โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ไส้เลื่อนผู้หญิงก็เป็นได้ ผู้ชายยิ่งต้องรู้

เชียงใหม่นิวส์

อัพเดต 21 เม.ย. 2566 เวลา 11.54 น. • เผยแพร่ 21 เม.ย. 2566 เวลา 04.54 น. • Chiang Mai News

เรามักจะได้ยินว่าไส้เลื่อนเกิดขึ้นกับผู้ชาย แต่ในความเป็นจริงแล้ว โรคนี้สามารถเกิดขึ้นกับผู้หญิงได้ เมื่อไหร่ก็ตามที่มีภาวะความผิดปกติ ควรเข้ารับการตรวจกับแพทย์ผู้ชำนาญ เพื่อหารอยโรคว่าเข้าข่ายที่จะเกิดโรคไส้เลื่อนหรือไม่

ไส้เลื่อนคืออะไร?
ไส้เลื่อนเป็นความผิดปกติทางกายวิภาค มีช่องว่างผิดปกติเกิดขึ้น โดยอาจมีลำไส้ แผ่นไขมัน หรืออวัยวะอย่างอื่น ผ่านเข้าไป ซึ่งประเภทของไส้เลื่อนจะมีทั้งภายในและภายนอก โดยบริเวณภายนอกจะมีรูที่ผนังหน้าท้อง โดยมากมักเกิดตรงบริเวณขาหนีบเป็นหลัก ซึ่งอยู่ในกลุ่มไส้เลื่อนภายนอก

  • ไส้เลื่อนขาหนีบ
    เป็นไส้เลื่อนที่พบได้บ่อยที่สุด 3 ใน 4 ของไส้เลื่อนทั้งหมด โอกาสเกิดในเพศชายสูงกว่าเพศหญิง 9 เท่า พบในผู้ป่วยชายเป็นหลัก เป็นไส้เลื่อนที่เกิดจากผนังหน้าท้องส่วนล่างหย่อนยาน เนื่องจากการพัฒนาเจริญเติบโต การผ่านของอัณฑะมาจากในช่องท้องลงไปยังถุงอัณฑะ เป็นไส้เลื่อนที่เคลื่อนออกมาตามรูเปิดบริเวณขาหนีบ ทำให้โอกาสที่จะเกิดความอ่อนแอที่ผนังหน้าท้องสูงกว่าผู้ป่วยหญิง
  • ไส้เลื่อนภายนอกอื่นๆ : ไส้เลื่อนสะดือ
    ในผู้ป่วยเด็กมีลักษณะเหมือนสะดือจุ่น ไส้เลื่อนกลับเข้า-ออกได้ ไม่มีอาการแสดง มีโอกาสมากที่ผู้ป่วยจะหายเองได้ แต่ในขณะเดียวกัน ควรพบกุมารแพทย์และศัลยแพทย์กุมาร เพื่อดูอาการ โดยโอกาสที่จะตัดสินใจผ่าตัดมีน้อย ซึ่งแพทย์มักจะให้ผู้ป่วยดูอาการไปก่อน จนกระทั่ง 4 -5 ปี เพื่อวินิจฉัยตัดสินใจผ่าตัดอีกครั้ง สำหรับผู้ป่วยผู้ใหญ่ ลักษณะสะดือจุ่น อาจเกิดจากสาเหตุต่างๆ ที่ทำให้ความดันในช่องท้องเพิ่มขึ้น เช่น การมีท้องมานน้ำ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยผ่าตัด
  • ไส้เลื่อนแผลผ่าตัด
    หมายถึง ไส้เลื่อนที่อาจจะเกิดหลังจากการผ่าตัด มีลักษณะเป็นแผลจากการผ่าตัด ไม่ว่าจะผ่าโรคใดก็ตาม มีโอกาสที่จะเกิดไส้เลื่อนแผลผ่าตัดขึ้นได้ เนื่องจากแผลผ่าตัดตรงผนังหน้าท้องด้านในมีการแยกกัน ทำให้เกิดลักษณะเหมือนมีไส้เลื่อนยังบริเวณหน้าท้อง จะสังเกตได้จากลักษณะหลังจากผ่าตัด ผ่านไปซักพักแผลจะเริ่มโปร่งขึ้น ทำให้ลำไส้ผ่านเข้า-ออก ซึ่งถือว่าเป็นโรคที่รักษายาก

สาเหตุและปัจจัยที่ทำให้เกิดไส้เลื่อนขาหนีบ
เกิดจากอะไรก็ตามที่ทำให้ความดันในช่องท้องมากขึ้น หรือทำให้เนื้อเยื่อมีความอ่อนแอลง ทุกอย่างที่จะทำให้เกิดเป็นปัจจัยเสี่ยง

ความเสี่ยงของการเกิดไส้เลื่อนขาหนีบในกลุ่มอายุต่างๆ คือเมื่ออายุมากขึ้น เนื้อเยื่อโดยธรรมชาติความอ่อนแอจะเพิ่มขึ้น ยิ่งอายุมากโอกาสที่จะเป็นปัจจัยเสี่ยงของไส้เลื่อนจะยิ่งสูงมากขึ้นเท่านั้นตามอายุ

