โคทม อารียา | สหรัฐฯและอิสราเอลทำตัวเป็นอันธพาล
โดยอาศัยการสนับสนุนจากสหรัฐฯ อิสราเอลได้เข่นฆ่าชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาไปแล้วประมาณเจ็ดหมื่นราย จนได้ชื่อว่าเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ แต่อิสราเอลไม่พอใจอยู่เพียงเท่านั้น ยังประกอบอาชญากรรมสงครามต่อไปในเลบานอนและอิหร่าน โดยเฉพาะในสงครามกับอิหร่านนั้น สหรัฐฯเป็นผู้นำการรบเสียเอง จึงขอตั้งชื่อรัฐบาลของทั้งสองประเทศว่า ทำตัวเป็นอันธพาลระดับโลก
เมื่ออ่านข่าวสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านแล้ว รู้สึกเศร้าใจ เข้าใจว่าเป็นเรื่องของผู้นำที่สำคัญตนว่ายิ่งใหญ่เกินขอบเขต ภาษาอังกฤษเรียกว่า delusions of grandeur หรือ megalomania ทรัมป์ต้องการเป็นผู้ยิ่งใหญ่เหนือโลก อยากให้ประเทศของเขายิ่งใหญ่ โดยใช้แสนยานุภาพทางทหารที่ไร้เทียมทาน ส่วนเนทันยาฮูต้องการเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในตะวันออกกลาง เหนือประเทศอาหรับและเปอร์เซีย ด้วยแสนยานุภาพทางทหารและอาวุธนิวเคลียร์ที่ตนมีในครอบครอง
สงครามขยายวงออกไป ด้วยการทิ้งระเบิดกรุงเตหะรานและเบรุตอย่างต่อเนื่อง และการจมเรือรบของอิหร่านในที่ต่าง ๆ รวมทั้งนอกชายฝั่งศรีลังกา นอกจากนี้ อังกฤษยังส่งเครื่องบินขับไล่ F-35 ไปช่วยสหรัฐฯยิงเครื่องบินและโดรนของอิหร่านด้วย ขณะเดียวกัน อิหร่านทำการโจมตีทางอากาศต่อฐานทัพสหรัฐฯในประเทศอาหรับหลายประเทศ และประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุสซึ่งเป็นช่องทางเดินเรือสินค้าและเรือบรรทุกน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียสู่มหาสมุทร มีผลทำให้อิรักต้องลดการผลิตน้ำมันลงเพราะเส้นทางลำเลียงถูกตัดขาด แต่ก็ยังมีข่าวดีอยู่บ้าง เช่น สหประชาชาติและจีนขอให้หยุดการสู้รบและหันมาสู่การเจรจา สเปนปฏิเสธการใช้เครื่องบินจากฐานทัพสหรัฐฯในสเปนไปโจมตีอิหร่าน เป็นต้น
กล่าวกันว่าเหยื่อรายแรกของสงครามคือความจริง ผมอยากรู้ว่าสหรัฐฯและอิสราเอลทำสงครามกับอิหร่านด้วยเหตุใด แต่ก็ไม่รู้ว่าข้อมูลที่ได้มาจะจริงหรือเท็จประการใด อีกทั้งผมมีอคติต่อผู้ก่อสงครามดังได้แสดงออกข้างต้น ผลการวิเคราะห์ก็อาจคลาดเคลื่อนได้มาก กระนั้น ท่ามกลางความคลุมเครือทั้งหลาย ผมจะพยายามทำความเข้าใจวัตถุประสงค์ของพวกเขา ให้ใกล้เคียงเท่าที่จะทำได้ โดยคิดว่าถ้าพอรู้ว่าผู้ก่อสงครามได้บรรลุผลตามวัตถุประสงค์ตามที่ตั้งไว้เพียงใดแล้ว ก็อาจคาดเดา (คาดหวัง) ว่าสงครามน่าจะยุติลงได้ ณ จุดนั้น
