โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

“อาเซียน ซัมมิท 2023” สนามประลองอำนาจจีน-สหรัฐ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 09 ก.ย 2566 เวลา 08.41 น. • เผยแพร่ 09 ก.ย 2566 เวลา 07.49 น.

“อาเซียนเป็นศูนย์กลาง สรรค์สร้างความเจริญ” (ASEAN Matters : Epicentrum of Growth) คือหัวข้อหลักของวาระการเป็นประธานอาเซียนในปี 2023 ของอินโดนีเซีย ซึ่งจัดการประชุมผู้นำอาเซียน 2023 (ASEAN Summit 2023) ที่กรุงจาการ์ตา เมื่อวันที่ 5-7 กันยายนที่ผ่านมา

ปีนี้ทั้งสองมหาอำนาจ สหรัฐและจีนไม่มีผู้นำสูงสุดมาร่วมการประชุม ฝั่งสหรัฐอเมริกาส่ง“กมลา แฮร์ริส” (Kamala Harris) รองประธานาธิบดีมาแทน ด้านจีนส่งนายกรัฐมนตรี “หลี่ เฉียง” (Li Qiang) มาร่วมประชุม

การ “ไม่มา” ของประธานาธิบดี โจ ไบเดน (Joe Biden) ของสหรัฐ ทำให้มีการวิเคราะห์ถึงการเดินเกมของสองมหาอำนาจว่า สหรัฐล้มเหลวในการท้าทายอำนาจของจีนที่ครอบงำภูมิภาคอาเซียนอยู่

ในทางกลับกันก็ชวนให้ตั้งคำถามว่า “อาเซียน” มีความสำคัญมากอย่างที่พูดกันมาก่อนหน้านี้หรือไม่

ไม่ว่าคำตอบในท้ายที่สุดจะเป็นอย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากการประชุมอาเซียนครั้งนี้ ดูเหมือนว่าอาเซียนมีความสำคัญต่อสหรัฐน้อยกว่าที่มีความสำคัญต่อจีน เพราะอย่างน้อย ๆ ผู้นำจีนก็ได้มาใช้เวทีอาเซียนในการแสดงบทพระเอกให้โลกเห็น โดยเตือนว่าไม่ควรเริ่ม “สงครามเย็นครั้งใหม่” และเตือนอาเซียนว่า“อย่าเลือกข้าง” ขณะที่ฝั่งสหรัฐไม่ได้เคลื่อนไหวอะไรให้เห็นว่าอาเซียนมีความสำคัญ

“ในเวลานี้ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องต่อต้านการเลือกข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง การเผชิญหน้าแบบกลุ่ม และสงครามเย็นครั้งใหม่” นายกฯหลี่ เฉียง ของจีนกล่าว

อีกทั้งผู้นำจีนและอาเซียนได้ลงนามในเอกสารใหม่หลายฉบับในการประชุมเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2023 รวมถึงการยกระดับ “ความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน” (ACFTA) แม้ว่าบรรยากาศระหว่างจีนกับหลายประเทศในอาเซียนกำลังมาคุ จากกรณีแผนที่ใหม่ของจีนที่ขีดเส้นกินพื้นที่ในทะเลจีนใต้ไปถึง 90% แต่ประเด็นความตึงเครียดเรื่องนี้ก็ไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยกันในการประชุม

ด้านสหรัฐอเมริกาไม่มีผลลัพธ์อะไรที่เป็นรูปธรรม “กมลา แฮร์ริส” เพียงเน้นย้ำถึงการรักษาคำมั่นสัญญาด้านการป้องกันและป้องปรามของสหรัฐที่มีต่ออาเซียนและอินโด-แปซิฟิก และประกาศการก่อตั้ง “ศูนย์สหรัฐ-อาเซียน” ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งศูนย์นี้จะอำนวยความสะดวกต่อการมีส่วนร่วมระหว่างกัน และสนับสนุนการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน ธุรกิจ และสถาบันการศึกษาของสหรัฐกับอาเซียน

