ฉันมีพี่ชาย 7 คน
ข้อมูลเบื้องต้น
ฉันมีพี่ชาย 7 คน [我有七个大佬哥哥]
*** ลิขสิทธิ์ถูกต้องภายใต้หจก. EnJoyBook ***
ได้รับลิขสิทธิ์ออนไลน์ (Digital license) สำหรับแปลขายลงบนเว็บไซต์ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ 100%
สงวนลิขสิทธิ์
เผยแพร่ครั้งแรกใน SHANGHAI SEVENCAT CULTURE MEDIA CO., LTD.
การแปลนี้จัดร่วมกับ SHANGHAI SEVENCAT CULTURE MEDIA CO., LTD.
ลิขสิทธิ์แปลไทย ⓒ ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ็นจอยบุ๊ค
---------------------------------------
นิยายแปลเรื่อง ฉันมีพี่ชาย 7 คน [我有七个大佬哥哥]
ผู้แต่ง : 垂耳兔 ผู้แปล : ฟางฟาง[芳芳]
จำนวน 609 ตอนจบ
อ่านตอนล่วงหน้าก่อนใคร คลิก >> https://bit.ly/3W5r3uR
เรื่องย่อ: อายุแค่ห้าขวบแต่หนวนหน่วนก็ต้องลุกมาขึ้นเขาผ่าฟืนให้อาหารไก่เสียแล้ว ชีวิตน้อย ๆ ช่างอาภัพนัก ชายชราที่คอยเลี้ยงดูก็ตายจาก ทิ้งเธอไว้ในกระท่อมโกโรโกโสเพียงลำพัง แต่แล้ววันหนึ่งรถหรูก็มาจอดเทียบถึงบ้าน บอกว่าเธอเป็นสมบัติล้ำค่าตระกูลกู้ หนวนหน่วนฟังไม่ผิดใช่ไหม ตระกูลที่รวยซะยิ่งกว่ารวยนั่นน่ะเหรอ? แล้วพี่ชายทั้งเจ็ดคนของตระกูลนี้ก็ไม่ธรรมดากันทั้งนั้น พวกเขาจะต้อนรับเธอในฐานะน้องสาวหรือเปล่านะ? เหล่านักเผือกของหมู่บ้านเองก็ทำตาโตเท่าไข่ห่านหลังเห็นคนที่ลงมาจากรถ ที่บอกว่าหนวนหน่วนเป็นลูกสาวที่หายไปหมายความว่ายังไง โอ๊ย น่าอิจฉาซะจริง! ได้ยินมาว่าลูกชายตระกูลนั้นสืบทอดใบหน้าหล่อเหลากันมาทุกคน แถมยังเพียบพร้อมไปด้วยความสามารถ บางคนเป็นถึงดาราดังเลยนะ! เหอะ เอาเถอะ หนวนหน่วนไปอยู่ที่นั่นก็คงถูกรังแก ไม่มีทางถูกรักหรอก ถึงจะคิดแบบนั้น แต่ไหงได้ข่าวอีกที เด็กคนนี้ถึงกลายเป็นดวงใจพวกพี่ชายกันได้นะ
หนวนหน่วนทำได้ยังไงกัน!
คุณอาจจะชอบเรื่องนี้
บทที่ 1 หนวนหน่วน
บทที่ 1 หนวนหน่วน
เมฆหมอกยามเช้าเริ่มปกคลุมไปทั่วตัวหมู่บ้านเล็ก ๆ ไม่นานแถวของรถยาวเหยียดที่ขับเข้ามาก็ทำลายความเงียบสงบของหมู่บ้านที่ตั้งอยู่บนเขาแห่งนี้เสียสิ้น
ชาวนาผิวคล้ำคนหนึ่ง มือหนึ่งถือจอบ อีกมือหนึ่งกำวัชพืช เห็นแล้วก็ลุกขึ้นยืนเหยียดตัวตรง เหลียวมองรถหรูที่เคยเห็นแค่ในทีวีจนรถแล่นไปลับสายตา
“ที่รัก คิดว่ารถพวกนั้นราคาเท่าไหร่?”
คนในรถย่อมเป็นเศรษฐี เพราะมีเพียงเศรษฐีที่สามารถขับรถมูลค่าสามแสนหยวนชวนอิจฉาตาร้อนแบบนี้ได้ เหล่าชาวบ้านต่างเข้าใจว่าหมู่บ้านมีผู้มีอิทธิพลมาเยือนเสียแล้ว รถที่แล่นผ่านหน้าไปดูโฉบเฉี่ยวกว่าคันเมื่อครู่เป็นเท่าตัว
ตามคำบอกเล่าของคนหนุ่มสาวในหมู่บ้าน รถหนึ่งคันมีราคาหลายล้าน สำหรับคนที่ยังชีพด้วยการขุดหาอาหารในทุ่งนาแล้วถือเป็นเงินมหาศาล ว่ากันว่าคนบ้านนั้นมีรถมากกว่าหนึ่งคัน!
“ไป ๆ รีบไปดูกันเร็วเข้า!”