รัฐบาลทรัมป์ให้เหตุผลการโจมตีอิหร่านหลายประการ เช่น
• ยุติโปรแกรมนิวเคลียร์ของอิหร่านโดยสิ้นเชิง เพื่อไม่ให้อิหร่านสามารถสร้างอาวุธนิวเคลียร์ได้ อย่างไรก็ดี สหรัฐฯไม่ได้แสดงหลักฐานประกอบว่าอิหร่านใกล้จะสร้างอาวุธนิวเคลียร์ได้สำเร็จ อีกทั้งก่อนหน้านี้ ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ระบุว่า อิหร่านไม่มีแม้กระทั่งโปรแกรมที่จะสร้างอาวุธดังกล่าว อนึ่ง มีความเห็นของผู้เชี่ยวชาญว่า “คุณไม่สามารถทำลาย หรือกำจัดความสามารถด้านนิวเคลียร์ของประเทศใดประเทศหนึ่งได้โดยสิ้นเชิง เพราะประเทศนั้นย่อมฟื้นฟูความสามารถขึ้นมาใหม่ได้”
• ชิงลงมือเพื่อป้องกัน สหรัฐฯอธิบายว่าการโจมตีเป็นมาตรการเชิงรุก เพื่อป้องกันมิให้อิหร่านโจมตีกองกำลัง, ฐานทัพ, และพันธมิตรของสหรัฐฯก่อน อันที่จริง การโจมตีของสหรัฐฯเป็นเหตุเบื้องต้นให้อิหร่านโจมตีกลับมากกว่า โดยไม่ตั้งใจจะโจมตีก่อน
• ชิงรุกเพื่อลดการสูญเสีย รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯให้เหตุผลว่า เขารู้ว่าอิสราเอลเตรียมการที่จะโจมตีอิหร่าน ถ้าสหรัฐฯเริ่มการโจมตีหลังอิสราเอล การตอบโต้ของอิหร่านจะทำให้สหรัฐฯตกเป็นฝ่ายรับ และอาจสูญเสียมากขึ้น
• สังหารผู้นำทางการเมืองและการทหารของอิหร่าน สหรัฐฯและโดยเฉพาะอิสราเอลได้เตรียมการในเรื่องนี้มานานนับปี โดยกำหนดเป้าหมายว่าจะสังหารผู้นำของอิหร่านผู้ใดบ้าง ทั้งนี้ โดยอาศัยการสืบราชการลับ ภาพถ่ายดาวเทียม และการแฮกข้อมูล เป็นต้น อิสราเอลอ้างว่าบุคคลที่ตกเป็นเป้าคือคนชั่วร้าย เป็นภัยต่อประชาชนชาวอิหร่าน และเป็นผู้สั่งเข่นฆ่าผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลอิหร่านนับพันคน อย่างไรก็ดี วิธีการสังหารผู้นำเช่นนี้ ไม่ปรากฏในความขัดแย้งระหว่างประเทศมาก่อน และไม่ต่างอะไรกับวิธีการก่อการร้าย ส่วนผลที่หวังให้เกิดความระส่ำระสายในระบอบการปกครองของอิหร่านนั้น จะเป็นอย่างที่หวังไว้หรือไม่ก็ยังไม่แน่ แต่อาจสร้างความไม่พอใจในหมู่ชาวอิหร่านได้อย่างกว้างขวาง
• ทำลายกลุ่มที่อิหร่านสนับสนุน เช่น กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน กลุ่มฮูษี (Houthis) ในเยเมน กลุ่มฮามาสในฉนวนกาซา
• ทำลายความสามารถทางการทหารของอิหร่านในการโจมตีอิสราเอล เพียงไม่กี่วัน สหรัฐฯประสบความสำเร็จในการทำลายฐานทัพอากาศ เครื่องบิน ขีปนาวุธ โดรน เรือรบ ตลอดจนจุดยุทธศาสตร์และยุทโธปกรณ์อื่น ๆ ของอิหร่าน แต่อิหร่านมีพื้นที่กว้างใหญ่ และมีการกระจายศูนย์พอสมควร คงยากที่จะทำลายเครื่องมือการสู้รบต่าง ๆ ให้หมดสิ้น อาจหวังลดความสามารถของอิหร่านได้อย่างมีนัยสำคัญสักช่วงเวลาหนึ่ง ยกเว้นจะสามารถสถาปนาระบบการปกครองใหม่ที่เป็นมิตรกับสหรัฐฯและอิสราเอล
