลากหลายประเภท มีคนแบบนาย แล้วก็มีคนแบบฉัน ฉันจะเก็บความลับให้…”
“อือ ขอบใจนะ…รู้สึกได้ว่าเธอเก็บความลับเก่ง เธอเห็นฉันแปลกขนาดนี้ ก็ยังไม่ค่อยตกใจ”
“แปลกเหรอ ไม่ใช่แตกต่างเหรอ..จะแปลกได้ไง แค่พิเศษไม่ใช่เหรอ”

บทสนทนาระหว่าง “จางฮีซู”สาวมัธยมปลายผู้มีพลังในการรักษาและฟื้นฟูร่างกายที่บาดเจ็บ กับ “คิมบงซอก”หนุ่มน้อยที่มาพร้อมกับรอยยิ้ม ผู้มีพลังพิเศษในการบินและประสาทสัมผัสเหนือคนทั่วไป สะท้อนให้เห็นว่าเขาทั้งคู่แตกต่างจากคนส่วนใหญ่ แม้อาจจะไม่มีใครยอมรับ และหวาดกลัวพวกเขา แต่เขาและเธอก็พร้อมจะปลอบประโลม เป็นกำลังใจให้กันและกัน

พหุวัฒนธรรม: วัฒนธรรมที่เกิดจากความหลากหลายทางเชื้อชาติในสังคมเกาหลี

พลังพิเศษในตัวเด็ก ๆ ที่ได้รับถ่ายทอดมาจากพ่อแม่ ทำให้พวกเขาแตกต่าง และพิเศษกว่าคนอื่นนั้น หากพิจารณาไปยังสังคมเกาหลีแล้ว เด็กกลุ่มนี้คงไม่ต่างอะไรจาก “ลูกครึ่ง” (혼혈; 混血) ที่เกิดจากคู่สมรสชาวเกาหลีแต่งงานกับคนต่างชาติ หรือ “เด็กต่างชาติ” ที่เกิดจากผู้อพยพที่พ่อแม่ไม่ใช่คนเกาหลี การอพยพของชาวต่างชาติและการไหลบ่าเข้ามาของวัฒนธรรมอื่นเข้าสู่สังคมเกาหลีทำให้เกิดสังคมที่เรียกว่า “พหุวัฒนธรรม” (다문화; 多文化; multi-culture) หรือสังคมที่มีวัฒนธรรมหลากหลาย ภายในสังคมนั้นประกอบไปด้วยวัฒนธรรมย่อย และชนกลุ่มน้อย ตลอดจนหน่วยที่เล็กที่สุดอย่างสถาบันครอบครัว

ครอบครัวพหุวัฒนธรรม (다문화 가정)หมายถึงครอบครัวที่เกิดจากการแต่งงานระหว่างชาวเกาหลีกับชาวต่างชาติ คู่สมรสมาจากเชื้อชาติและวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ต่างจากครอบครัวที่เป็นคู่สมรสชาวเกาหลีแท้ (pure Korean) ในปัจจุบันคำว่า “เด็กผู้มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม” ซึ่งเป็นผลผลิตจากครอบครัวพหุวัฒนธรรม ถูกนำมาใช้แทนคำว่า “ลูกครึ่ง”ซึ่งเป็นคำล้าสมัย และลดทอนคุณค่าในตัวบุคคล อาจกล่าวได้ว่า “พหุวัฒนธรรม” (multiculturalism)ในสังคมเกาหลีเป็นสิ่งที่คล้ายกับ “ความหลากหลาย” (diversity)ในสังคมสหรัฐอเมริกา

