เดอะคอนเสิร์ตชวนคุย ASIA7 สำรวจเส้นทางแห่งการเติบโต สู่บันทึกแห่งจิตใจในอัลบั้มใหม่ “DeepMind”
เดอะคอนเสิร์ตชวนคุย ASIA7 ถึงเรื่องราวความพยายามตลอด 10 ปีของวงที่กำลังออกดอกผล การเรียนรู้และปรับตัวเข้าสู่อัลบั้มใหม่ ‘DeepMind’ บทเพลงหลากอารมณ์และซาวด์กลมกล่อมที่ลงตัวทุกแทร็ก
“พวกเราเดินทางกันมาประมาณ 10 ปี ลองผิดลองถูกมาเรื่อยๆ ตอนนี้ทุกความพยายามเริ่มเห็นผลแล้ว” — ออย นักร้องนำ ASIA7 เล่าถึงกุญแจสำคัญของการเติบโตบนเส้นทางดนตรี คือการกล้าที่จะลองไปต่ออีกครั้ง จนวันนี้พวกเขาก้าวสู่ศิลปินสุดยูนีค ที่มีรสชาติและสไตล์ดนตรีเป็นเอกลักษณ์ หลังเสิร์ฟอะไรใหม่ๆ อย่างดนตรีพื้นบ้านฟิวชั่นให้แฟนๆ ได้รู้จักผ่านอัลบั้ม ‘The Seeker’ ในวันนี้ 8 นักดนตรีของ ASIA7 ประกอบไปด้วย ออย (ร้องนำ), โยเย (ซอ), ต้น (พิณ), โอม (แซ็กโซโฟน), สุนทร (กีตาร์), บูม (คีย์บอร์ด), ดิว (เบส) และโน้ต (กลอง) พาผู้ฟังเปิดโสตแล้วปล่อยใจไปกับ ‘DeepMind’ อัลบั้มชุดที่สองที่ยังคงอบอวลด้วยซาวด์เฉพาะตัวของวง ผ่าน 12 บทเพลงซึ่งเปรียบเสมือนบันทึกของจิตใจที่แต่ละคนอาจไม่เคยพูดออกมา The Concert เลยชวนพวกเขามานั่งล้อมวงพูดคุยถึงเพลงฮิต การเติบโตในฐานะศิลปิน และเป้าหมายของวงที่ยังรอให้พวกเขาก้าวไปถึงในอนาคต
เสน่ห์ของ ASIA7 คือการสร้างดนตรีในแบบที่ไม่เหมือนใคร
โน้ต: จริงๆ ถ้าจะพูดถึงเสน่ห์ของ ASIA7 มันคือการเป็นดนตรีที่ไม่ได้อยู่ในตลาดเพลงแบบปกติสักเท่าไหร่ครับ เราเป็นวงที่มีเครื่องดนตรีไทย มีเสียงร้องของออยที่เป็นเอกลักษณ์ รวมถึงวิธีการทำเพลงในสไตล์ของเราเอง สิ่งเหล่านี้อาจจะเรียกว่าโดดเด่นก็ได้ แต่มันทำให้วงมีคาแรคเตอร์มีตัวตนที่ชัดเจนขึ้นครับ
การทำเพลงของ ASIA7 ไม่มีสูตรตายตัว แต่เปิดพื้นที่ให้ตัวตนของสมาชิกเป็นตัวกำหนดทิศทาง
สุนทร: ผมว่ามันแล้วแต่เพลงเลยครับ เพราะพวกเราค่อนข้างทดลองทำเพลงมาหลากหลายวิธีมากๆ และก็ยังไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวว่าวงเราต้องเริ่มจากอะไรหรือเดินในแบบไหน บางเพลงอาจเริ่มจากมู๊ด บางเพลงเริ่มจากธีมดนตรีที่ได้ reference มา หรือบางเพลงเริ่มจากเนื้อเพลง วิธีการเหล่านี้ไม่ได้ถูกตีกรอบไว้ แต่ขึ้นอยู่กับวิธีคิดเฉพาะตัวของแต่ละคน ซึ่งตรงนั้นเองที่กลายเป็นจุดเด่นของวง อย่างเช่นถ้าเป็นคนที่ถนัดดนตรีไทย อย่าง ‘ต้น’ เขาก็จะคิดไลน์ดนตรีจากพื้นฐานและเอกลักษณ์ของเครื่องดนตรีนั้น มันเลยกลายเป็นซิกเนเจอร์ของวงไปในตัว หรือในกรณีที่เพลงเริ่มจากเนื้อร้องก่อน พอมาคิดดนตรีเราก็จะมองมู๊ดจากเนื้อเพลง แล้วคิดต่อว่าถ้าเป็น ASIA7 ควรจะออกมาเป็นแบบไหน ใช้เครื่องดนตรีอะไร เพราะเรามีเครื่องดนตรีค่อนข้างเยอะซึ่งถือเป็นข้อได้เปรียบ แต่ก็ต้องจัดวางให้เหมาะกับเพลงด้วย บางเพลงอาจไม่ได้มีพาร์ทโชว์ของทุกคน แต่เราจะช่วยกันดูว่าเพลงนี้เหมาะกับใครที่สุด สุดท้ายมันก็เป็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ช่วยกันประกอบจนเป็นเพลงครับ