• เปลี่ยนระบอบการปกครองของอิหร่าน (regime change) ทรัมป์เรียกร้องอย่างเปิดเผยให้ประชาชนชาวอิหร่านเข้า “ยึดอำนาจการปกครอง” และเข้า “ควบคุมชะตากรรมของประเทศ” รวมทั้งยุยงให้ชาวคูรด์ (Kurds) ที่เป็นชนกลุ่มน้อยในภูมิภาครวมทั้งในอิหร่าน ลุกฮือขึ้นต่อต้านรัฐบาล อีกทั้งอิสราเอลยังบอกว่า ถ้าอิหร่านแต่งตั้งผู้ใดเป็นนำสูงสุดคนใหม่แทนคาเมเนอี ผู้นั้นจะตกเป็นเป้าการสังหารทันที ส่วนทรัมป์บอกว่า เขาจะขอเลือกผู้นำคนใหม่ของอิหร่านเอง อย่างไรก็ดี เป็นเรื่องยากที่จะจัดให้มีการเปลี่ยนระบอบการปกครองที่ราบรื่นและไม่โกลาหลได้ กรณีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของอิรักในปี 2546 สหรัฐฯประสบความสำเร็จในการล้มรัฐบาลของซัดดัม ฮุสเซน ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ แต่การควบคุมการก่อความไม่สงบในอิรักต้องใช้เวลาหลายปี และอาศัยกองกำลังสหรัฐฯในพื้นที่ในช่วงสูงสุดถึง 150,000 คน
ผมเข้าใจว่าวัตถุประสงค์สำคัญของสงครามครั้งนี้ คงได้แก่การทำลายความสามารถทางการทหารของอิหร่านอย่างมีนัยสำคัญ และทำให้เศรษฐกิจของอิหร่านต้องตกต่ำลงไปกว่าที่เดิมถูกสหรัฐฯคว่ำบาตรมายาวนาน วัตถุประสงค์ข้อรองลงไปคือการเปลี่ยนระบอบการปกครองของอิหร่านให้เป็นมิตรกับสหรัฐฯและอิสราเอล แต่คิดว่าจะไม่ประสบความสำเร็จเต็มตามที่ตั้งวัตถุประสงค์ข้อนี้ไว้ สงครามครั้งนี้ไม่น่าจะมีผู้แพ้-ผู้ชนะที่เด็ดขาด
เมื่อเผชิญกับอันธพาลผู้ทรงอำนาจ ผู้รักสันติภาพทั้งหลายจงร่วมมือกัน ผมสืบพบบทความของชาวอเมริกันผู้รักสันติคนหนึ่ง เขาเป็นสมาชิกกลุ่มเควกเกอร์ที่มีชื่อเสียงเรื่องการใฝ่สันติ กลุ่มนี้มีชื่อทางการว่า American Friends Service Committee (AFSC) (ดู https://afsc.org/news/what-you-need-know-about-us-war-iran) บทความมีข้อคิดน่าสนใจ โดยขึ้นต้นว่า “ระเบิดจะไม่นำมาซึ่งสันติภาพ ไม่ว่าจะเป็นที่อิหร่านหรือที่อื่นใด เราต้องกระทำการ ณ บัดนี้ เพื่อให้การทิ้งระเบิดยุติลง” เนื้อหาของบทความพอสรุปได้ดังนี้
ในฐานะองค์กรเควกเกอร์ เรารู้ว่าสงครามไม่เคยเป็นหนทางสู่สันติภาพ เราขอไว้อาลัยแด่ทุกชีวิตที่สูญเสียไปในสงคราม และขอเรียนให้ทราบว่า