หมู่บ้านเล็ก ๆ บนภูเขาแห่งนี้ไร้ซึ่งแสงสีเสียง ดังนั้นการทำอะไรที่ต่างจากเดิมอาจทำให้ทั้งหมู่บ้านแตกตื่น แม้แต่คนจากเมืองใหญ่ การมีรถหรูยาวขับตามกันเป็นแถวแบบนี้ก็ชวนน่าตกใจอยู่ไม่น้อย แล้วจะนับประสาอะไรกับหมู่บ้านเล็ก ๆ แบบนี้
รถหรูจอดเรียงรายอยู่หน้ากระท่อมไม้ซุงทรุดโทรมพร้อมร่วงเอนหลังหนึ่ง สายตาของชาวบ้านรอบข้างต่างจ้องมองมาอย่างประหลาดใจ พวกเขากรูเข้ามาดู ตามมาด้วยเสียงพูดคุยกระซิบกระซาบ
“เห็นอะไรไหม? ครอบครัวของหนวนหน่วนมาล่ะ”
“เดี๋ยวนะที่รัก แสดงว่าครอบครัวของหนวนหน่วนร่ำรวยมากเลยสิ ดูน่าจะมาจากตระกูลผู้ลากมากดีนะ เสี่ยวหลิวบอกว่ารถพวกนั้นเก่าและหายาก แถมยังแพงมากอีกต่างหาก”
ท่ามกลางเสียงที่พูดคุยกัน จู่ ๆ ก็มีเสียงแทรกบทสนทนาที่ฟังดูไม่ลงรอยดังขึ้นมา
หญิงชราที่กำลังแกะทุบเมล็ดแตงโมเอ่ยขึ้น คำพูดค่อนข้างเฉียบคมและแฝงไปด้วยความนัย “งั้นเด็กคนนั้นยังจะอยากอยู่ที่แบบนี้อีกเหรอ? เหอะ… หนวนหน่วนเติบโตมาในหมู่บ้านบนภูเขา คงจะชื่นชอบครอบครัวที่มีฐานะร่ำรวยน่าดู”
คำพูดเหล่านั้นกระทบเข้ากับหูของบอดี้การ์ดที่เฝ้าอยู่ด้านนอกพอดี พวกเขาจึงมองมาด้วยสายตาดุดัน
จู่ ๆ หญิงชราก็แทะเมล็ดแตงโมต่อไม่ลง ด้วยความที่เธอเป็นเพียงผู้หญิงบ้านนอก และไม่เคยพบเห็นเหตุการณ์แบบนี้ ประกอบกับว่ากลัวที่จะถูกทุบตี เธอจึงรีบพาหลานชายที่กำลังน้ำลายไหลในขณะที่กำลังจ้องมองไปที่รถของคนอื่นออกไป
หลังจากนั้น เสียงร้องของเด็กรูปร่างอ้วนท้วมก็ดังลั่นขึ้นหลังได้เห็นรถ ก่อนจะค่อย ๆ สงบลงแล้วตามมาด้วยเสียงของหญิงชราที่ให้คำมั่นสัญญากับหลานว่าจะซื้อรถให้เขาในอนาคต
ชาวบ้านที่ยืนมองรู้สึกหวาดกลัวเช่นกัน แต่หลังจากที่สองย่าหลานเดินจากไปพวกบอดี้การ์ดชุดดำก็ไม่ได้ให้ความสนใจพวกเขาอีก ดังนั้นผู้คนโดยรอบจึงกล้ากระซิบกระซาบต่อ บางคนกล่าวอวยพรให้หนวนหน่วนมีชีวิตที่ดีในอนาคต ส่วนบางคนก็เย้ยหยันหญิงชราเมื่อครู่
ภายในกระท่อมไม้ แต่ละห้องค่อนข้างสะอาดและเป็นระเบียบ แต่ถึงอย่างนั้นบุคคลที่ยืนอยู่ตรงทางเข้าก็แต่งตัวค่อนข้างเรียบหรู ดูแล้วช่างไม่เข้ากับบรรยากาศของบ้านนี้เอาเสียเลย
เด็กหญิงตัวเล็กผอมบางผู้เป็นเจ้าของกระท่อมหลังเล็กจ้องมองพวกเขาอย่างประหม่าและวิตกกังวลนิดหน่อย เธอมีดวงตาฉ่ำน้ำกลมโตราวกับลูกองุ่นสีดำ ส่วนของตาขาวชัดเจน มองรวมกันแล้วให้ความรู้สึกน่ามองเป็นพิเศษ
ผู้หญิงท่าทางสง่างามก้าวเดินช้า ๆ ไปหาเด็กหญิงตัวน้อยด้วยนัยน์ตาแดงก่ำ เธอเอื้อมมือไปกุมมือเล็ก ๆ ของเด็กน้อยตรงหน้าอย่างระมัดระวัง เพียงได้สัมผัสในใจก็พลันสั่นไหว
“หนูชื่อหนวนหน่วนใช่ไหม ฉันเป็นแม่ของหนูนะ” ผู้หญิงคนนั้นสะอื้น เอ่ยด้วยเสียงสั่นเครือ ดวงตาของเธอทวีสีแดงก่ำ พอสูดจมูกได้ฟืดหนึ่งก็มองไปที่เด็กหญิงตัวเล็กผอมบางตรงหน้า แต่แล้วไม่นาน มุมปากของเธอก็ยกยิ้มขึ้นราวกับยินดีที่ได้พบสมบัติล้ำค่าของตนเองที่หายสาบสูญไป
หนวนหน่วนจ้องมองผู้หญิงสวยสง่าตรงหน้าด้วยความประหม่า ใช้ดวงตากลมโตสดใสมองกลับไป เห็นผู้เป็นแม่แล้วหัวใจเธอก็อ่อนไหว มือที่บางและน่าเกลียดของเธอถูกกอบกุมเอาไว้ หนวนหน่วนคิดในใจว่าเธอไม่คู่ควรที่จะได้รับจึงพยายามดึงมือกลับ แต่ก็ไม่สามารถทำเช่นนั้นได้
ผู้หญิงตรงหน้ายังคงกุมมือเล็ก ๆ ที่ดูไม่น่าจับของเด็กหญิงด้วยสัมผัสที่นุ่มนวลและมั่นคง
“หนวนหน่วน กลับบ้านกับแม่ดีไหมจ๊ะ?”
