โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ผลบอลพรีเมียร์ลีก "ศึกแดงเดือด" ลิเวอร์พูล ถล่ม แมนฯยูฯ ขาดลอย 7-0

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 06 มี.ค. 2566 เวลา 07.41 น. • เผยแพร่ 05 มี.ค. 2566 เวลา 18.27 น.
REUTERS/Carl Recine

ผลฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ คู่บิ๊กแมตช์ประจำสัปดาห์ ศึกแดงเดือด “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล เปิดแอนด์ฟิลด์ ถล่ม แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด สกอร์ขาดลอย 7-0 ประตู ขยับขึ้นรั้งอันดับ 5 แล้ว

วันที่ 5 มีนาคม 2566 การแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ คู่บิ๊กแมตช์ คู่ดึกประจำสัปดาห์ ศึกแดงเดือด “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนด์ฟิลด์รับการมาเยือนของ “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด แข่งในเวลา 23.30 น. ตามเวลาในไทย

ลิเวอร์พูล ภายใต้การนำทีมของ เยอร์เก้น คลอปป์ ใช้ระบบ 4-3-3 ขณะที่แมนฯยูฯ ของเอริก เทน ฮาก ใช้ระบบ 4-2-3-1 โดยก่อนเกมลิเวอร์พูลค่อนข้างเป็นรอง ซึ่งเกมก่อนหน้าของฤดูกาลนี้ เป็น แมนฯ ยูฯ ที่เฉือนเอาชนะลิเวอร์พูลไปได้ 2-1 ประตู และเพิ่งคว้าแชมป์คาราบาวคัพไปครอง

เกมนี้ลิเวอร์พูลจัด โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โคดี กักโป, ดาร์วิน นูนเญซ อลิสซง เบ็คเกอร์ นำทัพ ด้านทีมเยือนวาง อันโตนี, บรูโน แฟร์นานเดส, มาร์คัส แรชฟอร์ด เป็นแกนหลัก และมีจอมหนึบอย่าง ดาบิด เด เคอา เฝ้าเสาประตู

เริ่มเกมในครึ่งแรกเป็นลิเวอร์พูลที่ครองเกมได้มากกว่า 60 : 40 แต่ก็ทำได้แค่หวาดเสียว ขณะที่แมนฯยูฯโต้กลับมาบางครั้ง และมีโอกาสจบสกอร์ได้ดีกว่า

เกมทำท่าจะเสมอในครึ่งแรก แต่ในช่วงท้ายเกมนาทีที่ 43 จังหวะที่ลิเวอร์พูลรุกเร็ว อลิสซงส่งบอลให้ โรเบิร์ตสัน ที่จ่ายบอลตัดแนวรับแมนฯยูฯให้ โคดี กักโป ทะลุเข้ากรอบเขตโทษ แล้วกักโปล็อกหลบดัดหลังกองหลังแมนฯยูฯ ซัดเข้าไปมุมเสาประตูอย่างสวยงาม

จบครึ่งแรกลิเวอร์พูลออกนำก่อน 1 -0

เริ่มครึ่งหลังมาเพียง 2 นาที ลิเวอร์พูล หนีออกไปเป็น 2-0 จากจังหวะที่แมนฯยูฯเคลียร์บอลกันไม่ขาดในกรอบเขตโทษ และเป็น โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ที่สปีดตามไปถึงเกือบสุดเส้น ก่อนเปิดให้ ดาร์วิน นูนเญซ โฉบมาโหม่งเข้าไปตุงตาข่าย

นาที 50 ลิเวอร์พูลนำห่าง 3-0 จากจังหวะสวนกลับเร็ว โมฮาเหม็ด ซาลาห์ เลี้ยงบอลทะลุขึ้นมาในฝั่งขวาของ แมนฯ ยูไนเต็ด ก่อนจ่ายทะลุช่องให้ โคดี กักโป ซึ่งมุมแทบไม่มีแล้ว แต่กักโปตักบอลผ่านมือ ดาบิด เด เคอา เข้าไปไม่เหลือ

นาที 66 ลิเวอร์พูล หนี แมนฯ ยูไนเต็ด ออกไปเป็น 4-0 จากจังหวะสวนกลับอีกครั้งแล้วบอลแฉลบ สกอตต์ แม็กโทมิเนย์ มาเข้าทาง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ที่ยืนอยู่ในกรอบเขตโทษก่อนเจ้าตัวจะซัดเต็มเท้าเข้าไปตุงตาข่าย

เท่านั้นยังไม่พอนาทีที่ 76 นูนเญซ โหม่งเข้าไปอีก ลิเวอร์พูลหนีห่างเป็น 5-0

ช่วงใกล้ท้ายเกม คล็อปป์ ส่งดิโอโก้ โจต้ากับ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ลงมาแทนกักโป และ นูนเญซ ทำให้ทั้งคู่ซึ่งยิงไปคนละ 2 ประตูในเกมนี้ อดลุ้นทำแฮตทริก ขณะที่ผู้เล่นแมนฯยูฯ หลังถูกยิงทิ้งห่าง ทำให้ไม่ค่อยมีสมาธิในเกม

ต่อมานาทีที่ 83 ซาลาห์ได้ลูกส้มหล่นหน้าประตูอีก ซัดเข้าไปแบบเผาขน ลิเวอร์พูลหนีห่างออกไปอีก 6-0

และก่อนจะครบ 90 นาที ฟีร์มิโน ที่เปลี่ยนตัวลงมา ซัดมุมแคบให้ลิเวอร์พูลนำห่างออกไปอีกเป็น 7-0

จบเกม ลิเวอร์พูล ถล่ม แมนฯยูฯ สกอร์ขาดลอย 7-0

ส่งผลให้ลิเวอร์พูลขยับขึ้นอันดับ 5 ของตาราง แข่งไป 25 นัด มี 42 คะแนน ส่วน แมนฯยูฯ ยังรั้งอันดับ 3 ของตาราง แข่งไป 25 นัดมี 49 คะแนน

และจากชัยชนะในนัดนี้ ทำให้ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ทำสถิติยิงแซง ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ เป็นดาวยิงสูงสุดของลิเวอร์พูลที่ยิงในเกมพรีเมียร์ลีกที่ 129 ประตู แซงหน้า ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ ไปแล้ว รวมถึงซาลาห์ยังยิงในศึก “แดงเดือด” ที่เจอกับแมนฯยูฯแล้ว 6 นัดติดต่อกันด้วย

เยอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือลิเวอร์พูล กล่าวภายหลังเกมว่า เราต้องการผลการแข่งขันและฟอร์มการเล่นที่ดี และนัดนี้เราก็ได้ทั้ง 2 อย่าง ตั้งแต่ออกสตาร์ตเกม ก็เป็นไปอย่างเข้มข้นและมีความยืดหยุ่นในการเล่นมาก

คล็อปป์กล่าวว่า มีหลายช่วงของเกมที่เรารอจังหวะที่เหมาะสม ครึ่งหลังเริ่มต้นอย่างยอดเยี่ยม เราทำ 2 ประตูติด ๆ กัน และหลังจากนั้นสกอร์ก็ลื่นไหล และผลการแข่งขันมันเหลือเชื่อมาก

ส่วนผลอีกคู่วันเดียวกันที่ลงสนามก่อนหน้านี้ น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ เสมอ เอฟเวอร์ตัน 2-2

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...