โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กล้าที่จะ"โง่": หัวใจสำคัญของการตื่นรู้ในโลกการศึกษาและวิจัย

The Better

อัพเดต 08 มี.ค. เวลา 07.54 น. • เผยแพร่ 08 มี.ค. เวลา 07.46 น. • THE BETTER
โดย…นพ.กรณ์ ปองจิตธรรม

ในโลกของการศึกษาที่มักวัดค่ากันด้วยเกรดเฉลี่ยและคำตอบที่ถูกต้อง เรามักถูกหล่อหลอมให้พยายาม "ทำตัวว่าฉลาด" หรือหลอกตัวเองและผู้อื่นว่า "รู้แล้ว" เพื่อรักษาภาพลักษณ์และความมั่นใจ แต่แนวคิดจากบทความอันทรงอิทธิพลเรื่อง "The Importance of Stupidity in Scientific Research" เขียนโดย Martin A. Schwartz ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Cell Science (2008) กลับชี้ให้เห็นว่า กับดักที่น่ากลัวที่สุดของการเรียนรู้ คือการปฏิเสธความไม่รู้นั่นเอง

บทความของ Schwartz ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่กระตุกความคิดของคนทำงานวิชาการทั่วโลก ให้กลับมาทบทวนนิยามของ "ความฉลาด" และ "การเรียนรู้" ในมุมมองใหม่ที่ซื่อสัตย์ต่อตัวเองมากขึ้น

จากห้องเรียนสู่โลกแห่งความจริง: เมื่อความฉลาดแบบเดิมใช้ไม่ได้ผล

ในระบบการศึกษาทั่วไป นักเรียนที่เก่งมักคือคนที่จดจำเก่งและทำข้อสอบได้แม่นยำ ซึ่งสร้างความรู้สึกลวงตาว่าความรู้คือสิ่งที่จัดการได้หมดสิ้น แต่เมื่อก้าวเข้าสู่โลกของงานวิจัยหรือการแก้ปัญหาที่ซับซ้อนในชีวิตจริง เราจะเผชิญกับ "ความโง่เขลาเชิงสัมบูรณ์" (Absolute Stupidity) คือสภาวะที่ไม่มีใครในโลกนี้รู้คำตอบ

หากเรายังติดกับดักเดิมที่ต้องดูฉลาดตลอดเวลา เราจะเริ่ม "หลอกตัวเอง" ว่าเข้าใจแล้ว หรือเลือกทำแต่สิ่งที่ง่ายและคุ้นเคยเพื่อหลีกเลี่ยงความรู้สึกโง่เขลา ซึ่งนั่นคือจุดจบของการพัฒนาอย่างแท้จริง

การยอมรับความจริง: ประตูบานแรกสู่ความรู้ที่แท้จริง

หัวใจสำคัญที่ Schwartz เน้นย้ำ คือการเปลี่ยนทัศนคติต่อความไม่รู้:
* การเลิกหลอกตัวเอง: เมื่อไหร่ที่เรายอมรับอย่างซื่อสัตย์ว่า "เราไม่รู้" เมื่อนั้นกลไกการแสวงหาคำตอบจะทำงานทันที ความโง่เขลาจึงไม่ใช่จุดด้อย แต่เป็น "แรงขับเคลื่อน" (Driver) ที่ทำให้เราออกเดินทางหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อประโยชน์ของการเรียนรู้
* ความโง่เขลาที่ก่อให้เกิดผล (Productive Stupidity): คือการเลือกที่จะยืนอยู่ในจุดที่ยากที่สุด จุดที่เราตอบไม่ได้ เพื่อให้เกิดการตั้งคำถามใหม่ๆ แทนที่จะหลอกคนอื่นหรือหลอกตัวเองว่ารู้ดีอยู่แล้ว

สาส์นถึงครูและนักศึกษาไทย: แกนหลักสำหรับการปรับปรุงการศึกษา

นี่คือประเด็นสำคัญที่อยากให้วงการการศึกษาไทยนำไปใช้เป็นเข็มทิศในการพัฒนา:
* สำหรับครู: หน้าที่ของครูไม่ใช่การเป็น "ผู้รู้จบ" แต่คือการสร้างพื้นที่ปลอดภัยที่อนุญาตให้นักศึกษา "โง่" ได้โดยไม่ถูกตัดสิน ครูควรสนับสนุนให้นักศึกษากล้าตั้งคำถามที่ไม่มีในตำรา และยอมรับไปพร้อมกับศิษย์ว่า "เรื่องนี้ครูก็ยังไม่รู้ เรามาหาคำตอบไปพร้อมกัน" เพื่อสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ที่ยั่งยืน
* สำหรับนักศึกษา: การยอมรับว่าไม่รู้ไม่ใช่ความพ่ายแพ้ แต่เป็นความกล้าหาญทางปัญญา ความรู้สึกมืดแปดด้านในขณะทำวิจัยคือสัญญาณว่าคุณกำลังเดินมาถึงขอบเขตของความรู้แล้ว และนั่นคือจุดที่คุณกำลังจะสร้างสิ่งใหม่ขึ้นมา

บทสรุป

การศึกษาที่แท้จริงไม่ใช่การสะสมคำตอบ แต่คือการฝึกฝนที่จะอยู่กับ "ความไม่รู้" อย่างมีวุฒิภาวะ ยิ่งเราซื่อสัตย์ต่อความโง่เขลาของตัวเองมากเท่าไหร่ เรายิ่งเปิดประตูสู่การค้นพบได้กว้างขึ้นเท่านั้น หากครูและนักศึกษาไทยกล้าที่จะถอดหน้ากาก "ผู้รู้" แล้วหันมาสวมวิญญาณ "ผู้แสวงหา" ที่ยอมรับในความไม่รู้ เราจะพบว่านี่คือหัวใจสำคัญของการวิจัยและการศึกษาที่จะพัฒนาประเทศได้อย่างแท้จริง

อ้างอิงต้นฉบับ:

Schwartz, M. A. (2008). The importance of stupidity in scientific research. Journal of Cell Science, 121(11), 1771-1771.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...