การแบ่งแยก และปฏิบัติต่อชนกลุ่มน้อยด้วยความไม่เท่าเทียมในสังคมพหุวัฒนธรรมเกาหลี

ในสังคมพหุวัฒนธรรมเกาหลีปัจจุบัน ปัญหาที่เราได้ยินมากที่สุด คงไม่พ้น “แรงงานต่างชาติ”หรือ “ผู้อพยพ”ที่แอบลักลอบเข้าเกาหลีแบบผิดกฎหมาย คนกลุ่มนี้มักจะประสบกับการจ้างงานที่เอารัดเอาเปรียบ ทั้งเรื่องของค่าแรง สภาพแวดล้อม และสวัสดิการที่ควรจะได้ ย้อนกลับไปเมื่อ 40-50 ปีก่อน ไม่เพียงแรงงานต่างชาติ ผู้อพยพจะถูกแบ่งแยก และเลือกปฏิบัติจากสังคมส่วนรวมแล้ว สมาชิกอีกกลุ่มหนึ่งในสังคมพหุวัฒนธรรมที่ถูกลิดรอนสิทธิ และกระทำเสมือนพวกเขาไม่มีตัวตน คือ ชาวต่างชาติทั่วไปที่เข้ามาทำธุรกิจ และ เด็กที่เกิดจากชาวเกาหลีกับชาวต่างชาติ

เดิมทีสังคมเกาหลีมีลักษณะวัฒนธรรมแบบรวมกลุ่ม (Collectivism; 집단주의)ไม่เปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติก้าวเข้ามาในเขตของ “เรา”หรือ “อู-รี” (우리) แต่ผลักให้พวกเขาเป็น “คนอื่น”หรือ “นัม” (남) เช่นเดียวกับในสมัยโชซ็อน เกาหลีได้ฉายาว่าเป็น “อาณาจักรฤๅษี”หรือประเทศที่ปิดกั้น ไม่ติดต่อกับชาติใด และห้ามชาวต่างชาติเข้าออกประเทศ มีการส่งเสริมแนวคิดชาตินิยมที่ยึดถือเผ่าพันธุ์อย่างเหนียวแน่น แนวคิดดังกล่าวทวีความเข้มข้นขึ้นหลังเกาหลีหลุดพ้นจากการเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่น ความเป็นเกาหลีถูกนำมาใช้ฟื้นฟูประเทศหลังเผชิญจากความเสียหายจากสงครามเกาหลี (1950-1953)

ดังนั้นหากใครไม่ใช่ “สายเลือดบริสุทธิ์” หรือ “ฮันมินจก”(한민족; 韓民族) ก็จะถูกสังคมส่วนรวมเมินเฉย และอคติ ในช่วงที่เกาหลีใต้ตั้งประเทศขึ้นใหม่หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง สหรัฐอเมริกาเข้ามีบทบาทในการพัฒนา และวางรากฐานเศรษฐกิจให้กับเกาหลี ผู้หญิงชาวเกาหลีที่อยู่กินกับทหารอเมริกันตกเป็นเป้าของความเกลียดชังและการคุกคาม พร้อมถูกขนานนามว่า “ยังคงจู”(양공주; 洋公主) หรือหญิงขายบริการให้ชาวต่างชาติ ครอบครัวชาวเกาหลีต่างสั่งห้ามลูกสาวตนเองไม่ให้แต่งงานกับคนต่างชาติ หลายบ้านตัดขาดกับลูกที่ไม่เชื่อฟัง เด็กที่เกิดจากการแต่งงานดังกล่าวหรือ “ลูกครึ่ง”ไม่เป็นที่ยอมรับ ครอบครัวพหุวัฒนธรรมในอดีตนั้นถูกมองว่าไม่ใช่ชนชาติเกาหลีอีกต่อไป

Euny Hongชาวเกาหลี สัญชาติอเมริกัน ผู้เขียนหนังสือ The Birth of Korean Coolยกตัวอย่างอี ชาร์ม หรือเบิร์นฮาร์ด ควอนต์นักธุรกิจชาวเยอรมันที่เดินทางมาเกาหลีใต้ครั้งแรกในปี 1978 ซึ่งเป็นทศวรรษที่สังคมเกาหลียังคงกีดกันการแต่งงานกับคนต่างชาติ แม้เขาจะแต่งงานกับสาวชาวเกาหลี แต่ก็ไม่มีทางที่เขาจะได้สัญชาติเกาหลีในเวลานั้น