ทว่าได้ฟังแล้วเด็กหญิงวัยห้าขวบผู้สวมชุดสีขาวเนื้อตัวขาวสะอาดสะอ้านสีหน้าไม่สู้ดีนัก ถ้ามองใกล้ ๆ จะเห็นว่าใบหน้าน้อย ๆ มีเค้างดงาม เพียงแต่มันถูกบดบังอยู่ภายใต้เรือนผมที่ยุ่งเหยิง
นัยน์ตาสีดำสั่นไหว ขับประกายสว่างสดใสไปที่ผู้หญิงตรงหน้า ไม่นานน้ำตาก็พรั่งพรูออกมา ราวกับไม่ยินยอมกับสถานการณ์ตรงหน้าแต่อย่างใด
ไม่รู้ว่าเพราะสาเหตุใดหนวนหน่วนถึงรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจขึ้นมา
ผู้เป็นแม่เอามือเล็ก ๆ เช็ดน้ำตาอย่างเงอะงะ “อย่าร้องไห้”
คำพูดที่ว่า ‘อย่าร้องไห้’ ช่างแผ่วเบาและน่าฟังมาก คำพูดเพียงสองพยางค์ทำให้ความรู้สึกภายในจิตใจยิ่งเอ่อล้น ผู้หญิงตรงหน้าไม่สามารถหักห้ามใจที่จะไม่ร้องไห้ได้ เธอสวมกอดเด็กน้อยที่จากไปนานถึงสามปีไว้ในอ้อมแขนก่อนจะร้องไห้ออกมา
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเธอเอาแต่ตกอยู่ในความหวาดกลัวที่เสียลูกไป ในที่สุดตอนนี้ก็ได้สุขใจที่ได้เด็กน้อยกลับคืน
ชายหนุ่มวัยกลางคนรูปร่างหน้าตาหล่อเหลาและสง่างามเดินเข้ามาสวมกอดผู้เป็นภรรยาและลูกสาวไว้ในอ้อมแขน ราวกับว่าอยากสร้างที่หลบภัยและความรู้สึกมั่นคงให้กับทั้งสอง
ทันทีที่หนวนหน่วนถูกทั้งสองสวมกอด เธอก็รู้สึกถึงความอบอุ่นอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน ในใจแอบรู้สึกละโมบ ไม่อยากถูกพรากความอบอุ่นแบบนี้ไปอีก
ผลพวงของการร้องไห้ทำเอาแสบจมูก ดวงตาของหนวนหน่วนแดงก่ำ หยดน้ำตาเม็ดใหญ่ที่ไหลลงมาจากดวงตาทำเอาภาพตรงหน้าพร่าเลือนไปหมด
และในตอนนั้น เด็กชายที่อายุเพียงสิบสองปีเดินสะเปะสะปะเข้ามาอย่างไม่สบอารมณ์ เขาเหลือบมองเด็กน้อยเจ้าของกระท่อม เอ่ยออกมาว่า
“ก็หาเจอแล้วไม่ใช่เหรอ จะร้องไห้กันอยู่ทำไม!”
ตามรูปลักษณ์ที่สืบทอดกันมาประจำตระกูลกู้ พวกเขามีรูปร่างหน้าตาดีทั้งตระกูล แต่ถึงอย่างนั้นจะรู้ได้อย่างไรว่าเด็กผู้หญิงคนนี้เป็นน้องสาวของเขาที่ตกจากหน้าผาไปในวันนั้น
เห็นเด็กคนนี้แล้วเขาคงไม่แม้แต่จะกล้าเอ่ยปากบอกเพื่อนว่าตนเองมีน้องสาว ดูเธอเข้าสิ น่ารังเกียจสิ้นดี ถ้าคนอื่นอยากไล่เธอ เขาก็คงไม่ลังเลที่จะร่วมผสมโรง
น่ารำคาญชะมัด
“ไอ้เด็กตัวเหม็นคนนี้หนิ กลับไปที่รถซะ อย่ามาทำตัวอ่อนแอแถวนี้!”
แววตาของกู้หลินโม่ฉายแววเจ็บปวดเมื่อมองร่างเล็กตรงหน้า เด็กน้อยผอมบางจนลมพัดแทบปลิวอยู่แล้ว ในที่สุดลูกสาวคนนี้ก็หวนคืนสู่ตระกูล หน้าที่อย่างเดียวที่เขาควรทำก็คือไม่ทำให้เธอรู้สึกว่าตนเองไม่เป็นที่ต้อนรับสำหรับครอบครัวนี้
“ไปกันเถอะ ผมไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว!”
กู้อันเชิดหน้าตัวเองขึ้นอย่างเย่อหยิ่ง สองมือล้วงเข้าในกระเป๋ากางเกง ท่าทางประหนึ่งว่าตนเองไร้ที่ติ
กู้หลินโม่กำหมัดแน่น
“ไม่ต้องกลัวนะหนวนหน่วน นี่คือพี่ชายคนเล็กของลูก เขาชอบทำตัวน่ารังเกียจแบบนี้แหละ ถ้าเขารังแกลูก ให้มาบอกพ่อกับแม่ หรือจะบอกพี่น้องคนอื่นก็ได้ ครอบครัวเราจะคอยสั่งสอนเขาเอง ลูกจะได้ไม่ถูกรังแก”
ดวงตากลมโตของหนวนหน่วนจดจ้องพี่ชายผู้ทะนงตัวราวกับไก่แจ้ชูคอ ก่อนจะถูกน้ำเสียงอ่อนโยนของแม่ดึงกลับมาจากภวังค์ เธอได้แต่ตอบกลับไปพร้อมกับน้ำเสียงที่ยังคงประหม่าอยู่
“ค่ะ”
แม้ว่าจะเป็นคำพูดเพียงพยางค์เดียว แต่กลับทำให้ผู้ใหญ่ทั้งสองเอ็นดูอย่างเหลือเชื่อ คุณหญิงกู้ใช้มือสัมผัสเรือนผมนุ่ม ๆ ของลูกสาวก่อนจะร้องไห้ออกมาอีกครั้ง
ตอนลาจากหมู่บ้านบนภูเขา พ่อและแม่ของหนวนหน่วนก็ได้นำของขวัญไปมอบให้บรรดาชาวบ้าน
ทุกคนต่างทราบกันดีว่า ตั้งแต่ชายชราที่รับเลี้ยงหนวนหน่วนได้เสียชีวิตลง เธอก็ใช้ชีวิตมาเพียงลำพังเป็นปี คนในหมู่บ้านต่างห่วงใยคอยช่วยเหลือ แต่บางคนก็ไม่แม้จะชายตามอง
สำหรับผู้ที่คอยช่วยเหลือลูกสาว สองสามีภรรยาได้ให้ของขวัญอย่างสมน้ำสมเนื้อ ส่วนผู้ที่รังแกลูกสาวสุดที่รัก พวกเขาไม่อาจใจกว้างที่จะให้อภัย
ถึงพวกเขาไม่สามารถปกป้องลูกสาวสุดที่รักได้อย่างถึงที่สุด แต่ก็ไม่อยากปักใจเอาเรื่องกับผู้คนที่มารังแก
เพราะท้ายที่สุด พวกเขาก็ตระหนักได้ว่ามันเป็นความผิดของพวกเขาเองที่สูญเสียหนวนหน่วนไป โชคดีที่คนส่วนใหญ่ในหมู่บ้านนี้รับหนวนหน่วนไว้ดูแลด้วยความใจดี
ก่อนจะจากไป หนวนหน่วนก็รวบรวมความกล้าทั้งหมดโดยใช้มือเล็ก ๆ ดึงเสื้อผ้าของคุณหญิงกู้ไว้
“หนวนหน่วนเป็นอะไรหรือเปล่าจ๊ะ”
คุณหญิงกู้ย่อตัวนั่งลง ก่อนจะมองไปที่หนวนหน่วนแล้วพูดคุยกับเธอด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
ใบหน้าของหนวนหน่วนขึ้นสีแดงก่ำด้วยความเขินอาย เสียงของเธอจึงแผ่วเบาราวกับลูกแมวตัวน้อย
“เป็นไปได้ไหม ถ้าหนูจะพาต้าหวงกับเหม่ยฉิวกลับไปด้วย”
หลังจากที่พูดจบ เธอก็ก้มหน้าลงเล็กน้อยอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ก่อนจะใช้ถูนิ้วชี้เข้าด้วยกัน บ่งบอกได้ดีว่าไม่สบายใจ เด็กน้อยกำลังกลัวว่าพวกเขาจะไม่ชอบหากเธอเอ่ยถามมากเกินไป
คุณหญิงกู้วางฝ่ามืออุ่นลงบนศีรษะของสาวน้อยอย่างแผ่วเบา จากนั้นก็ตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้มเต็มไปด้วยความน่าเชื่อถือ “แน่นอนสิจ๊ะ”
บทที่ 2 หนวนหน่วน พวกเรากลับถึงบ้านแล้ว
บทที่ 2 หนวนหน่วน พวกเรากลับถึงบ้านแล้ว
“นอกจากต้าหวงกับเหม่ยฉิวแล้ว หนวนหน่วนมีอะไรจะเอากลับไปอีกไหมจ๊ะ?”