บุคคลที่เสี่ยงภาวะไส้เลื่อน ได้แก่

  • ผู้ป่วยที่มีภาวะไอเรื้อรัง
  • ผู้ป่วยที่มีภาวะท้องผูกเรื้อรัง
  • ผู้ป่วยต่อมลูกหมากที่มีปัญหาปัสสาวะลำบาก
  • ผู้ที่มีน้ำหนักเกิน
  • ผู้ป่วยที่มีภาวะท้องมานน้ำ เช่น ผู้ป่วยตับวายเรื้อรัง ผู้ป่วยไตวายที่ได้รับการฟอกไตผ่านเยื่อบุช่องท้อง
  • เพศชาย
  • ผู้สูงอายุ
  • ผู้ที่ยกของหนักเป็นประจำ
  • การสูบบุหรี่
  • กลุ่มผู้ป่วยเด็กที่คลอดก่อนกำหนด
  • สตรีมีครรภ์

ทั้งนี้ ในกลุ่มผู้ป่วยเด็กเป็นกลุ่มที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นไส้เลื่อนช่องท้องได้ ซึ่งในวัยเด็ก 10 ปี แรกอุบัติการเกิดไส้เลื่อนสูง เมื่อเทียบกับกลุ่มวัยรุ่นหรือกลุ่มในผู้ใหญ่ตอนต้น เนื่องจากเกิดความผิดปกติทางการพัฒนารูในอัณฑะ ที่มีการเลื่อนตัวลงมาโดยที่ไม่ปิดและทำให้มีรูค้างอยู่ ทำให้มีโอกาสเกิดไส้เลื่อนได้ ซึ่งในผู้ป่วยเด็กไม่มีความจำเป็นที่ผนังหน้าท้องที่อ่อนแอลง โดยเฉพาะเด็กคลอดก่อนกำหนดมีโอกาสที่จะเกิดไส้เลื่อนจะสูงกว่า

อาการของโรคไส้เลื่อน มีดังนี้

  • คลำพบก้อนนูนในบริเวณที่เกิดโรค โดยเฉพาะเวลายกของ เบ่ง ไอ จาม
  • มักจะดันก้อนกลับไปในช่องท้องได้ หากนอนราบลง
  • มีอาการปวดบริเวณก้อนนูนนั้นๆ
  • อาจมีอาการปวดท้องได้ หากมีภาวะไส้เลื่อนติดคาบริเวณที่เกิดโรค

ภาวะแทรกซ้อนของโรคไส้เลื่อน : ภาวะไส้เลื่อนติดคา เป็นลักษณะที่มีลำไส้ผ่านรูที่ผิดปกติ แต่ไม่สามารถดันกลับเข้าไปได้ ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงลำไส้ได้ลำบาก จึงเกิดภาวะขาดเลือดตามมา จึงทำให้เกิดไส้เลื่อนติดคา เป็นภาวะที่อันตรายมากหากขาดเลือดจนเกิดการแตกทะลุ มีหนอง และทำให้เกิดการติดเชื้อ ถึงขั้นเสียชีวิตได้หากไม่ได้รับการรักษาที่ทันท่วงที

การวินิจฉัยโรคไส้เลื่อน ทำได้โดย

  • การซักประวัติ
  • การตรวจร่างกาย
  • การส่งตรวจพิเศษ อาทิ การตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง การตรวจด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า โดยมีความเที่ยงตรงในการวินิจฉัยมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์

การรักษาโรคไส้เลื่อน : การรักษาโรคไส้เลื่อนเป็นโรคทางกายวิภาค เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะไม่สามารถหายเองได้ หากไม่ได้แก้ไขด้วยการผ่าตัด ดังนั้น ในปัจจุบันจึงไม่มียาที่รักษาไส้เลื่อนให้หายได้ วิธีการรักษาจะกระทำโดยการผ่าตัด ซึ่งมีหลายรูปแบบด้วยกัน ได้แก่ การผ่าตัดแบบเปิดใส่ตาข่าย การผ่าตัดแบบผ่านกล้อง และหากผู้ป่วยมีความเสี่ยงในการผ่าตัดสูง การเฝ้ารอดูอาการแบบเฝ้าระวังก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งหลังจากได้รับการประเมินจากแพทย์แล้ว

ถึงแม้จะมีการรักษาโรคไส้เลื่อนหายแล้ว แต่โอกาสเป็นซ้ำหลังผ่าตัดสามารถเกิดขึ้นได้ เนื่องจากแรงดันในช่องท้องพยายามที่จะดันรอยโรคที่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และหากผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดไปแล้ว การวินิจฉัยของแพทย์อาจจะยากขึ้นเช่นกัน เพราะฉะนั้นให้หมั่นสังเกตความผิดปกติของร่างกายเป็นประจำ หากมีความกังวล ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาแนวทางการรักษาของโรคต่อไป.

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : ผศ.นพ.ม.ล.พันธุ์ภัทร์ จักรพันธุ์ อาจารย์หน่วยศัลยศาสตร์ทางเดินอาหารส่วนต้น ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มช.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...