แดเนียล เกรย์ ชาวเกาหลี-อเมริกัน เป็นอีกกรณีที่ Hong หยิบยกขึ้นมา เขาเป็นลูกนอกรสชาวเกาหลีที่เกิดกลางทศวรรษ 1980 แต่ถูกผลักไสออกจากสังคมให้เป็นเด็กที่ชาวอเมริกันรับอุปการะ พ่อของแดเนียลแต่งงานมีลูกอยู่แล้วสามคน ส่วนแม่ของเขาไม่ได้เป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย แดเนียลจึงกลายเป็นลูกนอกสมรสโดยปริยาย แม้แม่จะเป็นชาวเกาหลีแท้ แต่ก็ไม่สามารถบันทึกชื่อของแดเนียลลงในสายตระกูลได้ เพราะสิทธิ์นั้นเป็นของผู้ชาย แดเนียลกลายเป็นลูกไม่มีพ่อ และถูกลิดรอนสิทธิที่ควรจะได้รับอย่างการศึกษา กระทั่งในวัย 6 ขวบ เขาถูกส่งตัวไปให้ครอบครัวชาวอเมริกันรับไปเลี้ยงที่อเมริกาในที่สุด เมื่ออายุย่าง 20 แดเนียลกลับมาเกาหลีเพื่อตามหาแม่ที่แท้จริงของเขา และตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตในเกาหลี ท่ามกลางความเกลียดชังของคนในสังคมที่ยังคง “อคติ”กับเด็กนอกสมรสที่ได้สัญชาติประเทศอื่น และมีสถานะถูกต้องตามกฎหมาย แดเนียลเล่าติดตลกว่าช่วงที่เขาออกเดตกับสาวเกาหลีนั้น เขาถูกพ่อแม่ฝ่ายหญิงมองในแง่ลบ

แนวคิดขงจื๊อทำให้สังคมเกาหลีให้ความสำคัญกับ “พ่อ”ในฐานะหัวหน้าครอบครัว และผู้สืบทอดตระกูล ลูกสาวที่เกิดมาในตระกูล แม้แต่งงานออกเรือนไปเป็นสมาชิกใหม่ของครอบครัวสามี ยังคงต้องใช้นามสกุลเดิมของพ่อ เพื่อแสดงความเคารพสายเลือดฝั่งบรรพบุรุษ นามสกุลที่สืบเชื้อสายจากพ่อจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่เกิดจนตาย ทั้งนี้ก็เพราะเกาหลีมีบันทึกรายชื่อคนในตระกูลหรือที่เรียกว่า “โฮ-จ๊อก” (호적; 戶籍) อยู่ สมาชิกในตระกูลที่เกิดจากภรรยาที่แต่งงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายทุกคน ไม่ว่าจะเพศอะไร หากเป็นคนเกาหลีแท้ (ไม่ใช่ลูกครึ่ง) จะถูกบันทึกชื่อลงในโฮจ๊อก เพื่อระบุตัวตนเป็นพลเมืองเกาหลี ในกรณีที่คุณเป็นลูกนอกสมรส หรือลูกครึ่ง ก็จะหมดสิทธิ์มีชื่อในโฮจ๊อก ถูกมองเป็นคนนอกของสังคม หางานทำได้ยาก ที่สำคัญไม่มีสิทธิ์รับมรดกอีกด้วย

หากใครได้ดูซีรีส์เรื่อง Itaewon Class (2020)น่าจะจำ “ชาง-กึนซู”(รับบทโดย คิมดงฮี) เด็กหนุ่มที่แอบรักอีซอข้างเดียว กึนซูอยู่ในสถานะลูกเมียน้อยที่ไม่ได้รับการจดทะเบียนให้ถูกต้อง เขาจึงหมดสิทธิ์ที่จะขึ้นเป็นผู้นำของบริษัทชางกา เช่นเดียวกับ “คิมโทนี่”ลูกครึ่งเกาหลี-กีนี (รับบทโดย Chris Lyon) ที่ต้องตระเวนหางานทำพร้อมกับตามหาพ่อชาวเกาหลี เขาถูกคนเกาหลีดูถูกสารพัด ถึงขนาดโดนไล่ออกจากผับในย่านอิแทวอน เพียงเพราะถูกมองว่าเป็น “คนต่างชาติ”