ต้าหวงกับเหม่ยฉิวที่ว่าคือสุนัขและแมวดำที่เลี้ยงไว้ มันคอยตามติดหนวนหน่วนมาตลอด
“ไม่ ไม่มีแล้วค่ะ"
เมื่อได้ยินว่าสามารถพาต้าหวงกับเหม่ยฉิวไปด้วยได้ ใบหน้าของหนวนหน่วนก็ปรากฏรอยยิ้ม
“เหอะ… หมากับแมวอัปลักษณ์แบบนี้จะไปมีประโยชน์อะไร ฮัสกี้ที่เพื่อนรักของฉันเลี้ยงไว้สวยและสง่ากว่าตั้งเยอะ ไว้จะพาไปดู!”
กู้อันเชิดหน้าขึ้น มองไปยังสุนัขขนสีน้ำตาลไหม้และแมวดำด้วยสายตาถูกเหยียดหยาม
แต่หลังจากที่พูดจบ เขาก็รู้สึกเสียใจ ถ้าเขาอยากจะให้สาวน้อยคนนี้พบกับฮัสกี้ ก็แปลว่าต้องพาเธอไปพบเพื่อนสนิทของเขา ไม่ได้นะ จะปล่อยให้เพื่อนของเขารู้ว่าเขามีน้องสาวไม่ได้ เพราะน้องสาวของเขาคนนี้มันน่ารังเกียจ
ให้เอาสุนัขตัวนี้กลับบ้านน่ะถูกแล้ว ยัยเด็กคนนี้จะได้เล่นกับมันแทน
“หุบปากซะ!”
กู้อันลุกลี้ลุกลนเมื่อถูกพ่อของตนจับจ้องมา เขาเงยหน้าขึ้น สบตาผู้เป็นพ่ออย่างไม่เชื่อสายตา ทำไมพวกพ่อถึงด่าเขา? แน่จริงก็ตีเขาเลยสิ ถ้ากล้าพอ!
“หนวนหน่วน อย่าไปสนใจพี่โง่ ๆ ของหนูเลย พี่ชายของลูกมันไร้สมอง”
คุณหญิงกู้เกรงว่าหนวนหน่วนจะรู้สึกไม่ดี เธอจึงต้องอธิบายด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนกว่าเดิม จากนั้นก็มองคาดโทษไปยังกู้อัน
หนวนหน่วนเม้มริมฝีปาก ยกยิ้มเล็กน้อย อันที่จริง เธอรู้สึกได้ว่าพี่ชายไม่ได้คิดร้ายต่อเธออย่างที่เขาแสดงออกหรอก
ต่อมาพวกชาวบ้านก็มองตามรถหรูที่เคลื่อนตัวออกจากหมู่บ้าน ผู้คนต่างโบกมือลาหนวนหน่วน ถึงแม้ว่าจะรู้สึกอิจฉาที่เด็กสาวได้กลับคืนสู่ครอบครัวที่ร่ำรวยอย่างกะทันหัน แต่ภายในใจก็รู้สึกยินดีอยู่ไม่น้อย
เพราะในที่สุด หนวนหน่วนก็เติบโตมาอย่างดี เธอประพฤติตัวดีและสุภาพอยู่เสมอ ทุกคนในหมู่บ้านต่างเอ็นดูเธอมาก
ยกเว้นอยู่ครอบครัวเดียว…
“คุณย่า คุณย่า ผมอยากได้ของขวัญ! ทุกคนมีแต่ผมยังไม่มีเลย ผมอยากได้ของขวัญ แล้วก็อยากได้รถคันนั้นด้วย…”
เด็กชายอายุเจ็ดขวบรูปร่างอ้วนท้วมกำลังนอนร้องไห้เกลือกกลิ้งไปทั่วพื้นโดยไม่สนว่าตนเองจะเปรอะเปื้อนมากแค่ไหน ส่วนหญิงชราที่เขาเรียกว่าคุณย่าก็ทำหน้าบูดบึ้งมากขึ้นกว่าเดิม ทุกคนในหมู่บ้านได้รับของขวัญ แต่ครอบครัวของหญิงชรากลับไม่ได้ของขวัญสักชิ้น คิดแล้วก็อับอายขายขี้หน้าอย่างยิ่ง
แล้วตอนนี้หลานชายก็กำลังเอะอะโวยวาย ทำให้ทุกคนในหมู่บ้านมองเป็นตัวตลก หญิงชราจึงต้องลงโทษหลานชายเป็นครั้งแรก
“ฉันต้องการของขวัญที่ไหนล่ะ? ครอบครัวของพวกเราไม่ได้ขาดแคลนอาหารหรือเครื่องดื่มที่ถึงขั้นจะต้องขอทานใคร เหอะ… จะอวดดีอะไรขนาดนั้น ยังไงฉันก็เลี้ยงดูยัยเด็กนั่นมา ก็แค่เด็กขี้ขลาดตาขาวหรอก!”