1.สงครามนี้ผิดกฎหมาย กฎหมายสหรัฐฯบัญญัติว่า ประธานาธิบดีไม่มีอำนาจหน้าที่ประกาศสงคราม สภาคองเกรสเท่านั้นที่มีอำนาจหน้าที่นี้ สงครามนี้ผิดกฎหมายระหว่างประเทศด้วย โดยกฎบัตรสหประชาชาติห้ามการใช้กำลังที่กระทบต่อบูรณภาพของดินแดน หรือความเป็นอิสระทางการเมืองของประเทศใด ๆ การใช้กำลังรุกรานเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ไม่มีการรองรับสิทธิที่จะชิงลงมือทางการทหาร ยกเว้นกรณีที่มีรัฐอีกรัฐหนึ่งวางกองกำลังพร้อมและจวนจะเข้าโจมตี แต่อิหร่านมิได้ทำการเช่นนี้
แม้กระทั่งในสถานการณ์ของการป้องกันตนเอง รัฐจะต้องขอความเห็นชอบจากคณะมนตรีความมั่นคงก่อนที่จะใช้กำลัง แต่สหรัฐฯไม่ได้ขอความเห็นชอบ และไม่ได้มีภัยคุกคามที่พอเห็นได้จากอิหร่าน
2.การให้เหตุผลรองรับการทำสงครามครั้งนี้ของรัฐบาลทรัมป์นั้น เป็นเพียงคำโกหก ตรงกันข้ามกับคำกล่าวของทรัมป์ อิหร่านมิได้เป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐฯ อิหร่านไม่มีขีปนาวุธพิสัยไกลที่สามารถยิงมาถึงสหรัฐฯได้ และไม่มีโปรแกรมที่จะผลิตอาวุธเช่นนี้ อิหร่านไม่มีโปรแกรมที่จะผลิตอาวุธนิวเคลียร์ และไม่มีขีดความสามารถที่จะทำเช่นนี้ในอนาคตอันใกล้ การทิ้งระเบิดของสหรัฐฯเมื่อปี 2568 ได้ทำลายแหล่งเก็บยูเรเนียมเสริมสมรรถนะของอิหร่านลงไปเป็นอันมาก
ไม่กี่วันก่อนการโจมตีของสหรัฐฯ รัฐบาลอิหร่านได้ส่งสัญญาณว่าจะลงนามในข้อตกลงไม่แพร่กระจายนิวเคลียร์ที่ครอบคลุมกว้างขวาง (comprehensive nuclear nonproliferation agreement) ตัวแทนโอมาร์ผู้ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยกล่าวว่า มีร่างข้อตกลงวางอยู่บนโต๊ะเจรจาแล้ว อย่างไรก็ดี สหรัฐฯไม่จริงใจในการเจรจา และเลือกสงครามแทนการทูต
3.สหรัฐฯต่างหากที่เป็นอุปสรรคยิ่งนักต่อการไม่แพร่กระจายนิวเคลียร์ โดยปล่อยให้สนธิสัญญาการไม่แพร่กระจายฉบับสำคัญ ๆ หลายฉบับหมดอายุลง สหรัฐฯวางแผนที่จะใช้งบประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์เพื่อพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ในสิบปีข้างหน้า และขู่ว่าจะเริ่มการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์กันใหม่ สหรัฐฯทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ว่าอิสราเอลมีอาวุธนิวเคลียร์และอิสราเอลเป็นผู้ละเมิดสนธิสัญญาไม่แพร่กระจายนิวเคลียร์เสียเอง
อันที่จริง สหรัฐฯควรร่วมมือกับประชาคมนานาชาติ รวมทั้งรัสเซียและจีน เพื่อที่ให้ตะวันออกกลางเป็นเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์