ในปี 2005 เกาหลีเริ่มแก้ไขกฎหมาย เปลี่ยนธรรมเนียมโฮจ๊อกตามประเทศออสเตรเลียที่ให้สิทธิ์และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน (ออสเตรเลียเคยมีกฎหมายคล้าย ๆ ธรรมเนียมโฮจ๊อก) ซึ่งเกาหลีแก้ไขกฎหมายเสร็จ และประกาศบังคับใช้พ.ร.บ. จดทะเบียนความสัมพันธ์ภายในครอบครัว ฉบับใหม่ในปี 2008

ชายเกาหลีเศรษฐีบ้านนา กับสาวเอเชียยาจก ผู้หวังจะยกระดับชีวิต

Daniel Tudorลำดับอัตราการแต่งงานข้ามเชื้อชาติในประเทศเกาหลีใต้ตั้งแต่ทศวรรษ 1980 ซึ่งดูต่ำจนเหมือนค่าผิดปกติ ถัดมาในปี 1990 พบว่ามีเพียงร้อยละ 1.2 เท่านั้น และปี 2000 อยู่ที่ร้อยละ 3.5 กระทั่งในปี 2008 มีการแต่งงานข้ามเชื้อชาติมากกว่าปี 2002 ถึง 2.5 เท่า

หนึ่งในปรากฏการณ์สังคมที่ทำให้ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นมาจากการที่ชายชาวเกาหลีบ้านนอกสิ้นหวังกับการหาภรรยา ผู้หญิงชาวเกาหลีส่วนใหญ่ไม่อยากแต่งงานกับชาวนาจน ๆ นี่จึงเป็นช่องทางให้สาวประเทศจีน เวียดนาม และฟิลิปปินส์ที่คิดว่าความยากจนในชนบทเกาหลียังดีกว่าความยากจนในประเทศตัวเอง ไหลบ่าเข้ามาในสังคมเกาหลี จนเกิดการโฆษณาธุรกิจบริษัทนายหน้าเฟ้นหา “เจ้าสาวตามสั่ง”ทั่วต่างจังหวัดในเกาหลี

สังคมเกาหลีเริ่มคุ้นชินกับ “ครอบครัวพหุวัฒนธรรม” มากขึ้น ในสมัยของประธานาธิบดีโนมูฮยอน (2003-2008) มีการร่างแผนส่งเสริมการเป็นส่วนหนึ่งทางสังคมของครอบครัวผู้อพยพหญิงที่แต่งงานกับชายชาวเกาหลี กระทั่งมีการออกกฎหมาย Multicultural Family Support Act (MFSA)ในปี 2008 โดยสนับสนุนให้สมาชิกครอบครัวพหุวัฒนธรรมมีความเป็นอยู่ที่มั่นคง ดำรงบทบาทและความรับผิดชอบในฐานะสมาชิกคนหนึ่งในสังคมเกาหลี รวมทั้งพัฒนา ยกระดับคุณภาพชีวิต สามารถใช้ชีวิตกับส่วนรวมได้อย่างราบรื่น ในปี 2009 มีการประมาณจำนวนผู้อพยพที่เข้ามาแต่งงานในเกาหลีอยู่ที่ 200,000 คน หรือ 17% ของจำนวนชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในเกาหลีเวลานั้น อย่างไรก็ตามกฎหมาย MFSA ยังมีช่องโหว่ คือเลือกให้ความสำคัญกับผู้อพยพหญิงที่เข้ามาแต่งงานกับชายชาวเกาหลี มากกว่าผู้อพยพประเภทอื่น ทำให้ผู้หญิงเกาหลีที่แต่งงานกับชายชาวต่างชาติ รวมถึงผู้อพยพต่างชาติที่แต่งงานกันเอง โดยไม่มีคู่สมรสเป็นชาวเกาหลี ถูกผลักเป็นคนชายขอบ ไม่มีสิทธิ์เข้าถึงกฎหมาย MFSA

ภายหลังในปี 2011 มีการแก้ไขคำนิยาม “ครอบครัวพหุวัฒนธรรม” ในตัวบทกฎหมายใหม่ ให้มีความหมายครอบคลุมมากขึ้น