“นี่ แม่เฒ่าจ้าว จะคิดยังไงก็ช่าง แต่ก่อนหน้านี้ทำกับหนวนหน่วนยังไงก็รู้อยู่แก่ใจไม่ใช่เหรอ ปล่อยให้หลานชายรังแกหนวนหน่วน ทำเป็นไม่รับรู้อะไร พ่อแม่ของหนวนหน่วนไม่เอาเรื่องถือว่าดีแค่ไหนแล้ว ถ้ายังสร้างเรื่องวุ่นวายที่นี่ สักวันพวกเขาจะรับรู้ เดี๋ยวก็เดือดร้อนหรอก”
หญิงชราหรี่ตา ผินหน้าไปทางรถคันหรูที่กำลังเคลื่อนตัวออกไป
“อะไรที่ยิ่งหายาก ก็ยิ่งเสียมาก อีกไม่นานหรอก…”
“แม่เฒ่าจ้าวก็ควรซื่อสัตย์กับการกระทำและคำพูดของตนเองนะ ไม่เห็นหรือว่าเกิดอะไรขึ้นกับเด็กที่ประพฤติดีและสุภาพอย่างหนวนหน่วน? ฉันดูออกว่าพ่อแม่เธอตามหาเธออย่างยากลำบาก”
แม่เฒ่าจ้าวพูดด้วยน้ำเสียงยากที่จะให้อภัย “ใครจะรู้เรื่องหลังม่านของตระกูลร่ำรวยพวกนั้นได้ รอดูต่อไปเถอะ เจ้าหนวนหน่วนตัวน้อยจะต้องพบเจอช่วงเวลาที่ยากลำบากอย่างแน่นอน”
ความจริงแล้วภายในใจหญิงชราอิจฉาแทบเจียนตาย เด็กขี้แพ้คนนั้นจะมีพ่อแม่ที่รวยขนาดนี้ได้อย่างไร? หากสิ่งนี้เกิดขึ้นกับหลานชายของเธอแทนคงจะเป็นเรื่องดี
มองเข้าไปในบนรถหรูตอนนี้ หนวนหน่วนกำลังนั่งอยู่ด้านหลังกับพี่ชาย เพราะได้นั่งติดกัน กู้อันเลยมองขึ้นลง สำรวจร่างของน้องสาวตนเอง เธอผอมบาง อีกทั้งยังดูขี้อายมากอีกต่างหาก
“เธออายุเท่าไหร่ ทำไมตัวเล็กจัง”
เขาเปรียบเทียบส่วนสูงอย่างภาคภูมิใจ
“ฉันสูงกว่าเธอมากเลยแฮะ!”
ตอนนี้เขาไม่ได้เตี้ยที่สุดในครอบครัวอีกแล้ว
“ห้า… ห้าขวบ”
หนวนหน่วนตอบอย่างเขินอาย
“ห้าขวบแล้วก็ยังดูเด็กน้อยอยู่เลย เหมือนกับเด็กสามขวบไม่มีผิด เหอะ… ต่อไปเธอก็กินให้มากกว่านี้ล่ะ ถ้ามีคนมาเจอเข้าคงได้เข้าใจผิด คิดว่าบ้านเรากำลังอดอยากแน่ แล้วก็… ถ้าอยู่ข้างนอกก็ไม่ต้องมาพูดคุยกับฉัน ตอนไปโรงเรียนห้ามบอกใครเด็ดขาดว่าฉันเป็นพี่ชายเธอ ไม่อย่างนั้นฉันจะทุบเธอแน่!”
ขณะที่เขาพูดก็ได้ชูกำปั้นขึ้นมาแสดงพลังของตน
หนวนหน่วนยอมเชื่อฟังอย่างว่าง่าย
“กู้อัน!!!”
เสียงพูดดังกึกก้องมาจากหน้ารถ น้ำเสียงที่เปล่งออกมาแสดงถึงความโกรธอย่างยิ่ง ไม่นานใบหูของกู้อันก็โดนบิดโดยผู้เป็นแม่ผู้ที่มีบุคลิกอ่อนโยน
แต่ยังดีที่ว่ากู้หลินโม่ไม่สามารถหันมาสมทบด้วยได้ ไม่เช่นนั้น เจ้ากู้อันตัวน้อยอาจโดนคู่สามีภรรยาจัดการแพ็คคู่
“เด็กนี่หนิ ทำมาตกใจ ไม่โดนตีแค่สามวันทำไมถึงทำตัวแบบนี้ พูดกับน้องแบบนี้ได้ยังไง?”
“โอ๊ย ๆๆ หม่าม๊า ผมเจ็บ ไม่อ่อนโยนกับลูกแล้วเหรอ แล้วผมพูดอะไรผิดตรงไหน ยัยเด็กนี่ผอมมาก หน้าตาก็ไม่ดี น้องสาวคนอื่นผิวขาวเนียนกันทั้งนั้น ออกไปพบคนอื่นคงอายเขาตาย!”
กู้หลินโม่ได้ยินเข้าก็โกรธมาก เขาตบเข้าที่หัวของกู้อันดังผัวะ
“เด็กคนนี้นี่! เดี๋ยวน้องก็ไม่สนใจแกหรอก!”