4.สงครามครั้งนี้ไม่เกี่ยวกับการปกป้องสิทธิมนุษยชน รัฐบาลทรัมป์ชี้ไปที่ประวัติการละเมิดสิทธิมนุษยชนของอิหร่านเพื่อเป็นเหตุผลรองรับการโจมตีครั้งนี้ อันที่จริง อิหร่านมีประวัติการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างเลวร้าย รวมทั้งการทำร้ายผู้ประท้วงจนเสียชีวิตนับพันคนเมื่อเร็ว ๆ นี้ แต่การทำสงครามกับอิหร่านจะไม่ช่วยนำสิทธิมนุษยชนและสันติภาพมาสู่ชาวอิหร่าน
อนึ่ง รัฐบาลสหรัฐฯไม่สามารถอ้างว่าตนมีคุณธรรมอันสูงส่ง ในเมื่อได้คุมขังคนโดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรม และดำเนินนโยบายการฆาตกรรมในลาตินอเมริกา สหรัฐฯไม่มีความน่าเชื่อถือในเรื่องสิทธิมนุษยชนหลังจากที่ได้สนับสนุนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในฉนวนกาซาของอิสราเอล
หลักประกันสิทธิมนุษยชนย่อมไม่ได้มาจากการทิ้งระเบิด หากต้องอาศัยการทูต การให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และกิจกรรมอื่น ๆ เพื่อสนองความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ เราขอต่อต้านสงครามและอยู่เคียงข้างประชาชนชาวอิหร่าน ซึ่งหลายคนเสี่ยงชีวิตเพื่อเรียกร้องเสรีภาพและความยุติธรรม
5.สงครามครั้งนี้เป็นเครื่องมือเพื่อดำเนินวาระอำนาจนิยมของรัฐบาลทรัมป์ ผู้ที่นิยมอำนาจต่างก็ใช้สงครามเพื่อผนึกอำนาจของตน ปราบปรามผู้เห็นต่าง และหันเหความสนใจไปจากปัญหาภายในประเทศ ระหว่างเดือนธันวาคม 2568 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2569 รัฐบาลทรัมป์ได้ทิ้งระเบิดใส่ไนจีเรีย ได้ฆาตกรรมผู้ต้องสงสัยว่าค้ายาเสพติดในทะเลคารีเบียนและมหาสมุทรแปซิฟิก ได้โจมตีเวเนซูเอลาและลักพาตัวประธานาธิบดีเวเนซูเอลา นอกจากจะดำเนินการทางทหารแล้ว สหรัฐฯยังมีนโยบายการตั้งกำแพงภาษี ยังขู่ว่าจะเข้าครอบครองกรีนแลนด์ ยังปิดล้อมเกาะคิวบา ทั้งหมดนี้ใช้วิธีการเดียวกัน คือใช้อำนาจและกำลังโดยไม่นำพาต่อกฎหมายระหว่างประเทศ
การกระทำของรัฐบาลทรัมป์นอกประเทศเป็นภาพเหมือนของการกระทำในประเทศ รัฐบาลนี้ดำเนินการจับกุมคุมขังตามอำเภอใจ ส่งเจ้าหน้าที่ติดอาวุธจากส่วนกลางเข้าไปในชุมชน ล้มเลิกหน่วยงานสำคัญของรัฐบาลเองหลายหน่วย ถ่ายโอนความรุ่มรวยมหาศาลให้แก่มหาเศรษฐี รวมศูนย์อำนาจมาไว้ที่ฝ่ายบริหาร ทั้งหมดนี้ทำให้สหรัฐเคลื่อนตัวเข้าใกล้ระบอบอำนาจนิยม
ชาวอเมริกัน 77% เห็นว่า สหรัฐฯควรให้ลำดับความสำคัญแก่ปัญหาภายในประเทศ มากกว่าการใช้กำลังทางทหารนอกประเทศ
บทความของเควกเกอร์ดังกล่าวสรุปว่า สหรัฐฯต่างหาก – มิใช่อิหร่าน – ที่เป็นภัยคุกคามต่อสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ และเรียกร้องให้ชาวอเมริกันประท้วงการกระทำของรัฐบาลด้วยปฏิบัติการไร้ความรุนแรง โดยประกาศให้สาธารณชนชาวอเมริกันรู้ว่า เราไม่สนับสนุนสงครามครั้งนี้
