โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

ปวดท้องตรงกลาง มีสาเหตุจากโรคอะไร ปวดแค่ไหนควรพบแพทย์?

GedGoodLife

อัพเดต 04 ก.ค. 2566 เวลา 13.27 น. • เผยแพร่ 29 มี.ค. 2566 เวลา 08.43 น. • GED good life ชีวิตดีดี

อาการปวดท้องเป็นอะไรที่ซับซ้อน เพราะในช่องท้องของเราเต็มไปด้วยอวัยวะที่แตกต่างกันมากมาย โดยเฉพาะอาการ “ปวดท้องตรงกลาง” ที่หลายคนมักเป็นกันบ่อย ไม่ว่าจะปวดตรงบริเวณสะดือ เหนือสะดือขึ้นไป หรือปวดทั่ว ๆ ท้อง เป็น ๆ หาย ๆ อาการเหล่านี้จะมีสาเหตุจากอะไร อาจเสี่ยงโรคอะไรบ้าง? GED good life มีคำตอบมาฝากแล้ว ใครกำลังปวดอยู่ มาเช็กอาการกันเลย

ปวดท้องตรงกลาง ไม่หายสักที มีสาเหตุจากอะไร?

1. โรคกรดไหลย้อน(Gastroesophageal Reflux Disease / Gerd)

หากคุณมีอาการปวดท้องตรงกลาง ร่วมกับอาเจียนเป็นประจำ ปวดแสบปวดร้อนในช่องท้องส่วนบน ไปถึงบริเวณกลางอก อาจมีสาเหตุจาก โรคกรดไหลย้อน ถามหา ซึ่งเป็นอาการปวดท้องที่เจอได้บ่อยในยุคนี้ เนื่องจากการกินอาหารไม่ตรงเวลา เครียดกับชีวิตประจำวันเป็นประจำ รวมถึงโรคอ้วน ก็ทำให้ป่วยโรคนี้ได้

อาการสังเกตเบื้องต้น : เช่น เรอเปรี้ยว ปวดแสบปวดร้อนในช่องท้องส่วนบนไปถึงบริเวณกลางอก บางคนอาจมีอาการไอ สะอึก เจ็บคอบ่อย ๆ ก็มีสาเหตุมาจากโรคกรดไหลย้อนได้เช่นกัน

ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง : ป่วยโรคอ้วน กินอาหารแล้วชอบนอนทันที สูบบุหรี่จัด ดื่มชา กาแฟ

อ่านเพิ่มเติม -> 8 ต้นเหตุโรคกรดไหลย้อน รู้เท่าทัน ป้องกันได้!

2. โรคกระเพาะอาหาร หรือ โรคแผลในกระเพาะอาหาร (Gastric ulcer – GU)

คือ โรคที่มีแผลในกระเพาะอาหาร หรือลำไส้เล็กส่วนต้น หรือมีการอักเสบของเยื่อกระเพาะอาหาร เป็นโรคที่พบได้บ่อยในปัจจุบัน ด้วยวิถีชีวิตที่ต้องเร่งรีบทำเวลา ทำให้เรามีพฤติกรรมรับประทานอาหารที่ไม่ถูกต้อง

อาการสังเกตเบื้องต้น : ปวดหรือแสบท้องบริเวณลิ้นปี่เป็น ๆ หาย ๆ แน่นท้อง ท้องอืด ปวดท้องก่อน หรือหลังรับประทานอาหาร

ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง : กินอาหารไม่ตรงเวลา ติดเชื้อแบคทีเรีย H. Pylori สูบบุหรี่ และดื่มแอลกอฮอล์ เครียดบ่อย

อ่านเพิ่มเติม -> ปวดท้องบ่อย ให้ระวัง! โรคกระเพาะอาหาร •สาเหตุ •อาการ •วิธีรักษา

3. แพ้อาหาร (Food Allergy)

ผู้ป่วยที่มีอาการปวดท้องจากการแพ้อาหาร มักมีประวัติการแพ้มาก่อน ไม่ว่าจะเป็นแพ้อากาศ แพ้ฝุ่นละออง หอบ หืด เป็นต้น ก็จะทำให้แพ้อาหารได้ง่ายด้วย

อาการสังเกตเบื้องต้น : มีอาการปวดท้อง อาเจียน ถ่ายเหลว ร่วมกับอาการผื่นคัน ไอมีเสมหะ หายใจไม่สะดวก ลมพิษ

ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง : ผู้ที่มีประวัติการแพ้ต่าง ๆ เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ก็จะแพ้อาหารได้ง่าย