ช่วงเวลาที่ทำให้รู้สึกว่า ‘วงเรามีแฟนเพลงมากขึ้นแล้วจริงๆ’
โอม: จะมีโชว์นึงไปเล่นที่โคราช โชว์แรกหลังจากเพลง “Loop (ฉันจึงวนกลับมา)” มันทำงาน วันนั้นไปเล่นที่ลานย่าโมก็จะมีศิลปินหลายเบอร์ เราก็คิดเหมือนทุกๆ งานว่าเออเขาคงมาดูวงอื่นด้วยแหละ เขาไม่ได้มาดูวงเราอย่างเดียว แต่พอออยเช็คฟีดแบคโดยการให้คนที่มาดูช่วยร้อง วันนั้นคนร้องดังมากจริงๆ ทำให้รู้ว่า เออ นั่นแหละ มันเริ่มมาจากวันนั้น เป็นวันที่เราประทับใจและเห็นตรงกันที่สุดว่าเพลงมันทำงานแล้วนะ
ความพยายามตลอด 10 ปีของ ASIA7 กำลังออกดอกผล
ออย: พวกเราเดินทางกันมาประมาณ 10 ปีแล้ว ทำเพลงแบบลองผิดลองถูกมาเรื่อยๆ ซึ่งสิบปีเป็นระยะเวลาที่ค่อนข้างนานกว่าจะมาถึงตรงนี้ แต่พอมาถึงจุดที่เริ่มมีคนรู้จักเราจริงๆ มีงานที่มีแค่วงเราแสดงวงเดียว คนตั้งใจมาดูเราโดยเฉพาะ มันก็ทำให้รู้สึกว่าสิ่งที่อุตส่าห์ทำมาตลอดสิบปีมันเริ่มเห็นผลแล้ว ช่วงเวลาที่ท้อๆ กันมาระหว่างทางก็จะอะๆๆ ลองดูอีกสักตั้งแบบนี้มาตลอด
จาก ‘The Seeker’ สู่ ‘DeepMind’ การเรียนรู้และปรับตัวของ ASIA7
โยเย: อัลบั้มแรก The Seeker เป็นอัลบั้มที่เราเปิดตัวกับค่าย GeneLab และเหมือนเป็นการเดบิวต์ที่ประกาศตัวตนของ ASIA7 ให้คนรู้ว่าเราเป็นวงแบบไหน เล่นดนตรีแนวไหน และมีซาวด์ประมาณไหน แต่ถ้าพูดถึงการเข้าถึงคนวงกว้าง ตอนนั้นยังไม่เยอะมาก เพราะดนตรีค่อนข้างเฉพาะทาง พอมาอัลบั้มที่สอง DeepMind เราตั้งใจทำให้เข้าถึงคนมากขึ้น ลดความฟังยากหรือย่อยยากจาก The Seeker แล้วปรับให้ฟังง่ายขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่เราได้เรียนรู้และนำมาพัฒนาต่อค่ะ
สุนทร: เราหยิบข้อดีจากอัลบั้มแรกมาดูว่าเพลงไหนประสบความสำเร็จ วิธีเล่าแบบไหนเวิร์ก แล้วก็ปรับซาวด์ให้ดีขึ้น ส่วนอะไรที่ลองแล้วรู้สึกไกลตัวเกินไป เราก็เลือกไม่เล่าต่อครับ
DeepMind อัลบั้มที่พาผู้ฟังสำรวจอารมณ์ห้วงลึกภายในจิตใจ
โยเย: DeepMind เป็นอัลบั้มที่เล่าเรื่องราวเบื้องลึกของจิตใจมนุษย์ ความรู้สึกลึกๆ ที่เราไม่สามารถหลอกตัวเองหรือปฏิเสธได้ ไม่ว่าจะเป็นรัก โลภ โกรธ หลง เสียใจ หรือน้อยใจ เราหยิบความรู้สึกเหล่านี้มาเล่าในแต่ละเพลงค่ะ
Track Review
“เผา (Even If I Die)”
โยเย: เพลงนี้อยากโชว์ความเป็นวงของ ASIA7 ให้ชัดขึ้น ทั้งในแง่ซาวด์ที่แปลกใหม่ สดชื่น และป๊อปมากขึ้น ส่วนเนื้อหาพูดถึงคนคนหนึ่งที่ยอมเสียสละตัวเอง เพื่อให้คนที่รักได้ไปสู่เส้นทางที่ดี มีความสว่างสดใส ยอมแม้กระทั่งจุดไฟเผาตัวเองเป็นแสงไฟนำทางให้เขาไปสู่สิ่งที่ดี