เปิดประตูเศรษฐกิจ เปิดประตูโลก เปิดประตูยอมรับความหลากหลายทางวัฒนธรรม

ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมานี้ เกาหลีได้ปรับเปลี่ยนทัศนคติ และเปิดใจให้คนต่างชาติมากขึ้น จากการติดต่อทางธุรกิจ การเรียนต่อต่างประเทศ และการท่องเที่ยว การยอมรับผันแปรไปตามรุ่น คนรุ่นใหม่เปิดกว้าง ยอมรับผู้อพยพ และความหลากหลายทางวัฒนธรรมมากกว่าคนรุ่นเก่ามากขึ้นเรื่อย ๆ สำนักงานสถิติภูมิภาค Dongbuk ของเกาหลีระบุว่า ในปี 2018 ชาวเกาหลีจำนวน 80.6% มองว่าสังคมเกาหลีมีความเป็นพหุวัฒนธรรมสอดคล้องกับความปรารถนาที่จะสร้างเศรษฐกิจที่เปิดกว้างในเวทีโลกอย่างเต็มตัว

เกาหลีใต้จำเป็นต้องพึ่งพาชาวต่างชาติเพื่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ สาเหตุสำคัญมาจากเกาหลีกำลังจะกลายเป็น Super-aged societyหรือสังคมอุดมผู้สูงวัย ด้วยประชากรรุ่น Baby boomer กำลังก้าวเข้าสู่วัยชราจำนวนมาก ในขณะที่ผู้หญิงรุ่นใหม่มีลูกน้อยลง ความไม่สมดุลระหว่างวัยทำงานที่มีจำนวนน้อยลง และต้องจ่ายภาษีเพื่อเป็นเบี้ยบำนาญให้แก่ผู้สูงอายุจำนวนมาก ทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจถดถอยลง ทางแก้ที่เห็นผลในระยะสั้นที่สุดก็คือการต้อนรับชาวต่างชาติที่อยู่ในวัยทำงานเข้าสู่สังคมเกาหลี ผู้อพยพจะช่วยเพิ่มจำนวนแรงงาน และจ่ายภาษีที่จะนำไปเป็นรัฐสวัสดิการสำหรับประชาชนต่อไป

อีกหนึ่งปัญหาที่เกาหลีกำลังประสบคือการเจาะตลาดยุโรป และอินเดีย รวมถึงบางประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การปรับตัวให้เป็นสากลทำให้เกาหลีตระหนักความเป็น “พหุวัฒนธรรม” มากกว่าในอดีต แม้กระแสเกาหลี (Korean wave)อย่าง K-pop K-drama K-food หรือ K-beauty จะเป็นที่รู้จักในเอเชียตะวันออก และทวีปอเมริกาแล้ว แต่เป้าหมายของการส่งออกยังไม่หยุดเพียงเท่านี้

ในสมัยของประธานาธิบดีมุนแจอิน(2017-2022) รัฐบาลเกาหลีประกาศใช้นโยบาย New Southern Policy เพื่อเอาชนะใจประเทศคู่ค้าอย่างอินเดีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เห็นได้จากการสนับสนุนให้กระแสเกาหลีมีความเป็นสากล และเป็นที่ชื่นชอบในกลุ่มประเทศดังกล่าว ผ่านการแลกเปลี่ยน และสร้างความสัมพันธ์เชิงวัฒนธรรมกับคนในท้องถิ่น เช่น การผลิตภาพยนตร์ร่างทรง (랑종, 2021) ร่วมกับประเทศไทย หรือการผลิตวงเกิลกรุ๊ปไอดอลเกาหลีให้มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ เช่น Blackpinkหรือ (G)I-dleซึ่งมีสมาชิกในวงเป็นคนไทย คนจีน และไต้หวัน เพื่อให้คนในภูมิภาคนั้น ๆ บริโภคกระแสเกาหลีมากขึ้น

