โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'ฝุ่นพิษ' มาตรฐานโลก VS ไทย

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 25 มี.ค. 2567 เวลา 11.44 น. • เผยแพร่ 11 ก.พ. 2566 เวลา 01.00 น.

ฝุ่น “พีเอ็ม 2.5” วันนี้กลายเป็นปัญหาใหญ่ของทั่วโลก มีผู้คน 6,000 เมือง ใน 117ประเทศ พากันสูดฝุ่นพิษขนาดเล็กยิ่งกว่าเส้นผมเจาะไชเข้าไปถึงปอด สมอง เกิดอาการเจ็บป่วยทั้งเฉียบพลันเรื้อรัง ผลประเมินล่าสุดเมื่อปีที่แล้วมีผู้เสียชีวิตจากการสูดฝุ่นควันพิษราว 7 ล้านคน องค์การอนามัยโลกจึงต้องออกมาเรียกร้องให้ทุกประเทศปรับค่ามาตรฐานคุณภาพอากาศให้เข้มข้นกว่าที่เป็นอยู่

เวลานี้ค่ามาตรฐานคุณภาพอากาศ (Air Quality Index : AQI) ของเมืองใหญ่ทั่วโลกที่เป็นแหล่งรวมโรงงานอุตสาหกรรม พื้นที่ที่มีปัญหาการจราจรติดขัดหรือเป็นแหล่งเกษตรกรรมเผาพืชไร่เป็นประจำ พบว่าอยู่ในขั้นเลวร้ายถึง 6 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2554

หากปล่อยให้คุณภาพอากาศเลวร้ายมากไปกว่านี้ ชาวโลกจะเผชิญกับวิกฤตการณ์สุขภาพและสิ่งแวดล้อม คนป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจ โรคปอด โรคหัวใจเพิ่มขึ้นอย่างหนักหนาสาหัส และถ้ามีโรคระบาดอย่างเช่น โควิด-19 มาซ้ำเติม ชาวโลกจะเสียชีวิต เจ็บป่วยเข้าโรงพยาบาลคิวยาวเต็มเหยียด

เดือนเมษายน 2565 องค์การอนามัยโลกจึงประกาศค่ามาตรฐานคุณภาพอากาศใหม่ กำหนดให้ฝุ่นขนาดพีเอ็ม 2.5 มีค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง 15 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m3) ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงอยู่ที่ 25 µg/m3

ค่ามาตรฐานฝุ่นพีเอ็ม 2.5 เฉลี่ยรายปีอยู่ที่ 5 µg/m3

องค์การอนามัยโลกยังเสนอแนวทางปรับปรุงคุณภาพอากาศและสุขภาพของชาวโลกอย่างเร่งด่วนนอกเหนือจากการยกระดับค่ามาตรฐานคุณภาพอากาศ อาทิ ปรับปรุงระบบขนส่งมวลชน ทางเท้าและทางจักรยานให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายสะดวกเพื่อใช้ทดแทนรถยนต์ส่วนตัว รณรงค์ให้เกษตรกรลดการเผาทำลายเศษพืชไร่ และปรับปรุงโรงงานอุตสาหกรรมให้มีระบบกำจัดควันพิษก่อนพ่นสู่อากาศ

ค่าฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ขององค์การอนามัยโลก เมื่อนำเทียบกับค่ามาตรฐานของประเทศไทยมีความแตกต่างกันมากถึง 3-5 เท่า ทั้งนี้ ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงอยู่ที่ 50 µg/m3 ค่าเฉลี่ยฝุ่นพีเอ็ม 2.5 รายปีอยู่ที่ 25 µg/m3

องค์กรพัฒนาเอกชน หลายองค์กร อาทิ กลุ่มกรีนพีซ ได้เรียกร้องให้รัฐบาลไทยปรับ AQI ใหม่เพื่อยกระดับการเตือนภัยให้ประชาชนรับรู้และให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนยกระดับนโยบาย เช่น เลิกใช้ถ่านหิน ตรวจจับค่ามลพิษที่ปลายปล่องโรงงาน ลดการเผาในที่โล่ง ปรับปรุงระบบขนส่งมวลชนเพื่อลดปริมาณฝุ่นพีเอ็ม 2.5

