โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

4 เทรนด์การตลาด 2026 เมื่อผู้บริโภคเลือก 'อยู่เพื่อวันนี้' สรุปจาก Future Trends Ahead 2026

Capital

อัพเดต 21 ม.ค. เวลา 08.02 น. • เผยแพร่ 21 ม.ค. เวลา 07.49 น. • Insight

ในโลกธุรกิจปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความผันผวน การทำความเข้าใจวิธีคิด ความรู้สึก และการตัดสินใจของผู้บริโภคคือหัวใจสำคัญของการอยู่รอด ในหนังสือ Future Trends Ahead 2026 โดย Future Trends ได้รวบรวมสารพัดเทรนด์สำคัญที่น่าจับตามาไว้ในเล่มเดียว หนึ่งในนั้นคือเทรนด์การตลาดที่ทาง Ipsos บริษัทวิจัยตลาดระดับโลกที่มีประสบการณ์กว่า 75 ปี ได้วิเคราะห์มาแล้ว

Ipsos มองเห็นว่าโลกกำลังเข้าสู่ช่วงที่ผู้บริโภคเผชิญความไม่แน่นอนรอบด้าน ทั้งมิติเศรษฐกิจ การเมือง และสุขภาพใจ จนทำให้บทบาทของการตลาดต้องเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง และด้วยมวลรวมทั้งหมดนั้นจึงได้สกัดออกมาเป็น 4 เทรนด์การตลาดสำคัญที่เรา Recap มาให้แล้ว

1. ผู้บริโภคคิดเป็นเหตุเป็นผลมากขึ้น และไม่ยึดติดกับแบรนด์เหมือนเดิม

ท่ามกลางพายุแห่งความไม่แน่นอน Ipsos พบว่าผู้บริโภคเกือบ 9 ใน 10 คนมีแนวโน้มใช้ชีวิตแบบ ‘อยู่เพื่อวันนี้’ เพราะไม่มั่นใจว่าอนาคตข้างหน้าจะเป็นยังไง แต่ในขณะเดียวกัน พวกเขากลับให้ความสำคัญกับการออมและความมั่นคงในระยะยาวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เพื่อเป็นเกราะป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

สิ่งนี้ส่งผลต่อพฤติกรรมการซื้อที่เปลี่ยนไป ผู้บริโภคยังคงต้องการหาความสุขเติมเต็มชีวิตในปัจจุบัน แต่ต้องเป็นความสุขที่มาพร้อมกับ ‘ความคุ้มค่า’ และการตัดสินใจที่ปลอดภัยที่สุด เริ่มลดการใช้อารมณ์นำทางอย่าง ‘ของมันต้องมี’ และหันมาใช้เหตุผลเชิงประโยชน์มากขึ้น เรียกว่าบางครั้ง brand loyalty ก็เริ่มจืดจางลงเมื่อเทียบกับฟังก์ชั่นของสินค้าหรือบริการที่จับต้องได้

การเข้าถึงข้อมูลผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ยิ่งทำให้ผู้บริโภคเปรียบเทียบสินค้าได้ง่ายยิ่งขึ้น Ipsos ระบุว่า 80% ของผู้บริโภคเชื่อมั่นว่าตนเองจะสามารถค้นหาข้อเสนอหรือโปรโมชั่นที่ดีกว่าเดิมได้เสมอ ทำให้ความภักดีต่อแบรนด์ไม่ใช่ตัวเลือกแรกๆ ในการตัดสินใจซื้ออีกต่อไป หากแบรนด์คู่แข่งเสนอความคุ้มค่าได้ในจังหวะที่เหมาะสม

สำหรับนักการตลาดในยุค 2026 โจทย์ใหญ่จึงคือการอธิบาย ‘คุณค่า’ ของสินค้าให้ชัดเจนและรวดเร็ว แบรนด์ต้องไม่บอกว่าตัวเองดียังไง แต่ต้อง ‘พิสูจน์’ ให้ได้ว่าสินค้าช่วยให้ชีวิตผู้บริโภคดีขึ้นหรือคุ้มค่ากับเงินทุกบาทที่จ่ายไปได้ยังไงในโลกความเป็นจริงที่เต็มไปด้วยความกดดัน

2. ความเชื่อมั่นในแบรนด์ เป็นต้นทุนพื้นฐานของการทำแบรนด์

แม้ในภาวะเศรษฐกิจที่ทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังเรื่องการใช้จ่ายมากขึ้น แต่ความคาดหวังที่มีต่อแบรนด์กลับสวนทาง Ipsos ชี้ให้เห็นว่าผู้คนยุคใหม่สามารถแยกแยะระหว่าง ‘ความคุ้มค่าของตัวเงิน’ และ ‘ค่านิยมของแบรนด์’ ได้ พวกเขาไม่ได้ต้องการแค่ของถูก แต่ต้องการของที่ดีจากแบรนด์ที่ไว้ใจได้

ผู้บริโภคยังโหยหาที่พึ่งและพื้นที่ปลอดภัย แบรนด์จึงถูกคาดหวังให้ทำหน้าที่มากกว่าแค่ผู้ค้าขาย แต่ต้องดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรมและโปร่งใส ข้อมูลจากงานวิจัยยังระบุว่า 87% ของผู้บริโภคเชื่อมั่นว่าแบรนด์สามารถทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ให้สังคมไปพร้อมๆ กับการสร้างผลกำไรได้ และกว่า 86% มองว่าเป็น ‘หน้าที่’ ของภาคธุรกิจที่ต้องยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือสังคมในยามวิกฤต

การสร้างอิมแพกต์ที่ดีต่อสังคมจึงเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดที่ผู้บริโภคใช้ตัดสินใจว่าจะเลือกเดินไปกับแบรนด์นี้หรือไม่

3. สุขภาพคือเรื่องของการควบคุมชีวิต ไม่ใช่แค่การรักษา

Ipsos ระบุว่าผู้บริโภคยังให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพในอันดับต้นๆ โดยเฉพาะในประเทศไทยที่ปัญหาความเครียดและสุขภาพจิตถูกมองว่าเป็นสภาวะวิกฤตที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง คำว่า ‘สุขภาพดี’ จึงไม่ใช่แค่การไม่มีโรคภัยไข้เจ็บทางกาย แต่ครอบคลุมไปถึงความสมดุลทางอารมณ์และพลังในการใช้ชีวิต

ผู้บริโภคหันมาใส่ใจเรื่องการป้องกันมากกว่าการรักษา วิ่งหาข้อมูลด้วยตนเองมากกว่ารอฟังคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญเพียงฝ่ายเดียวเหมือนในอดีต เพราะมองว่าตนเองต้องการมีอำนาจในการตัดสินใจและเลือกแนวทางการดูแลสุขภาพด้วยตนเองมากขึ้น

เป้าหมายสูงสุดของการดูแลสุขภาพเปลี่ยนไปสู่การ ‘สูงวัยอย่างมีคุณภาพ’ คือไม่ได้ต้องการแค่อายุยืนยาว แต่ต้องการมีร่างกายที่แข็งแรงเพื่อให้ใช้ชีวิตได้อย่างมีความหมายและทำในสิ่งที่รักได้นานที่สุด ดังนั้นแบรนด์ที่เข้าไปอยู่ในไลฟ์สไตล์การดูแลตัวเองอย่างมีคุณภาพได้ก็ย่อมมีโอกาสมากกว่า

ที่สำคัญ หากเข้าไปอยู่ในลักษณะของการเป็น ‘ผู้มอบพลัง’ มากกว่าแค่ ‘ผู้ช่วยแก้ปัญหา’ แบบแต่ก่อนที่บอกว่าแบรนด์ต้องแก้ pain point ให้คน ก็จะช่วยให้เป็นที่จดจำได้ ผู้บริโภคจะกลายเป็นพันธมิตรคนสำคัญที่ผู้บริโภคขาดไม่ได้ นอกจากนั้น การสร้างคอนเทนต์ สินค้า หรือบริการที่ช่วยส่งเสริมความมั่นใจในการดูแลตัวเองก็อาจจะทำให้ได้ใจผู้บริโภคกลุ่มนี้ได้

4. เทคโนโลยีต้องล้ำ แต่ต้องไม่สร้างความกังวล

Ipsos พบว่ายิ่งเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ามามีบทบาทในชีวิตมากขึ้น ผู้คนกลับกังวลเรื่องความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัว และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตเพิ่มตาม

หลายครั้งผู้บริโภคเริ่มตั้งคำถามถึงความเสี่ยงที่แฝงมากับนวัตกรรมใหม่ๆ ที่พวกเขาไม่คุ้นเคย สิ่งที่น่าสนใจคือผู้บริโภคไม่ได้ปฏิเสธความก้าวหน้า แต่พวกเขาต้องการความชัดเจนและความโปร่งใส นวัตกรรมที่แบรนด์นำเสนอจึงต้องตรวจสอบได้ ต้องให้ความมั่นใจว่าข้อมูลส่วนตัวจะไม่ถูกนำไปใช้ในทางไม่ดี

ในบางครั้ง การคิดค้นสินค้าหรือบริการที่มีเทคโนโลยีที่สลับซับซ้อนเกินไป แต่ต้องทำให้สิ่งที่ซับซ้อนกลายเป็นเรื่องง่ายและใกล้ตัว นอกจากนั้น แบรนด์ยังต้องสื่อสารให้ผู้บริโภคสัมผัสได้ถึงความสบายใจ ความปลอดภัยแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีคือเครื่องมือที่ช่วยให้ชีวิตปลอดภัยและง่ายขึ้น ไม่ใช่สิ่งที่เข้ามาคุกคามความเป็นส่วนตัว

จาก 4 เทรนด์ที่ว่ามานี้ จึงอาจกล่าวได้ว่าการตลาดในยุคนี้คือการที่นักการตลาดและแบรนด์ต้องเข้าใจความรู้สึกไม่มั่นคงในใจผู้บริโภคให้ได้ เพื่อส่งมอบความรู้สึกสบายใจ และทำให้สัมผัสได้ว่าการเลือกสินค้าหรือบริการจากเราคือการตัดสินใจที่คุ้มค่า มีความหมาย และไม่เสี่ยงจนเกินไป

ส่วนใครอยากลงลึกประเด็นอื่นๆ ในหนังสือ สามารถลงทะเบียนรับไฟล์ได้ที่ page.futuretrend.co/FTAheadEbook

หากใครสนใจเข้าร่วมอีเวนต์ที่ได้เจอผู้เชี่ยวชาญตัวจริง ไปพบกันที่งาน Future Trends Ahead Summit 2026 วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2026 โดยสำรองที่นั่งได้ที่ https://www.zipeventapp.com/e/Future-Trends-Ahead-Summit-2026

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...