หนวนหน่วนมองดูภาพครอบครัวอย่างตื่นตาตื่นใจ เมื่อเห็นพี่ชายตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบาก เธอก็กระวนกระวายใจน้อยลง เริ่มมีรอยยิ้มน้อย ๆ ในนัยน์ตาคู่โต
ตระกูลกู้ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในตระกูลที่ร่ำรวยและมั่งคั่งที่สุดในหลินเฉิง แม้ว่าจะมีอายุเพียงสามชั่วอายุคน แต่ทายาทรุ่นใหม่ก็ทำได้ดี ทายาททุกคนของตระกูลล้วนเป็นอัจฉริยะ ธุรกิจของครอบครัวยิ่งเฟื่องฟูหลังอยู่ในมือของพวกเขา ทำให้ตอนนี้ตระกูลกู้กลายเป็นตระกูลที่ร่ำรวยที่สุดในประเทศ
เมื่อเดินทางมาถึงคฤหาสน์ของครอบครัวกู้ หนวนหน่วนจ้องมองดูโลกที่แปลกประหลาดภายนอกจากกระจกรถด้วยความหวาดหวั่น คฤหาสน์ที่สวยงามและใหญ่โตเช่นนี้เป็นสถานที่ที่เธอจะอาศัยอยู่ในอนาคตจริงหรือ? มันให้ความรู้สึก… เหมือนฝัน
พื้นที่ช่างกว้างใหญ่เมื่อเทียบกับที่เธอเคยอยู่มาก่อนหน้า ทำให้หนวนหน่วนรู้สึกตนเองช่างต้อยต่ำ ความวิตกกังวลพลันพรั่งพรูขึ้นมา แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่แสดงอารมณ์พวกนั้นออกมา
มืออันอ่อนโยนคู่หนึ่งจับนิ้วที่พันกันยุ่งเหยิงของเธอ
“หนวนหน่วน เรากลับถึงบ้านกันแล้วนะ”
หนวนหน่วนจ้องมองผู้เป็นแม่และพ่อผู้แสนอ่อนโยน พอเห็นว่ามีครอบครัวคอยให้กำลังใจ เด็กน้อยจึงพยักหน้าลงอย่างหนักแน่น
เหมือนกับลูกแมวที่ก้าวเข้าสู่ดินแดนใหม่ เธอเดินตามหลังพ่อแม่ที่คุ้นเคยอย่างเขินอาย สายตาเหลือบมองโดยรอบอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็เดินตามเข้าไปในประตูบ้านอย่างเชื่อฟัง
หลังจากนั้น บุคคลที่เดินตรงมาหาคือชายชราในชุดสูทสีดำ บนเรือนผมมีผมสีขาวแซมอยู่เป็นส่วนใหญ่ เขายืนตัวตรงสง่า บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มอ่อนโยน
“นายท่าน นายหญิง ในที่สุดก็กลับมาแล้วหรือครับ”
“พวกเราหิวแล้ว บอกป้าหลิวให้ช่วยเตรียมอาหารที่ชอบให้หน่อยนะ”
แม้จะถูกบ้องหัวไปหยก ๆ แต่กู้อันก็จำได้ว่าตนยังไม่ได้ทานอะไร เมื่อลงจากรถเขาก็สวมบทนายน้อยผู้หยิ่งผยองและจองหองประจำตระกูลกู้ทันที
ผู้ดูแลคฤหาสน์ตอบกลับด้วยรอยยิ้ม “เตรียมไว้พร้อมแล้วขอรับ”
พลันสายตาของเขาก็จ้องมองไปที่เด็กหญิงตัวเล็ก ทว่าพอเห็นหน้าหนวนหน่วน เขาก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ไม่นานดวงตาก็ย้อมสีแดงก่ำ มุมปากฉาบรอยยิ้มอันแสนอ่อนโยน
ผู้ดูแลคฤหาสน์พยายามอย่างหนักที่จะควบคุมมืออันสั่นเทาของตนเองเพื่อไม่ให้คนตัวเล็กหวาดกลัว เขาจึงลดเสียงพูดลง
“คุณหนวนหน่วน ยินดีต้อนรับกลับบ้าน ปู่กำลังรออยู่เลย”
เหมือนมาก… ช่างเหมือนเหลือเกิน…
แต่เห็นรูปร่างผอมบางของหนวนหน่วนแล้ว เขากลับรู้สึกทุกข์ทรมานใจเหลือเกิน
กู้หลินโม่กับแม่บ้านหันมามองหน้ากัน เห็นได้ชัดว่าพวกเขากำลังคิดอะไรอยู่ในใจ
“นี่คือคุณปู่ผู้ดูแลบ้าน”
คุณหญิงกู้ลูบผมหนวนหน่วนอย่างอ่อนโยน แนะนำตัวลูกน้อยให้ทุกคนฟังด้วยรอยยิ้ม
บทที่ 3 คุณปู่
บทที่ 3 คุณปู่
หนวนหน่วนกุมมือผู้เป็นแม่เอาไว้ เงยหน้ามองผู้ดูแลคฤหาสน์ด้วยรอยยิ้มเขินอาย ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
บุคลิกที่สุภาพอ่อนน้อมและวางตัวดีของเธอช่างพบเจอได้ยาก
ผู้ดูแลคฤหาสน์เอ่ยขึ้นเป็นครั้งที่สองอย่างเศร้าใจ ดวงตาของเขายังคงแดงก่ำ “คุณหนูผอมมากเลย ควรทานให้เยอะ ๆ นะครับ ทางเราไม่ทราบว่าคุณหนูชอบทานอะไร จึงเตรียมตามอาหารโปรดของนายท่านและท่านหญิง”
คุณหญิงกู้พยักหน้าด้วยรอยยิ้ม “ต้องขอโทษที่ทำให้ลำบากนะ”
ขณะที่กำลังเดินไปยังห้องนั่งเล่น ชายชราที่นั่งรออยู่อย่างใจจดใจจ่อก็ไม่สามารถนั่งนิ่งได้เมื่อเห็นหลานชายเข้ามา
“กลับมาแล้วรึ น้องสาวแกอยู่ไหน”
กู้อันทำหน้ามุ่ยทันที แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังมีความเกรงอกเกรงใจเมื่ออยู่ต่อหน้าชายชรา
“คุณปู่ กังวลอะไรขนาดนั้นครับ ทุกคนกำลังเดินมาแล้วนี่ไง ทำไมทุกคนเอาแต่สนใจแต่เด็กนั่นกันนะ ไม่เห็นหัวผมบ้างเลย”
ชายชราหันไปมองหลานชาย “ถ้าใจเย็นลงบ้างก็จะดีต่อตัวแกนะ”