แต่รัฐบาลไทยเมินเสียงเรียกร้องการปรับค่ามาตรฐานคุณภาพอากาศ แถมยังหน่วงเหนี่ยว “ร่างกฎหมายว่าด้วยอากาศสะอาด” ที่ภาคประชาชนนำเสนอ ไม่เร่งผลักดันเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา

การยื้อยุดฉุดกระชากมาตรฐานคุณภาพอากาศให้ต่ำต้อยเช่นนี้ ประชาชนจะเผชิญสภาพอากาศแย่ๆ มากขึ้นทุกวัน เจ็บป่วยมากขึ้น

ส่วนบรรดาโรงงานอุตสาหกรรม บริษัทรถยนต์ บริษัทขนส่งก่อสร้างได้ประโยชน์เพราะไม่มีกฎหมายอากาศสะอาดซึ่งบังคับให้ปรับปรุงคุณภาพเครื่องยนต์ คุณภาพเครื่องจักรโรงงานหรือควบคุมกระบวนการก่อสร้างให้มีประสิทธิภาพสูงลดการปล่อยฝุ่นควันพิษ

เช่นเดียวกันกลุ่มเกษตรกรชาวไร่ก็ยังคงเผาไร่ซากพืชผลตามใจฉันไม่สนว่าควันพิษจะทำลายสิ่งแวดล้อมชุมชนแค่ไหน เนื่องจากไม่มีกฎหมายควบคุมเข้มงวดเช่นกัน

วันนี้ขอนำข้อมูลประเทศต่างๆ ที่ใส่ใจกับสุขภาพของพลเมืองและสิ่งแวดล้อม เร่งปรับมาตรฐานคุณภาพอากาศให้สอดคล้องกับมาตรฐานองค์การอนามัยโลก

ที่สหรัฐ เมื่อต้นเดือนมกราคมปีนี้ หน่วยงานต่างๆ ของสหรัฐเร่งรัดให้รัฐบาลนายโจ ไบเดน ปรับมาตรฐานว่าด้วยฝุ่นพีเอ็ม 2.5 จากเดิมอยู่ที่ 12 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรต่อปี โดยปรับเป็นค่าเฉลี่ยใหม่อยู่ที่ 9-10 µg/m3

สำนักงานสิ่งแวดล้อมของสหรัฐ หรืออีพีเอ (Environment Protection Agency) บอกว่า ถ้าปรับค่ามาตรฐานเฉลี่ยอยู่ที่ 9 µg/m3 จะช่วยป้องกันอัตราการการเสียชีวิตจากฝุ่นพิษก่อนวัยอันควรราว 4,200 คนต่อปี ลดค่าใช้จ่ายจากการเจ็บป่วยและเข้ารักษาพยาบาลจนถึงปี 2575 มากถึง 43,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเท่ากับ 1,430,000 ล้านบาท

อีพีเอระบุว่า ชาวอเมริกันต้องได้รับอากาศสะอาด และอีพีเอจะสร้างความมั่นใจว่าชุมชนทุกแห่งต้องได้รับการปกป้องคุ้มครองไม่ให้มลพิษมากล้ำกรายทำลายสุขภาพ

ที่จีน รัฐบาลได้ออกนโยบายเข้มงวดในการปล่อยก๊าซพิษและปรับปรุงคุณภาพอากาศอย่างเข้มงวดมากว่า 6 ปี ปรากฏว่า ปริมาณฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งนี้ เป็นผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยนานไกร่วมกับมหาวิทยาลัยเบอร์มิ่งแฮมของอังกฤษ

ในผลการศึกษาระบุว่า รัฐบาลจีนออกนโยบายรณรงค์ให้ประชาชนเลิกใช้ฟืนถ่านหิน สนับสนุนทุนจัดซื้อเตาแก๊สและไฟฟ้าทำความร้อนแทนตั้งแต่ปี 2558 ปริมาณฝุ่นพิษในกรุงปักกิ่งและเมืองต่างๆ 27 แห่ง มีปริมาณฝุ่นลดลงเหลือแค่ 12.9 เปอร์เซ็นต์ จากเดิมก่อนการรณรงค์ปริมาณฝุ่นสูงถึง 41.3%

