โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ยานยนต์

เจ๊งยับ! เต็นท์รถมือสอง แค่ไม่กี่ปี ปิดกิจการ ล้มละลายสูงถึง 1,009 ราย

สยามนิวส์

เผยแพร่ 10 มี.ค. เวลา 05.37 น. • Nick
น.ส.วีระยา ทองเสือ จากศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS เปิดเผยว่า ธุรกิจเต็นท์รถยนต์มือสองในช่วง 2–3 ปีที่ผ่าน

น.ส.วีระยา ทองเสือ จากศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS เปิดเผยว่า ธุรกิจเต็นท์รถยนต์มือสองในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมาเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัยพร้อมกัน ส่งผลให้ผู้ประกอบการจำนวนหนึ่งไม่สามารถประคองธุรกิจต่อไปได้ และทยอยปิดกิจการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลระบุว่า ในช่วงปี 2566-2568 มีธุรกิจเต็นท์รถยนต์มือสองปิดกิจการหรือล้มละลายรวม 1,009 ราย เพิ่มขึ้นถึง 2.3 เท่า เมื่อเทียบกับยอดสะสมในช่วงปี 2561-2565 สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของตลาดในปัจจุบัน

หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือยอดขายรถยนต์มือสองที่ปรับตัวลดลง จาก 406,000 คันในปี 2566 เหลือ 317,000 คันในปี 2568 หรือลดลงประมาณ 22% สาเหตุหลักมาจากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่อ่อนตัวจากภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติยังระบุว่า รายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนของคนไทยลดลงประมาณ 3% จาก 29,030 บาทต่อเดือนในปี 2566 เหลือ 28,151 บาทต่อเดือนในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568

นอกจากนี้ ธุรกิจเต็นท์รถยังต้องเผชิญแรงกดดันจากราคารถยนต์มือสองที่ปรับตัวลดลง โดยดัชนีราคารถยนต์มือสองเฉลี่ยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ลดลงถึง 25% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยช่วงปี 2562-2565 สาเหตุสำคัญมาจากจำนวนรถยึดที่เพิ่มขึ้น ทำให้รถมือสองไหลเข้าสู่ตลาดมากขึ้น

ในช่วงปี 2566-2567 มีรถถูกยึดเฉลี่ยประมาณ 24,000-25,000 คันต่อเดือน ซึ่งถือว่าสูงกว่าระดับปกติที่อยู่ราว 12,500-15,000 คันต่อเดือนอย่างมาก

ขณะเดียวกัน การแข่งขันด้านราคาของรถยนต์ใหม่ก็ทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) ที่ปรับลดราคาขายลง 11-35% จากราคาเปิดตัว ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวเคยเกิดขึ้นในตลาดจีน และส่งผลให้ราคารถยนต์มือสองบางรุ่นต้องปรับลดลงถึง 30-40%

การปรับตัวของราคาดังกล่าวทำให้อัตรากำไรสุทธิของธุรกิจเต็นท์รถยนต์มือสองลดลงอย่างชัดเจน จากเดิมในปี 2562 ที่เคยอยู่ใกล้ระดับ 1% เหลือเพียงประมาณ 0.5–0.6% ในช่วงปี 2567–2568

อย่างไรก็ตาม แม้ธุรกิจจะเผชิญความท้าทายหลายด้าน แต่ยังมีผู้ประกอบการบางส่วนที่สามารถรักษาผลการดำเนินงานได้ดี โดยพบว่ามีเพียง 11 บริษัท หรือคิดเป็น 4.2% ของทั้งหมด ที่มีรายได้เติบโตต่อเนื่องและมีกำไรสุทธิเป็นบวกติดต่อกัน 3 ปี

เมื่อแบ่งตามขนาดธุรกิจ พบว่า

ธุรกิจขนาดใหญ่ (รายได้มากกว่า 500 ล้านบาท) มีผู้ประกอบการที่มีผลประกอบการโดดเด่น 2 บริษัท จากทั้งหมด 8 บริษัท คิดเป็น 25%