4. นิ่วในถุงน้ำดี(Cholelithiasis หรือ Gallstones)

เป็นโรคในระบบทางเดินอาหาร ที่พบได้บ่อยในผู้ใหญ่ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี และ มักพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย

อาการสังเกตเบื้องต้น : ปวดท้องเหนือสะดือ (ใต้ลิ้นปี่) ท้องอืด แน่นท้อง อาหารไม่ย่อย แต่จะไม่ปวดแสบเหมือนโรคกระเพาะ หน้าซีด ตาเหลือง

ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง : ผู้ที่ชอบรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง คนที่อ้วนมาก ๆ ป่วยเป็นโรคเลือดต่าง ๆ

อ่านเพิ่มเติม -> คลื่นไส้ ท้องอืด แน่นท้อง หน้าเหลือง อาจเสี่ยงเป็นนิ่วในถุงน้ำดี

5. ลำไส้อักเสบ (Enteritis)

คือการอักเสบของลำไส้เล็ก นอกจากนี้ยังอาจรวมถึงกระเพาะอาหาร หรือลำไส้ใหญ่ (enterocolitis) เกิดจากแบคทีเรีย ไวรัส การติดเชื้อปรสิต รวมถึงการรักษาด้วยเคมีบำบัดก็อาจทำให้เกิดลำไส้อักเสบได้

อาการสังเกตเบื้องต้น : ท้องเสีย ปวดท้องบริเวณรอบ ๆ สะดือ ปวดแบบเป็น ๆ หาย ๆ มีไข้สูง (หรือไข้ต่ำ) รู้สึกหนาวสั่น อ่อนเพลีย

ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง : ผู้ป่วยมีระบบภูมิคุ้มกันที่ทำงานผิดปกติ มักจะพบในช่วงอายุ 15 ถึง 40 ปี, ดื่มหรือกินสิ่งที่ปนเปื้อนแบคทีเรีย หรือไวรัส

อ่านเพิ่มเติม -> ลำไส้อักเสบ หายยากไหม สามารถกินอะไรได้บ้าง?

6. โรคลำไส้แปรปรวน (Irritable Bowel Syndrome – IBS)

เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของการทำงานของลำไส้ส่วนปลาย ได้แก่ ปลายลำไส้ใหญ่ และลำไส้เล็ก ที่มีการบีบตัวมากเกินไป ส่งผลให้มีอาการปวดเกร็ง หรืออึดอัดท้องแบบเป็น ๆ หาย ๆ ร่วมกับมีอาการท้องเสีย หรือท้องผูก

อาการสังเกตเบื้องต้น : ปวดท้องบิด ตรงกลาง เป็น ๆ หาย ๆ ท้องเสีย หรือท้องผูก หรือท้องเสียสลับกับท้องผูก ท้องอืด แน่นท้อง ปวดเกร็งบริเวณท้องน้อย หรือใต้สะดือ

ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง : ผู้ที่มักมีความเครียดบ่อย เพราะอาการมักกำเริบเมื่อมีความเครียด ผู้ที่ชอบทาน ชา กาแฟ ผลไม้ตระกูลส้ม ข้าวสาลี ถั่ว

อ่านเพิ่มเติม -> ท้องเสีย ปวดบิดกลางท้อง ให้ระวัง! โรคลำไส้แปรปรวน สาเหตุ อาการ วิธีรักษา

7. ไส้ติ่งอักเสบ (Appendicitis)

เป็นโรคปวดท้องเฉียบพลันที่พบบ่อยที่สุด ถึงแม้ว่าอาการปวดท้องไส้ติ่งมักจะเป็นอาการปวดที่ด้านขวาของท้อง แต่ทว่าอาการเริ่มแรกนั้น จะเริ่มปวดรอบ ๆ สะดือก่อน

อาการสังเกตเบื้องต้น : เริ่มต้นด้วยอาการปวดท้อง ตอนแรกปวดตรงกลางสะดือ ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา จุดปวดนี้ค่อย ๆ ย้ายมาอยู่ที่ท้องน้อยด้านขวา ถ้าเราเอามือกดตรงส่วนนี้ของหน้าท้อง จะยิ่งรู้สึกเจ็บมากขึ้น (ปวดจิ๊ด ๆ ทรมานมากจนแทบทนไม่ได้) ผู้เป็นมักจะมีไข้ขึ้น และอาเจียนติด ๆ กัน

ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง : พบมากในช่วงอายุ 12 – 60 ปี แต่จะพบมากช่วง 10-19 ปี

อ่านเพิ่มเติม -> ไส้ติ่งอักเสบ อาการปวดท้องข้างขวาล่าง ที่ต้องรีบผ่าตัดก่อนไส้ติ่งแตก!