รัฐบาลจีนออกกฎหมายว่าด้วยอากาศสะอาดและแผนปฏิบัติการควบคุมมลพิษในอากาศ เมื่อปี 2556 หลังจากนั้นบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ทั้งในครัวเรือนและโรงงานอุตสาหกรรม จนประสบความสำเร็จสามารถลดอัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรได้มากถึง 23,000 คน

ส่วนสหภาพยุโรปหรืออียูนั้น ประเมินว่า แต่ละปีมีผู้เสียชีวิตจากมลพิษทางอากาศมากถึง 3 แสนคน และค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลผู้ป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจ โรคปอด โรคหัวใจที่มีส่วนสัมพันธ์กับฝุ่นพิษ ตกราว 853,000 ล้านยูโรต่อปี จึงมีความพยายามปรับปรุงมาตรฐานคุณภาพอากาศใหม่ตามแนวทางขององค์การอนามัยโลก

แผนปรับปรุงคุณภาพอากาศใหม่นี้ จะจำกัดปริมาณฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ไม่เกิน 10 µg/m3

ถ้าหากอียูทำตามแผนใหม่นี้ คาดว่าภายในปี 2573 อัตราการเสียชีวิตเพราะมลพิษทางอากาศลดลงมากกว่า 55% หรือเท่ากับช่วยปกป้องชาวอียูได้ราว 150,000 คน

อีกทั้งอียูจะได้ผลตอบแทนในเชิงเศรษฐกิจกลับคืนมาอย่างน้อย 7 เท่า หรือตกราวๆ 42,000 ล้านยูโร

ปิดท้ายด้วยผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยบริติช โคลัมเบีย ร่วมกับมหาวิทยาลัยแห่งวิกตอเรีย ประเทศแคนาดา พบว่า การสูดดมมลพิษทางอากาศมีผลต่อระบบสมอง ลดความสามารถในการจดจำ ความคิดและประสิทธิภาพในการทำงาน

การศึกษาดังกล่าว ใช้กลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม กลุ่มแรก เป็นเด็กวัยรุ่นสุขภาพดี ให้เข้าไปในห้องทดลองซึ่งมีอากาศเป็นพิษ ส่วนอีกกลุ่มอยู่ในห้องที่มีอากาศสะอาด

ทั้งสองกลุ่มได้รับการสแกนสมองก่อนและหลังการทดลอง เมื่อนำมาเปรียบเทียบผลการทำงานของสมองพบว่า กลุ่มที่สูดมลพิษในอากาศ ระบบการทำงานของสมองที่เรียกว่า Default Mode Network (DMN) ซึ่งเกี่ยวพันกับความจำ ความสามารถในการคิดประมวลผลลดลง

แต่เมื่อคนเหล่านี้ได้สูดอากาศสะอาดเข้าไปอีกครั้งจนเต็มปอดทำให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น ระบบสมองกลับมาทำงานเป็นปกติ

นอกจากนี้ ยังมีผลการศึกษาของเด็กจีนสูดอากาศพิษเข้าไป พบมีผลต่อสมอง เด็กเรียนช้า จดจำไม่แม่น ผลการเรียนต่ำลงโดยเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์ ภาษาต่างประเทศ

การสูดอากาศพิษมากๆ ตั้งแต่วัยเยาว์ เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่จึงมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคความจำเสื่อมหรืออัลไซเมอร์อีกด้วย

กลับมาดูบ้านเราอีกครั้ง ปรากฏการณ์ “ฝุ่นพิษ พีเอ็ม 2.5” ยังวนเวียนกลับมาทำลายสุขภาพ สิ่งแวดล้อมรุนแรง ตราบใดที่ยังมีรัฐบาลไร้มาตรฐานและไม่ใส่ใจกับคุณภาพชีวิตของประชาชน •

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024?fbclid=IwAR22RbstgOdFjK3Kl_MAt_MusBlq5oxijEcCbx_-0y6zmJhXvZl3Q_2G-cE

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘ฝุ่นพิษ’ มาตรฐานโลก VS ไทย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...