ธุรกิจขนาดกลาง (รายได้ 100–500 ล้านบาท) มี 4 บริษัท จาก 69 บริษัท หรือ 5.8%

ธุรกิจขนาดเล็ก (รายได้ 10–100 ล้านบาท) มี 5 บริษัท จาก 186 บริษัท หรือ 2.7%

ลักษณะสำคัญของเต็นท์รถที่มีผลประกอบการดี คือแนวคิด “Speed over Stock” หรือการเน้นขายรถให้หมุนเร็วมากกว่าการถือสต็อกจำนวนมาก โดยพบว่าหากระยะเวลาการขายลดลงทุก 30 วัน จะช่วยให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) เพิ่มขึ้นประมาณ 2%

เต็นท์รถที่มีผลการดำเนินงานดีมีระยะเวลาขายเฉลี่ย 95 วัน จากเดิม 121 วัน หรือเร็วกว่าเฉลี่ยของธุรกิจถึง 26 วัน ส่งผลให้มีตัวชี้วัดทางการเงินที่แข็งแกร่งกว่า เช่น อัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) เฉลี่ย 8.3% และอัตราความสามารถชำระดอกเบี้ย (ICR) 3.3 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของธุรกิจที่อยู่ที่ 4.8% และ 1.9 เท่าตามลำดับ

สำหรับแนวโน้มในอนาคต Krungthai COMPASS คาดว่ามูลค่าธุรกิจเต็นท์รถยนต์มือสองในปี 2569 ซึ่งประเมินจากรายได้รวมของผู้ประกอบการ จะอยู่ที่ประมาณ 32,600 ล้านบาท ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงปี 2564–2566 ราว 9%

โดยในปี 2569 ธุรกิจยังต้องเผชิญความท้าทายต่อเนื่อง ทั้งจากกำลังซื้อที่ถูกกดดันจากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอย่างจำกัดและระดับหนี้ครัวเรือนที่สูง รวมถึงแรงกดดันด้านราคารถยนต์มือสอง แม้ว่าสถานการณ์จะเริ่มผ่อนคลายจากจำนวนรถถูกยึดที่ลดลง

ขณะเดียวกัน ยังต้องจับตาปริมาณรถยนต์มือสองที่เข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้นในบางกลุ่ม โดยเฉพาะรถบรรทุกที่เริ่มเข้าสู่ลานประมูลและเต็นท์รถมากขึ้นราว 25–30% จากการทยอยปลดระวางรถอายุ 5–7 ปี ซึ่งอาจจำกัดโอกาสในการปรับขึ้นราคาขายรถยนต์มือสอง

จากแนวโน้มดังกล่าว ภาคธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับทั้งแรงกดดันด้านดีมานด์และราคา โดยมีแนวทางสำคัญ 2 ประการ ได้แก่

ประการแรก การปรับพอร์ตสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ทั้งในด้านแบรนด์และประเภทของรถ เช่น กลุ่มกระบะ และ SUV/PPV ซึ่งมีสภาพคล่องสูงในตลาดรถมือสอง ช่วยให้สามารถระบายสต็อกได้ต่อเนื่อง ลดความเสี่ยงด้านราคาและต้นทุนแฝง

ในทางกลับกัน หากเต็นท์รถถือครองรถในกลุ่มที่มีการแข่งขันด้านราคาสูง หรือรถที่มีค่าเสื่อมราคาลดลงเร็ว เช่น รถยนต์ไฟฟ้า อาจต้องเผชิญความเสี่ยงด้านส่วนต่างราคา (Price Gap) มากกว่ากลุ่มอื่น

ประการที่สอง คือการต่อยอดรูปแบบธุรกิจ เช่น การพัฒนาโมเดลรับฝากขาย (Consignment) เพื่อลดภาระการถือครองสต็อก และเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารพอร์ต รวมถึงการขยายช่องทางจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงลูกค้า เร่งการขายให้เร็วขึ้น และขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...