8. ตับอ่อนอักเสบ (Pancreatitis)

ตับอ่อนอักเสบสามารถเกิดขึ้นได้แบบเฉียบพลัน ทำให้มีอาการปวดท้องอย่างรุนแรงในทันที ในรายที่ป่วยรุนแรงมาก อาจเป็นอันตรายจนถึงแก่ชีวิตได้

อาการสังเกตเบื้องต้น : มีอาการปวดท้องรุนแรงบริเวณใต้ลิ้นปี่ ร่วมกับคลื่นไส้อาเจียน ปวดตลอดเวลาจนหายซึ่งอาจใช้เวลา 3-7 วัน แล้วแต่เป็นมากน้อย และอาการปวดอาจลามไปหลังได้ ในรายที่เป็นรุนแรง อาจมีอาการอ่อนเพลียมาก มีจ้ำเขียวขึ้นที่หน้าท้อง หรือรอบ ๆ สะดือ

ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง : ผู้ป่วยที่เป็นนิ่วในถุงน้ำดี และผู้ที่มีพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างหนัก พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง

9. โรคทางนรีเวช (gynecologic diseases)

โรคทางนรีเวช หมายถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับอวัยวะภายในอุ้งเชิงกรานสตรี เช่น มดลูก รังไข่ ท่อนำไข่ ปากมดลูก และช่องคลอด

อาการสังเกตเบื้องต้น : ปวดบริเวณท้องน้อยด้านล่าง ตรงกลาง (หรืออาจจะซ้าย-ขวาก็ได้) อาจเป็นการส่งสัญญาณเตือนของโรคที่เกี่ยวกับมดลูก หรือปีกมดลูกในผู้หญิง หรือการสังเกตความผิดปกติของประจำเดือน เช่น ประจำเดือนมามาก หรือน้อยผิดปกติ มากะปริบกะปรอย เป็นต้น

ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง : เพศหญิงทุกคน

10. กระเพาะปัสสาวะอักเสบ (Cystitis)

อาการปวดท้องในตำแหน่งเหนือหัวหน่าว ปวดแบบหน่วง ๆ หรือปวดท้องน้อย กดที่หน้าท้องแล้วเจ็บ อาจมีสาเหตุจากกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากกระเพาะปัสสาวะติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น อีโคไล ซึ่งเกิดจากการกลั้นปัสสาวะเป็นเวลานาน ทำให้เชื้อโรคในปัสสาวะเจริญเติบโตได้ดี

อาการสังเกตเบื้องต้น : ปวดท้องน้อย ร่วมกับมีอาการปัสสาวะแสบ ขัด สีขุ่น ปัสสาวะบ่อยแบบกะปริบกะปรอย หรือปวดปัสสาวะแต่ปัสสาวะไม่ออก แสบขัดขณะปัสสาวะด้วย ให้สงสัยโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบไว้ก่อนเลย

ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง : มักพบมากในผู้หญิง มากกว่าผู้ชาย พบมากในช่วงอายุ 20-50 ปี (สำหรับผู้หญิงก็เสี่ยงเป็นอาการที่เกี่ยวกับมดลูก และประจำเดือนอีกด้วย), การกลั้นปัสสาวะเป็นเวลานาน, ผู้ป่วยโรคเบาหวาน

เมื่อไหร่ควรพบแพทย์

  • รู้สึกปวดท้องเป็นเวลานานกว่าหนึ่งสัปดาห์
  • อาการปวดค่อนข้างรุนแรง และนานกว่า 24 ชั่วโมง เช่น ปวดมากจนนอนไม่หลับ ปวดจนกินอาหารไม่ได้ เป็นต้น
  • ปวดท้องบิดในลักษณะที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ หรือไม่หายไปภายใน 6 ชั่วโมง
  • ปวดท้องและอาเจียนอย่างมาก มากกว่า 3-4 ครั้ง
  • มีไข้มากร่วมกับอาการปวดท้อง หรือ ปวดท้องร่วมกับหอบเหนื่อย
  • อาการปวดกระจายจากช่องท้องไปยังส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย เช่น ปวดท้องทะลุร้าวไปที่หลัง เป็นต้น

อ้างอิง : 1. doctorshealthpress 2. สสส. 3. clevelandclinic 4. hellokhunmor 5. รพ. พระราม9 6. bangkokhealth 7. mordeeapp

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...