นั่นคือเสียงจากองค์กรสันติภาพองค์กรหนึ่งของอเมริกา แล้วคนไทยผู้รักสันติทำอะไรได้บ้าง เราควรแสดงออกว่าไม่เห็นด้วยกับสงครามครั้งนี้เช่นกัน และช่วยกันคิดว่าจะทำอะไรร่วมกันได้บ้าง
ประการแรก ขอฝากให้รัฐบาลไทยมีบทบาทด้านสันติภาพมากขึ้น เช่น รัฐบาลควรสนับสนุนข้อเรียกร้องขององค์การสหประชาชาติ ให้ยุติสงครามและหันมาใช้การทูตและการเจรจาโดยเร็วที่สุด รัฐบาลควรมีบทบาทมากขึ้นในสมาคมอาเซียนในการคัดค้านการกระทำของสหรัฐฯและอิสราเอล โดยเฉพาะการทิ้งระเบิดอย่างกว้างขวางและการมุ่งเป้าไปที่การสังหารผู้นำสูงสุดหรือระดับสูงของประเทศ รวมทั้งเรียกร้องให้อิหร่านใช้ขันติธรรม และหยุดการโจมตีเป้าหมายที่เป็นฐานทัพในประเทศเพื่อนบ้าน โดยที่สหรัฐฯไม่ได้ใช้ฐานทัพนั้นส่งเครื่องบินหรือขีปนาวุธเข้าโจมตีอิหร่าน รัฐบาลควรจัดสรรงบประมาณสนับสนุนการดำเนินการด้านมนุษยธรรมในตะวันออกกลาง รวมทั้งในฉนวนกาซา ให้มากขึ้น โดยผ่านองค์กรภายในของสหประชาชาติหรือองค์การกาชาดสากล เป็นต้น
ประการที่สอง องค์กรวิชาการและองค์กรพัฒนาเอกชน ที่ทำงานด้านสันติภาพและความยุติธรรม ควรศึกษาเหตุการณ์สงครามที่เกิดขึ้น เพื่อเสนอข่าวสารข้อมูลแก่สาธารณชนคนไทยให้ลึกซึ้งและแม่นตรงที่สุดเท่าที่จะทำได้ ร่วมกันรณรงค์ให้ยุติสงครามโดยเร็ว รวมทั้งเรียกร้องให้เคารพสิทธิมนุษยชนและกฎหมายระหว่างประเทศ
ประการที่สาม ผู้ที่เห็นว่าสหรัฐฯและอิสราเอลคือผู้ก่อสงครามโดยไม่มีความชอบธรรมใด ๆ อาจแสดงออกในฐานะสามัญชนคนธรรมดา โดยบอกกล่าวแก่ชาวอเมริกันและชาวยิวที่เป็นมิตร ถึงความรู้สึกที่มี หรืออาจเลือกใช้สินค้าจากสหรัฐฯให้น้อยลง โดยเฉพาะสินค้าและบริการด้านดิจิทัล ที่ทำกำไรล้นหลามแก่บริษัทยักษ์ใหญ่ โดยบางครั้งก็นำเราและเยาวชนสู่วัฒนธรรมบริโภคนิยมแบบไม่ทันยั้งคิด
ผมเองสรุปว่า รัฐบาลสหรัฐฯทำตัวเป็นอันธพาล ที่ทำให้โลกปั่นป่วนอยู่ในขณะนี้ จริงอยู่ หลายคนคงบอกว่า เราคงไม่ถูกรุกรานทางการทหาร เราคงเจรจาการค้าได้โดยไม่ถูกบีบคั้นจนเกินไป เรามีพลังงานสำรองและวัตถุดิบที่เพียงพอแก่ชีวิตประจำวันและการผลิต ฯลฯ เมื่อภัยถึงตัวผู้อื่น แล้วเรานิ่งเฉย แต่ถ้าโชคร้ายภัยมาถึงเรา เราจะหวังไม่ให้ผู้อื่นนิ่งเฉยได้ละหรือ ถ้าเราทำอะไรได้บ้างเพื่อหยุดยั้งความเป็นอันธพาล ก็ควรเริ่มทำตั้งแต่วันนี้
โคทม อารียา
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : โคทม อารียา | สหรัฐฯและอิสราเอลทำตัวเป็นอันธพาล
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th