“ฟื้น (Reborn)” เพลงประกอบซีรีส์ ‘ทิชา’
ต้น: พี่ผู้จัดชอบเพลง “เผา” อยู่แล้ว และอยากให้ ASIA7 แต่งเพลงเพิ่มอีกเพลงหนึ่งให้เป็นเหมือนธีมของซีรีส์เรื่องทิชา เลยกลายมาเป็นเพลง “ฟื้น” ซึ่งใช้กับฉากเปิดของเรื่อง
“ลำนำสายลม (Childhood Calling)”
โยเย: จริงๆ เพลงนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงอัลบั้มแรกแล้วค่ะ ตอนนั้นรู้สึกว่ายังไม่พร้อมปล่อยเป็นมาสเตอร์ เลยเอาไปพัฒนาและใช้เล่นสดก่อน จนกลายเป็นกิมมิกว่าใครอยากฟังเพลงนี้ต้องมาดูคอนเสิร์ต ต้องมาฟังตอนเล่นสดเท่านั้น
ออย: พอมาอัลบั้มนี้เราเลยเลือกเพลงนี้มาใส่ในอัลบั้ม และทำเป็นเอ็มวีด้วย
“เซปโตวินาที (Zeptosecond)”
ออย: ไอเดียเริ่มจากการที่ใครสักคนอยากรู้ว่าหน่วยเวลาที่เล็กที่สุดคืออะไร ซึ่งก็คือเซปโตวินาที พวกเราเองก็เพิ่งรู้จักเหมือนกัน เพลงนี้เลยอยากสื่อว่าในทุกเสี้ยวเวลาที่เล็กที่สุด เราไม่สามารถคิดถึงอะไรได้เลย นอกจากเธอ เป็นเพลงคลั่งรัก
“จอมขวัญ” เพลงประกอบซีรีส์ ‘หอมกลิ่นความรัก’
สุนทร: เราได้อ่านสตอรี่ของซีรีส์ก่อน เลยตื่นเต้นมากกับการทำเพลงประกอบ คำต่างๆ มาค่อนข้างเร็ว ใช้ชื่อตัวละคร “จอมขวัญ” เป็นชื่อเพลง และเล่าความรู้สึกของพระเอกที่มีต่อจอมขวัญ ซีรีส์เป็นแนวย้อนยุคภาคเหนือ ย้อนภพย้อนชาติ ซึ่งเข้ากับตัวตนวงเราที่มีเครื่องดนตรีไทยพอดีครับ
“Loop (ฉันจึงวนกลับมา)”
ออย: ตอนแรกเพลงนี้เป็นเพลงรักธรรมดา อยู่ในช่วงทำเพลงรักกัน ‘พี่สุน’ ได้ไอเดียจากการตกหลุมรักใครสักคนในร้านกาแฟ แต่ไม่ได้ทักกันจนเขาหายไป กลายเป็นความรู้สึกติดค้างและเสียดาย เพลงเลยเล่าเรื่องง่ายๆ ว่าอยากวนกลับไปที่เดิม เผื่อจะได้เจอและทำความรู้จักกัน แต่พอเข้าห้องอัดมีองค์ประกอบดนตรีเพิ่มเข้ามา เพลงกลับตีความได้หลายแบบ จะเป็นความเศร้า ความไม่มูฟออน หรือความวนซ้ำของความรู้สึกก็ได้เหมือนกัน
สุนทร: อาจไม่ใช่เพลงที่เป็นธีมหลักของอัลบั้ม แต่เป็นเพลงที่ทำให้คนรู้จัก ASIA7 มากที่สุดครับ
“สาธุ (Sathu)”
ต้น: เพลงนี้เป็นเพลงสายมู มีวิธีเล่าและการใช้สำเนียงที่ค่อนข้างเป็นเอกลักษณ์แตกต่างจากเพลงอื่น ‘พี่โอม COCKTAIL’ เสนอให้หานักร้องหมอลำรุ่นใหม่มาร้องท่อนเวิร์สสอง จนมาลงตัวที่น้อง ‘ปลาย กนกพร’ ซึ่งมีเอกลักษณ์เสียงชัดเจน พอพิชชิ่งกับค่าย ค่ายก็เห็นด้วยครับ
โยเย: พอพี่โอมฟังเดโม่สุดท้าย ก็เห็นภาพเอ็มวีและคอนเซปต์ชัดมาก แล้วก็ติดต่อพี่ต้องเตเรียบร้อย เราต้องเล่าเรื่องแบบนี้เท่านั้นเพื่อที่แบบมันจะได้ส่งเพลงเข้าไปอีก
“คนอย่างเธอ (Thanks!)”