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากข้างนอก ชายชราก็อดใจรอแทบไม่ไหว เขาลุกยืนขึ้นแล้วจัดเสื้อผ้าของตนเองอย่างเป็นระเบียบ ก่อนจะรีบนั่งลงพร้อมกับชุดที่ดูสง่างาม แต่เมื่อคิดพิจารณาอีกครั้ง เขาอาจทำให้หลานสาวที่น่ารักของตนเกิดตกใจได้ เขาจึงผ่อนสีหน้าลง
ชายชราคนนี้ โดยปกติใช้เวลาส่วนใหญ่ในห้างสรรพสินค้า ตอนนี้เขารู้สึกประหม่าอยู่ไม่น้อย แต่หากบอกใครว่าประหม่า ก็คงไม่มีใครเชื่อ
แต่ทั้งหมดคือความจริง
“คุณพ่อครับ”
ชายชราพยักหน้าให้ลูกชายและลูกสะใภ้ สายตาจับจ้องไปยังหลานสาวร่างผ่ายผอมที่ยืนอยู่ถัดจากพวกเขา เมื่อมองไปที่ใบหน้าของหนวนหน่วน จู่ ๆ เขาก็ลุกขึ้นยืน ดวงตาทั้งคู่เบิกกว้าง มือทั้งสองข้างสั่นเล็กน้อย
“นี่… นี่มัน…”
กู้หลินโม่รีบลูบหลังชายชราเพื่อปลอบให้เขาตั้งสติ “คุณพ่อ ใจเย็น ๆ ก่อน”
“ตกลง ตกลง ตกลง…”
ชายชราตอบตกลงซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยริมฝีปากสั่นเครือ เขาอดใจไม่ไหว เดินเข้าไปหาหนวนหน่วน คุกเข่าลง รอยยิ้มอันอ่อนโยนของเขาฉายแววอยู่ในดวงตาที่ตื่นตระหนกของเด็กหญิงตัวเล็ก
“ไม่ต้องกลัวนะหนวนหน่วน ฉันเป็นคุณปู่ของหนู”
“ทำไมผอมแบบนี้ล่ะ”
“หนวนหน่วนของเราผ่านความทุกข์ยากมามาก ต่อไปในอนาคตหลานจะไม่ลำบากอีกแล้วนะ”
เขาสวมกอดคนตัวเล็กไว้ในอ้อมแขนแน่นจนตัวสั่นเทา อันที่จริงแล้วเขาไม่จำเป็นต้องตรวจพิสูจน์ทางสายเลือดเลยด้วยซ้ำว่านี่คือหลานสาวของตนเองหรือไม่
หนวนหน่วนไม่สามารถรู้ได้ว่าเหตุใดคุณปู่จึงเศร้าใจ เธอยืนนิ่งอยู่ในอ้อมกอดของเขาอย่างเชื่อฟัง ริมฝีปากเม้มแน่น ค่อย ๆ ใช้มือน้อย ๆ ยกขึ้นปาดน้ำตาบนใบหน้าของชายชราอย่างระมัดระวัง ดวงหน้าฉายชัดว่ากำลังเขินอาย
“คุณปู่ ไม่ร้องไห้นะคะ”
เธอปลอบเขาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
ชายชรามองไปยังเด็กหญิงตัวน้อยแล้วพยักหน้าซ้ำ ๆ
“ปู่ไม่ได้ร้องเพราะเศร้าใจ แต่เพราะปู่มีความสุขมาก”
เสียงของเขาช่างอ่อนโยนอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ทำให้กู้อันที่ยืนมองตกตะลึงอยู่ไม่น้อย
คุณปู่ยังมีความอ่อนโยนอยู่ภายในจิตใจอีกเรอะ? ร้องไห้เป็นด้วย! เหลือเชื่อ!!!
เมื่อได้ยินเด็กหญิงตัวน้อยเรียกตนว่าคุณปู่ ชายชรารู้สึกอบอุ่นในใจยิ่งนัก ในที่สุดเขาก็มีหลานสาวสักที แถมยังเป็นหลานสาวที่เชื่อฟัง หน้าตาภรรยาผู้ล่วงลับของเขาอีกต่างหาก
“นี่ ลูกสาวเราเก่งจังเลย”
เมื่อได้รับคำชม ใบหน้าของหนวนหน่วนขึ้นสีแดงเรื่อด้วยความเขินอาย เมื่อพบว่าชายชราใจดี เธอก็ไม่จำเป็นต้องเกรงกลัวสิ่งใดอีกต่อไป ดวงตากลมโตที่สวยสดใสจึงจดจ้องมองชายชราอย่างไม่หวั่นเกรง
ชายชราเองก็อ่อนโยนลงเมื่ออยู่กับเธอ
“หลานสาวของเราสวยมาก โดยเฉพาะตา เหมือนของคุณย่าเป๊ะ ๆ เลย แถมยังฉลาดพูด เป็นเด็กดี แค่เนื้อตัวผอมบางเกินไป ต่อไปต้องดูแลให้ดี ให้เธอทานเยอะ ๆ จะได้อ้วนท้วนหน่อย ดูดีขึ้นอย่างแน่นอน”
กู้อันที่กำลังนั่งรออาหารเย็นมองไปที่หนวนหน่วนอยู่หลายรอบ คิดว่าปู่ของตนอาจแก่มากแล้ว สายตาจึงพร่ามัว มองอย่างไรถึงบอกว่าเด็กนี่นั่นสวย?
เขาจินตนาการไม่ออกจริง ๆ ว่าหนวนหน่วนจะหน้าตาดีขนาดไหนหากเธอถูกเลี้ยงจนอ้วนท้วมอย่างที่ว่า อัปลักษณ์แบบตอนนี้สิถึงเพลินตาเป็นที่สุด
กู้อันมิวายสงสัยว่าน้องสาวคนนี้จะเป็นอย่างไร ถ้าหน้าตาดีขึ้นมาภายหลัง
ผู้เฒ่ากู้อุ้มหนวนหน่วนขึ้น พูดคุยกันอยู่สักพัก เมื่ออาหารพร้อมจึงเริ่มทานพร้อมกันทั้งครอบครัว ยกเว้นกู้อันไว้คนหนึ่ง
ผู้เฒ่ากู้ตักอาหารลงในชามของหนวนหน่วน
“หนวนหน่วนลองกินกุ้งตัวนี้สิ”
“ปลาไม่มีก้าง หนวนหน่วนทานได้เลยนะ ไม่ต้องกังวล”
“สังขยาอร่อยมาก ลูกแม่ควรกินให้เยอะกว่านี้นะ แล้วดื่มนมสักแก้วหลังกินข้าว ต่อไปตัวจะได้สูง ๆ”
เมื่อพิจารณาไปรอบ ๆ ผู้ใหญ่ทั้งสามขยันกันเอาอกเอาใจเธออย่างมาก ต่างกับเอาใจกู้อันลิบลับ นั่นจึงทำให้เด็กชายโกรธมาก
“ทุกคนทำเกินไปแล้วนะ เอาแต่ห่วงน้องไม่สนใจผมเลย!”
สิ้นเสียงทุกสายตาก็หันไปจับจ้องที่กู้อัน จากนั้นผู้เป็นพ่อก็หยิบปีกไก่ขึ้นแล้ววางลงในชามของเขาด้วยรอยยิ้มเชือดเฉือน กู้อันจึงต้องหลบสายตา
“มา เดี๋ยวพ่อดูแลแกเอง!”
