โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อุทยานฯ วุ่นหาเงินช่วย จนท.ถูกฟ้องกลับคดีรุกสวนป่าลำตะคอง มึนเงินรายได้เอามาใช้ไม่ได้

MATICHON ONLINE

อัพเดต 23 มี.ค. 2566 เวลา 12.43 น. • เผยแพร่ 23 มี.ค. 2566 เวลา 11.43 น.

อุทยานฯ วุ่นหาเงินช่วย จนท.ถูกเอกชนฟ้องกลับคดีรุกสวนป่าลำตะคอง มึนเงินรายได้เอามาใช้ไม่ได้

อุทยานฯ วุ่นหาเงิน 3.4 ล้านบาท ช่วย 17 จนท.ป่าไม้ หลังลุยจับเอกชนรุกสวนป่าลำตะคองพื้นที่เตรียมผนวกเขาใหญ่ แต่พนักงานสอบสวนสั่งไม่ฟ้อง อ่วมเจอฟ้องกลับ ม.157 มึน! ตีความเงินรายได้อุทยานฯ ใช้ไม่ได้ เหตุเกิดนอกเขตอุทยานฯ ทำหนังสือขอเงินมูลนิธิพิทักษ์ป่าฯเตรียมประกันตัวหากอัยการสั่งฟ้อง

เมื่อวันที่ 24 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) ว่า สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ (สบอ.) ที่ 7 นครราชสีมา ได้ทำหนังสือถึงอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรณีเจ้าหน้าที่รัฐถูกกล่าวหากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ โดยกรณีดังกล่าวสืบเนื่องจาก คณะเจ้าหน้าที่หน่วยจัดการต้นน้ำลำตะคอง ร่วมกับเจ้าหน้าที่อุทยานฯ เขาใหญ่ ได้เข้าตรวจยึดจับกุมบุคคลพร้อมของกลาง และแจ้งความต่อ สภ.หมูสี อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา

ฐานบุกรุกยึดถือครอบครองพื้นที่แปลงปลูกป่าของหน่วยจัดการต้นน้ำลำตะคองปี พ.ศ.2519 ท้องที่บ้านเหวปลากั้ง ต.หมูสี อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 5 มี.ค.2564 ทั้งนี้ต่อมา สภ.หมูสี ขอให้คืนของกลางที่เจ้าหน้าที่ตรวจยึดไว้ และพนักงานสอบสวนมีคำสั่งไม่ฟ้องคดี เป็นเหตุให้ผู้ครอบครองที่ดินดังกล่าว ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน สภ.หมูสี ให้ดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ 25 นาย ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย เมื่อวันที่ 8 เม.ย.2565

ทั้งนี้พื้นที่ดังกล่าว มีปัญหาการนำพื้นที่สวนป่าฯ ไปออกเป็นหนังสือแสดงการทำประโยชน์ น.ค.3 ของนิคมสร้างตนเองลำตะคอง โดยกรมประชาสงเคราะห์ในขณะนั้น ซึ่งไม่ได้เป็นการให้กรรมสิทธิ์ และห้ามซื้อขาย และกรมป่าไม้ได้เข้าไปดำเนินการปลูกสร้างสวนป่าอยู่ก่อนแล้ว แต่เมื่อมีการจับกุมดำเนินคดีผู้ครอบครองที่ดินได้นำเอกสารสิทธิ น.ส.3 ก. มาแสดง จนเป็นเหตุให้พนักงานสอบสวนมีคำสั่งไม่ฟ้องดังกล่าว

โดยหน่วยจัดการต้นน้ำลำตะคองชี้แจง ว่า ที่ดินที่เกิดข้อพิพาทอยู่ในแปลงปลูกป่าของหน่วยจัดการต้นน้ำลำตะคองปี พ.ศ.2519 ซึ่งเมื่อปี 2533 จ.นครราชสีมา ได้แต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดแนวเขตป่าอนุรักษ์บริเวณพื้นที่ป่าติดแนวเขตอุทยานฯ เขาใหญ่ ตั้งแต่เขต อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี มาทางด้านทิศตะวันออกจนถึง ถ.ธนะรัชต์ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา โดยให้พิจารณากำหนดเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์โดยยึดสภาพความสมบูรณ์ของป่า ซึ่งคณะกรรมการได้ผนวกพื้นที่สวนป่าหน่วยปรับปรุงน้ำมูล หน่วยที่ 1 ลำตะคอง (ชื่อเดิม) ปี พ.ศ.2511 ถึง 2521 เป็นป่าอนุรักษ์ทั้งหมด อีกทั้งอุทยานฯ เขาใหญ่ได้สร้างถนนเป็นแนวเขตผนวกเตรียมเป็นอุทยานฯ ไว้อย่างชัดเจน