สื่อเกาหลีในปัจจุบันไม่ได้ใช้นักแสดง หรือศิลปินชาวเกาหลีล้วนอีกต่อไป มีชาวต่างชาติอย่าง ชาวตะวันออกกลาง หรือยุโรป อเมริกันเข้ามาร่วมสร้างผลงาน เด็กลูกครึ่งที่เคยถูกมองว่าเป็นพวกนอกคอก กลับเป็นที่ชื่นชอบเพราะรูปร่างหน้าตาดี และยังเป็นที่ต้องการในวงการถ่ายแบบโฆษณา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กมล บุษบรรณ์จากสาขาภาษาเกาหลี คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ชวนตั้งข้อสังเกตว่า ในพื้นที่ที่กระแสเกาหลีเข้าไปไม่ถึงอย่างยุโรป ก่อนหน้านี้ชาวยุโรปไม่สนใจที่จะเต้นโคเวอร์ K-pop แต่พอเห็นความหลากหลายเชื้อชาติในวงไอดอล เช่น ลิซ่าที่มีความเอเชียผสมฝรั่ง ทำให้ชาวยุโรปเกิดความต้องการบริโภคสื่อเกาหลีมากขึ้น เพราะมองว่าต้นแบบเข้าถึงง่ายกว่าชาวเกาหลีแท้ ๆ

เพื่อให้ประเทศอยู่รอดท่ามกลางปัญหาสังคมผู้สูงวัย รวมถึงส่งเสริมนโยบายภาพลักษณ์ที่เป็นสากล รัฐบาลเกาหลีในปัจจุบันยังคงสนับสนุนการแต่งงานกับต่างชาติอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ ศูนย์การศึกษาเกาหลีในแต่ละประเทศ (Korean Education Center) เช่น ประเทศไทย เปิดหลักสูตร “ความหลากหลายทางวัฒนธรรม”สำหรับคนไทยที่แต่งงาน หรือมีแผนจะแต่งงานกับคนเกาหลี เพื่อให้คนท้องถิ่นเรียนรู้วัฒนธรรม และปรับตัวเข้ากับสังคมเกาหลีมากที่สุด

เป็นไปได้ว่านโยบายรัฐข้างต้นอาจถูกส่งต่อผ่านสื่อบันเทิง เช่น ละคร หรือภาพยนตร์ อย่างซีรีส์ Moving พลังพิเศษของเหล่า K-Hero ไม่เพียงแต่จะขยายฐานsoft power เกาหลีให้เป็นที่รู้จักในเวทีโลกมากขึ้น แต่ยังสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกให้เกาหลีเสมือนว่าตัวละครและเนื้อเรื่องกำลังเป็น message ส่งไปยังผู้ชมทั่วโลกว่าตอนนี้สังคมเกาหลีใต้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว ความแตกต่างทางเชื้อชาติ และความหลากหลายทางวัฒนธรรมไม่ใช่สิ่งที่แปลกประหลาดอีกต่อไป แต่เป็นสิ่งที่ควรจะถูก “ยอมรับ”ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่มีความเท่าเทียมกัน

บรรณานุกรม

  • ภาษาไทย
  • กมล บุษบรรณ์. (2564). การส่งเสริมการส่งออก K-Pop และ K-Drama ในช่วงโควิด-19. [Video clip]. Facebook.
  • https://facebook.com/watch/?v=400184198130057
  • Hong, Euny. (2560). กำเนิดกระแสเกาหลี. (วิลาส วศินสังวร, แปล). โอ. เอส. พริ้นติ้ง เฮ้าส์.
  • Hyun Ah Moon. (2560.) การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจเกาหลี และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างครอบครัวเกาหลี. (พรรนิภา ซอง, แปล). จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
  • Tudor, Daniel. (2565). มหัศจรรย์เกาหลี: จากเถ้าถ่านสู่มหาอำนาจทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม(ฐิติพงษ์ เหลืองอรุณเลิศ, แปล). บุ๊คสเคป.
  • ภาษาอังกฤษ
  • Kim, M. & Woo, H. (2022). Redefining Multicultural Families in South Korea: Reflections and Future Directions. Ithaca, NY: Rutgers University Press.
  • ภาษาเกาหลี
  • 동북지방통계청. (2018). <대구광역시 다문화가정 / 경상북도 다문화가정>다문화 사회로의 변화, 우리도 함께 해요!. http://naver.me/FkPgquwg
  • 한국민족문화대백과사전. [n.d.]. 호적. https://bit.ly/3iVBP4D
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...