ชายชราปรายตามองก่อนจะหยิบตะเกียบแล้วคีบผักให้หลานชาย
“อันอัน ดูเหมือนช่วงนี้จะน้ำหนักขึ้นนะ อย่าเพิ่งกินเนื้อสัตว์เยอะ กินผักให้มากขึ้นดีกว่า โภชนาการจะได้สมดุล”
กู้อัน “….”
ทำเวรทำกรรมอะไรไว้เนี่ย!
ภายใต้แรงกดดันจากสายตาทั้งสามคู่ กู้อันจึงต้องจำใจยอมทานผักและปีกไก่ในชามอย่างน่าสมเพช
เหอะ ทำไมครอบครัวของเขาต้องมีน้องสาว มีแค่พ่อกับแม่ก็เพียงพอแล้ว!
เอ๊อะ ยังมีคุณปู่อีกคนนี่หว่า!
เมื่อเห็นว่าทุกคนให้ความสนใจกับพี่ชายของตนเอง หนวนหน่วนก็รู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก แต่อาหารในชามก็ชิ้นค่อนข้างใหญ่และแข็งจนเธอเคี้ยวแทบไม่ได้
โชคดีที่ผู้ใหญ่ทั้งสามเหมือนจะคิดได้ว่าอาหารที่ตักให้เธอนั้นเยอะพอแล้วจึงไม่ได้ตักมาเพิ่มให้หนวนหน่วนอีก เมื่อรับประทานอาหารเสร็จ คุณหญิงกู้ก็พาขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าข้างบน
เธอพาหนวนหน่วนไปยังห้องหนึ่ง ผลักประตูออกแล้วจูงมือเล็ก ๆ เดินเข้าไป
“หนวนหน่วน จากนี้ไปนี่คือห้องของลูกนะ”
พิศมองโดยรอบแล้ว หนวนหน่วนเห็นว่าห้องนี้มีขนาดใหญ่กว่าบ้านไม้ที่เธอเคยพักอาศัยมาก อีกทั้งการตกแต่งที่หรูหราชวนฝันภายในนั้นช่างเหนือจินตนาการ ความรู้สึกแปลกใหม่นี้ทำให้ปากของเธออ้ากว้างขึ้น
“ห้องนี้คือ… ของหนวนหน่วนเหรอคะ?”
หนวนหน่วนยอมรับความจริงด้วยความรู้สึกมึนงงเล็กน้อย ราวกับตนยังอยู่ในโลกความฝัน
“ใช่แล้ว ทั้งห้องเตรียมไว้ให้หนวนหน่วนโดยเฉพาะเลย ทั้งของเล่นบนเตียงแล้วก็โต๊ะตรงนั้น พอได้ไปโรงเรียนแล้ว หนูเก็บหนังสือและเก็บของตรงนี้นะ…”
คุณหญิงกู้แนะนำของในห้องให้หนวนหน่วนได้รู้จักทีละอย่าง คำพูดที่อ่อนโยนของเธอทำให้เด็กน้อยคลายความกังวลใจลงได้อย่างรวดเร็ว
เมื่อเปิดตู้เสื้อผ้าออกดู ข้างในมีเสื้อผ้าและกระโปรงสวย ๆ เต็มไปหมดจนหนวนหน่วนไม่กล้าแม้แต่จะมอง
แต่สิ่งที่ทำให้ประหลาดใจก็คือมีเสื้อผ้าทารกที่ใส่ไม่ได้แล้ววางอยู่ด้วย
คุณหญิงกู้เดินเข้าไปหยิบเสื้อผ้าตัวเล็ก ๆ พวกนั้นออกมาบางส่วน เธอดึงหนวนหน่วนมานั่งบนเตียงแล้วพูดพร้อมกับแววตาที่แดงก่ำ
“เสื้อผ้าพวกนี้ แม่เตรียมไว้ให้ตั้งแต่ลูกยังเด็ก ซื้อให้ใหม่ทุกปีในวันเกิดของลูกเลยนะ แม่น่ะ หวังว่าวันหนึ่งลูกกลับมาจะได้ใส่ชุดที่เตรียมไว้ให้”
หนวนหน่วนจ้องมองชุดและกระโปรงที่สวยงามพวกนั้น มันโดนจัดวางอย่างเป็นระเบียบอยู่ในตู้ เห็นแล้วก็เคืองจมูก แววตาเริ่มพร่าเลือนไปด้วยน้ำตา ไม่อาจมองเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้อย่างชัดเจน
กลับกลายเป็นว่า… ที่ผ่านมายังมีคนเฝ้ารอเธออยู่เสมอ เธอไม่ใช่เด็กที่ไม่มีใครต้องการ
“ลูกสาวของแม่… กลับมาสักที ดีจริง ๆ”
คุณหญิงกู้อุ้มลูกสาวตัวน้อยไว้ในอ้อมแขน ไม่มีใครนอกจากครอบครัวของเธอเองที่รู้ว่าการสูญเสียลูกสาวตัวน้อยแห่งตระกูลกู้นั้นทำให้เสียใจมากแค่ไหน เธอถึงกับเคยอยากตายด้วยซ้ำ
โชคดีที่เด็กสาวรอดชีวิตมาได้เพราะคนในหมู่บ้านเล็ก ๆ นั่นช่วยไว้ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เธอไม่เคยละทิ้งความพยายามในการตามหาลูกสาวตัวน้อยเลย ตราบใดที่มีข่าวคราวเกี่ยวกับเธอ ไม่ว่าหนทางจะลำบากแค่ไหนก็จะไปหาให้จนได้ ถึงแม้จะเจอข่าวที่ผิดหวังก็ตาม
แต่ถึงอย่างไร เธอก็ไม่ล้มเลิกการตามหาลูกสาว เพราะเธอคิดถึงลูกสาวตัวน้อยสุดหัวใจ
ตอนได้ยินข่าวของหนวนหน่วน ทั้งครอบครัววิตกกังวลกันมาก จนได้เห็นใบหน้าของหนวนหน่วน ทุกคนก็มั่นใจในทันทีว่าเด็กน้อยคนนี้เป็นลูกสาวของพวกเขาอย่างแน่นอน
พวกเขามั่นใจโดยไม่จำเป็นต้องตรวจสอบทางสายเลือดเพื่อให้ทุกอย่างกระจ่างชัดแจ้งเลย