โดยการดำเนินการของเจ้าหน้าที่กระทำไปเพื่อป้องกันทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นทรัพย์สินของทางราชการ และไม่เคยรู้จักหรือมีเรื่องโกรธเคืองกับผู้ครอบครองที่ดินแต่อย่างใด จึงขอให้กรมอุทยานฯ พิจารณามอบหมายให้นิติกร กองนิติการ ไปช่วยให้คำปรึกษาแก้ต่างคดี และขอให้จัดสรรเงินสวัสดิการ ตามมาตรา 32 (3) แห่ง พ.ร.บ.อุทยานฯ 2562 เพื่อมาใช้เป็นหลักประกันตัวเจ้าหน้าที่รายละ 2 แสนบาท รวมเป็นเงิน 3.4 ล้านบาท จำนวน 17 นาย ซึ่งขณะนี้คดีอยู่ในชั้นอัยการว่าจะพิจารณาสั่งฟ้องหรือไม่

อย่างไรก็ตามหากอัยการสั่งฟ้องคดี จะมีผลให้เจ้าหน้าที่ทั้ง 17 นาย ไม่มีสิทธิขอให้ออกหนังสือรับรองขอให้ปล่อยชั่วคราว ตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการช่วยเหลือข้าราชการหรือลูกจ้างของทางราชการที่ต้องหาคดีอาญา พ.ศ.2528 และไม่สามารถขอให้พนักงานอัยการแก้ต่างคดีให้ได้ ตามพ.ร.บ.องค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ.2553 และระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุด ว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ.2547 และไม่สามารถทำความตกลงกับกระทรวงการคลัง ในการขอใช้เงินงบประมาณของทางราชการในการจัดหาทนายความต่อสู้คดี ได้
ขณะที่กรมอุทยานฯ

โดยนางรุ่งนภา พัฒนวิบูลย์ รองอธิบดีกรมอุทยานฯ รักษาการแทนอธิบดีกรมอุทยานฯ ในขณะนั้นได้มีหนังสือตอบกลับไปยัง สบอ. 7 นครราชสีมา และ สบอ. 1 ปราจีนบุรี ใจความระบุว่า ได้ส่งเรื่องให้สำนักอุทยานฯ พิจารณาเกี่ยวกับเงินช่วยเหลือในการต่อสู้คดีตามมาตาม 72 (3) พ.ร.บ.อุทยานฯ 62 แล้ว แต่ทางสำนักงานอุทยานฯ พิจารณาว่ากรณีดังกล่าวเป็นเหตุที่เกิดนอกเขตอุทยานฯ จึงไม่สามารถนำเงินรายได้อุทยานฯมาใช้ในการนี้ได้

อย่างไรก็ตามได้มีหนังสือถึงมูลนิธิผู้พิทักษ์ป่าและรักษาทะเล เพื่อขอความอนุเคราะห์พิจารณาให้ความช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดีหรือช่วยเหลือด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้อีกทางหนึ่งด้วยแล้ว สำหรับกรณีที่ขอให้กรมอุทยานฯ พิจารณามอบหมายให้นิติกร กองนิติการ ไปช่วยให้คำปรึกษาในการแก้ต่างคดีนั้น เห็นว่า สบอ.7 และ สบอ.1 มีกลุ่มงานกฎหมาย มีนิติกรสังกัดอยู่แล้ว และทราบข้อเท็จจริงในคดีเป็นอย่างดี ดังนั้นจึงให้ สบอ.7 มอบหมายให้นิติกรของสบอ.7 ให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมาย ให้คำแนะนำ ให้คำปรึกษาแก่เจ้าหน้าที่ในการแก้ต่างคดีดังกล่าวด้วย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...