เราอาจจะตีความ “ความไม่เคลื่อนไหว” ของสหรัฐในครั้งนี้ได้สองทาง คือ สหรัฐไม่ได้เห็นความสำคัญของอาเซียนเท่าไรนัก หรือสหรัฐต้องการหารือกับประเทศสมาชิกอาเซียนภายใต้กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจอินโด-แปซิฟิก (IPEF) ที่สหรัฐเพิ่งก่อตั้งขึ้น โดยที่ไม่มีจีนร่วมงานด้วย รวมถึงต้องการหารือเฉพาะรายประเทศที่สหรัฐให้ความสำคัญ อย่างที่เห็นได้จากการที่ไบเดนจะไปเยือนเวียดนามหลังการประชุม G20 ในเวลาใกล้ ๆ กันนี้

เตอูกู เรซาซยาห์ (Teuku Rezasyah) ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยปัดจัดจารันในอินโดนีเซีย มองว่า สหรัฐยังคงเป็นผู้นำในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกในแง่ภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคง แต่จีนมีอิทธิพลมากกว่าในแง่มุมทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และความเป็นหุ้นส่วนในด้านโครงสร้างพื้นฐาน

เขาตั้งข้อสังเกตถึงความเกรงใจและการให้ความสำคัญที่อาเซียนมีต่อจีนด้วยว่า แม้ว่าก่อนหน้านี้ สมาชิกอาเซียนบางประเทศปฏิเสธแผนที่ของจีน แต่ผู้นำอาเซียนก็ไม่มีถ้อยแถลงโจมตีหรือต่อต้านแผนที่นี้ในระหว่างการประชุม ซึ่งอาจเป็นเพราะผู้นำอาเซียนไม่ต้องการให้นายกฯหลี่ เฉียง ของจีนไม่พอใจแล้วออกจากการประชุมไป

ด้าน ดอน แม็คเลน กิลล์ (Don McLain Gill) นักวิเคราะห์และอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเดอลาซาลในฟิลิปปินส์ มองว่า การที่โจ ไบเดน และสี จิ้นผิง ไม่ร่วมประชุมนั้น ไม่ได้ให้ผลลัพธ์ที่แตกต่าง แต่สะท้อนให้เห็นว่าผู้นำทั้งสองประเทศไม่ได้สนใจที่จะมีส่วนร่วมแบบพหุภาคีกับอาเซียนอย่างจริงจัง

ทั้งนี้ มีรายงานว่าผู้นำชาติต่าง ๆ ในอาเซียนรู้สึกผิดหวังต่อการไม่เข้าร่วมประชุมของโจ ไบเดน แต่ในกรณีของจีนนั้นเป็นที่รู้กันว่าจะส่งนายกรัฐมนตรีเข้าร่วมการประชุมอาเซียนเป็นประจำ ประธานาธิบดีไม่ค่อยมาร่วมประชุมเองอยู่แล้ว

ฮูลิโอ อามาดอร์ (Julio Amador) ซีอีโอของบริษัทวิจัย “อามาดอร์ รีเสิร์ช เซอร์วิสเซส” (Amador Research Services)ในฟิลิปปินส์วิเคราะห์ว่า ความผิดหวังของอาเซียนสะท้อนให้เห็นว่า การมีอยู่ของสหรัฐนั้นมีความจำเป็นอย่างมาก และประเทศสมาชิกอาเซียนรู้สึกไม่สมดุลเมื่อไม่มีไบเดน

มุมมองของอามาดอร์ชวนให้คิดว่า หรือจริง ๆ แล้วไบเดนต้องการให้อาเซียนได้ “รู้สึก” ว่า จะน่าหวาดหวั่นแค่ไหนถ้าไม่มีสหรัฐอยู่เคียงข้าง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...