ต้น: เป็นเพลงที่พูดกับคนที่จากไปว่า “ขอบคุณ” ที่ทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น เพลงเลยมีซาวด์ร็อกที่ฉูดฉาดขึ้น
“เจ็บไม่จำ (Repeat)”
ต้น: เพลงนี้มีความเป็นไทยและได้แรงบันดาลใจจากเพลงไทยเดิม เนื้อหาคือการรู้ว่ามันเจ็บแต่ก็ยังอยากทำ เป็นความรู้สึกที่หลายคนเคยเจอ รักคนที่เขาไม่รักเรา ทั้งที่เจ็บแต่ก็ยังมีความสุข
“ฉันยังมีประโยชน์อยู่ไหม (Am I?)”
ออย: เพลงนี้เริ่มจากประโยคนี้เลยค่ะ “ฉันยังมีประโยชน์อยู่ไหม” เป็นความรู้สึกที่หลายคนเคยมี เวลาอยู่ในที่ที่ไม่ใช่ของเรา เลยเอาคำนี้มาเป็นฮุก แล้วพัฒนาต่อให้เป็นเพลงที่เข้าถึงง่ายและใกล้ตัว
“คิดถึง (Nostalgia)”
สุนทร: เราอยากให้แฟนๆ ได้ยินซาวด์แบบ ASIA7 ยุคเก่า มีคอร์ดที่ชวนให้นึกถึงอัลบั้มช่วงก่อนอยู่ GeneLab เลยตั้งคอนเซปต์ดนตรีก่อน แล้วค่อยมาเล่าเรื่องความคิดถึง ซึ่งความคิดถึงที่เจ็บที่สุดก็คือการคิดถึงคนที่จากไป เลยกลายเป็นเพลงนี้
“ไม่เป็นไร (It’s Alright)”
โยเย: เป็นเพลงที่อยากให้ย่อยง่าย เริ่มจากมู๊ดดนตรีแล้วค่อยใส่เนื้อหาที่ปลอบโยนคนฟัง
สุนทร: เป็นเพลงพลังบวก แต่ยังอยู่ในคอนเซปต์ DeepMind ที่บอกว่าคนเราไม่ต้องเพอร์เฟค ไม่ต้องดีทุกวันก็ได้ คนเรามันร้องไห้ได้นะ เสียใจได้นะ
โยเย: มันเป็นเรื่องปกติที่เราจะรู้สึกแย่ รู้สึกอยากร้องไห้ คือถึงเราจบปัญหานี้ไปสุดท้ายปัญหาใหม่ก็มาเพราะฉะนั้นมันเป็นเรื่องปกติมาก ที่เราแค่ร้องไห้ออกมา แล้วเราก็ใช้ชีวิตต่อแค่นั้น
ASIA7 เติบโตตามเป้าหมายที่วางไว้ และยังอยากให้ผลงานเป็นที่รู้จักมากขึ้น
โน้ต: ตั้งแต่วันแรกที่เราเข้าค่าย จนถึงการสัมภาษณ์ครั้งแรก คำถามเรื่องเป้าหมายของวงจะถูกถามตลอด ทุกครั้งที่ตอบก็จะคล้ายๆ กัน คืออยากให้มีคนรู้จักเพลงของวงมากขึ้น และอยากให้รู้จักพวกเราทั้ง 8 คนมากขึ้น พอมองย้อนกลับไปจากตอนนั้นจนถึงวันนี้ ประมาณ 5 ปีที่ผ่านมา ก็รู้สึกว่าเราทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ในระดับหนึ่ง และมันก็ค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งถือว่าน่าพอใจครับ แต่ถ้าพูดถึงเป้าหมายต่อไปก็ยังอยากให้เพลงของเราและตัวพวกเรามีคนรู้จักมากขึ้นไปอีกครับ
ติดตามความเคลื่อนไหวของ “ASIA7” ได้ที่
Facebook: www.facebook.com/asia7band
Instagram: www.instagram.com/asia7band
TikTok: www.tiktok.com/@asia7band